แม่ล็อกห้องทิ้งลูกเล็ก 2 คนไปเที่ยวเกือบ 50 วัน กลับมาพบสภาพ สลดเกินบรรยาย

ย้อนคดีสะเทือนใจทั้งโอซากา แม่ล็อกห้องทิ้งลูกวัย 3 ขวบกับ 1 ขวบ เกือบ 50 วันก่อนกลับมา เผยสภาพสะเทือนใจสุดจะบรรยาย
ประตูห้องพักถูกล็อกไว้ ขณะที่เด็กเล็กสองคนอยู่ข้างในโดยไม่มีผู้ใหญ่ดูแล นี่คือจุดเริ่มต้นของคดีสะเทือนใจในเมืองโอซากา ประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี 2010 หรือ พ.ศ. 2553 เมื่อ ซานาเอะ ชิโมมูระ แม่วัย 23 ปี ทิ้งลูกสาววัย 3 ขวบและลูกชายวัย 1 ขวบไว้กับอาหารเพียงเล็กน้อย ก่อนออกจากห้องไปเกือบ 50 วัน เมื่อมีผู้เข้าไปช่วยเหลือ เด็กทั้งสองก็เสียชีวิตแล้ว
ผู้เสียชีวิตคือ ซากุราโกะ และ คาเอเดะ สองพี่น้องที่ยังเล็กเกินกว่าจะหาอาหาร เปิดประตูออกไปขอความช่วยเหลือ หรือดูแลตัวเองได้ สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเพียงการปล่อยเด็กอยู่บ้านตามลำพัง แต่เป็นการตัดพวกเขาออกจากการดูแลที่จำเป็นต่อการมีชีวิตอยู่ คดีนี้นำไปสู่โทษจำคุกแม่ 30 ปี

จากเด็กที่เคยถูกละเลย สู่แม่ของลูกสองคน
เรื่องราวชีวิตของซานาเอะที่ปรากฏในรายงานย้อนหลัง กล่าวถึงวัยเด็กที่ขาดการดูแลจากครอบครัว แม่ของเธอมักออกจากบ้านและปล่อยลูกสามคนอยู่กันเอง ก่อนที่พ่อแม่จะหย่าร้างกันขณะเธอยังเรียนชั้นประถมต้น พ่อได้รับหน้าที่ดูแลลูก แต่ความสัมพันธ์ภายในครอบครัวยังคงมีระยะห่าง และเธอเติบโตขึ้นท่ามกลางความรู้สึกว่าไม่ได้รับความใส่ใจเท่าที่ควร
ข้อมูลที่นำมาเรียบเรียงยังกล่าวถึงการหนีออกจากบ้านและประสบการณ์ถูกล่วงละเมิดในช่วงวัยรุ่น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเบื้องหลังชีวิตที่มีบาดแผล อย่างไรก็ตาม รายละเอียดส่วนนี้ไม่ได้เป็นข้อพิสูจน์ว่าเหตุใดเธอจึงตัดสินใจทอดทิ้งลูก และไม่อาจใช้แทนการพิจารณาความรับผิดชอบต่อการกระทำของเธอได้ เด็กทั้งสองมีสิทธิได้รับการดูแลและความปลอดภัย ไม่ว่าแม่จะเคยเผชิญชีวิตเช่นใดมาก่อน
ซานาเอะแต่งงานในปี 2006 ขณะอายุประมาณ 19 ปี และให้กำเนิดซากุราโกะในปีถัดมา ช่วงแรกของชีวิตครอบครัว เธอเคยเขียนถึงความสุขที่ได้อยู่กับลูกสาว รวมถึงความเป็นห่วงเมื่อลูกป่วย ข้อความเหล่านั้นสะท้อนภาพของแม่ที่เคยแสดงความรักต่อลูก ซึ่งแตกต่างอย่างเจ็บปวดจากสิ่งที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมา
หลังมีลูกคนที่สองคือคาเอเดะ ความสัมพันธ์ในครอบครัวเริ่มมีปัญหา ก่อนจบลงด้วยการหย่าร้างในเดือนพฤษภาคม 2009 ซานาเอะรับลูกทั้งสองมาเลี้ยง และต้องจัดการชีวิตกับการดูแลเด็กเล็กหลังแยกทางกับสามี จากนั้นเธอย้ายไปอยู่ที่นาโกยา ก่อนจะพาลูกไปเริ่มต้นชีวิตในโอซากา

คำขอความช่วยเหลือ ก่อนการทอดทิ้งจะรุนแรงขึ้น
ตามเรื่องราวที่นำมาเรียบเรียง ซานาเอะเคยขอให้อดีตสามีและพ่อช่วยดูแลลูกเมื่อเธอป่วย แต่ไม่ได้รับความช่วยเหลือตามที่ต้องการ เธอยังติดต่อสำนักงานเมืองนาโกยาในเดือนธันวาคม 2009 เพื่อบอกว่าตนไม่สามารถดูแลลูกต่อไปได้ และได้รับคำแนะนำให้ติดต่อหน่วยงานคุ้มครองเด็ก แต่การติดต่อครั้งนั้นไม่ได้นำไปสู่การรับเด็กเข้าดูแล ก่อนที่เธอจะย้ายเมืองในเวลาต่อมา
เดือนมกราคม 2010 ซานาเอะพาลูกทั้งสองไปโอซากา และเริ่มทำงานในสถานบริการย่านมินามิ ที่ทำงานช่วยจัดหาห้องพักและสถานที่รับเลี้ยงเด็กให้ แต่เธอหยุดใช้บริการรับเลี้ยงหลังนำลูกไปฝากในช่วงแรก ต่อมา เด็กทั้งสองจึงถูกปล่อยให้อยู่ในห้องพักหมายเลข 303 ตามลำพังระหว่างที่แม่ออกไปข้างนอก
การละเลยไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะวันที่เธอจากไปเป็นครั้งสุดท้าย แต่ค่อย ๆ สะสมจนสภาพความเป็นอยู่ของเด็กเลวร้ายลง ภายในห้องมีขยะและสิ่งปฏิกูล ขณะที่การดูแลเรื่องอาหาร ความสะอาด และสุขอนามัยไม่เพียงพอ สำหรับเด็กวัย 3 ขวบกับ 1 ขวบ สภาพเช่นนี้หมายถึงการต้องพึ่งพาผู้ใหญ่ที่ไม่ได้อยู่ดูแลพวกเขาอย่างที่ควร
9 มิถุนายน 2010 วันที่แม่ปิดประตูแล้วจากไป
ตามรายงานคำพิพากษา วันที่ 9 มิถุนายน 2010 ซานาเอะทิ้งลูกทั้งสองไว้ในห้อง โดยจัดอาหารให้เพียงเล็กน้อย (ตามรายงานระบุว่า มีข้าวปั้น 1 ก้อน ซูชิโรล 1 ชิ้น และน้ำผลไม้ 1 กล่อง) ก่อนออกไป เธอใช้เทปกาวปิดกั้นประตูภายในและล็อกทางเข้าห้อง ทำให้เด็กไม่สามารถออกไปได้ด้วยตัวเอง ศาลระบุว่า ขณะนั้นเธอรับรู้แล้วว่าลูกอ่อนแอและอาจเสียชีวิตหากไม่ได้รับอาหาร แต่ยังคงจากไปโดยไม่จัดหาผู้ดูแลหรือช่องทางช่วยชีวิตให้เด็ก
ช่วงเวลาหลังจากนั้น ซานาเอะใช้ชีวิตอยู่นอกห้องไปเที่ยวกับผู้ชายที่พบเจอ ขณะที่ลูกทั้งสองถูกทิ้งไว้โดยไม่มีใครนำอาหารและน้ำมาเติมให้ ความต่างระหว่างชีวิตนอกห้องกับชะตากรรมของเด็กข้างใน เป็นหนึ่งในประเด็นที่ศาลกล่าวถึงเมื่อพิจารณาความร้ายแรงของคดี เด็กสองคนซึ่งยังช่วยตัวเองไม่ได้ ถูกขังไว้ให้เผชิญความหิวและความอ่อนแรงภายในพื้นที่ที่ที่เต็มไปด้วยสิ่งปฏิกูล และออกไปขอความช่วยเหลือไม่ได้
ชะตากรรมหลังประตูปิดตาย
รายงานการพิจารณาคดีระบุว่า เด็กทั้งสองใช้ช่วงสุดท้ายของชีวิตท่ามกลางขยะและสิ่งปฏิกูล โดยค่อย ๆ อ่อนแรงลงจากการขาดอาหารอย่างรุนแรง และเด็กเสียชีวิตจากการอดอาหาร ความทุกข์ที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้มาจากเหตุรุนแรงเพียงชั่วขณะ แต่เป็นการถูกทอดทิ้งจนร่างกายไม่สามารถประคองชีวิตต่อไปได้
โดยในรายงานมีระบุถึงร่องรอยการหาอาหารภายในห้องเท่าที่จะหาได้มาประทังชีวิต โดยเด็กได้แบ่งอาหารที่มีอย่างจำกัดด้วยกัน ทั้งจากเครื่องปรุง อาหารเหลือในตู้เย็น และเศษอาหารในถังขยะ และคนพี่มีอาการอาหารเป็นพิษก่อนเสียชีวิต อย่างไรก็ตาม รายละเอียดว่าเด็กกินสิ่งใดบ้าง หรือใครเสียชีวิตก่อนยังไม่มีข้อเท็จจริงจากรายงานการชันสูตรหรือเอกสารคดีรองรับ
แม่กลับมา แต่ความช่วยเหลือยังมาไม่ถึง
วันที่ 29 กรกฎาคม 2010 ซานาเอะกลับไปยังห้องพักหลังมีการร้องเรียนเรื่องกลิ่นผิดปกติ รายงานย้อนหลังระบุว่าเธอพบเด็กเสียชีวิตแล้ว แต่กลับออกจากห้องไปอีกครั้งโดยไม่ได้ให้ความช่วยเหลือ ก่อนเจ้าหน้าที่จะเข้าตรวจสอบและพบร่างของซากุราโกะกับคาเอเดะ และจับกุมเธอในวันที่ 30 กรกฎาคม โดยเธอสารภาพว่า "หลังจากออกจากห้องไปหนึ่งสัปดาห์เด็กก็เสียชีวิตแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องช่วยเหลือ" และ "ฉันไม่อยากมีลูกเลย" โดยอ้างถึงความเหนื่อยหน่ายกับการต้องหาเลี้ยงดูแลลูกๆทั้งสอง

เคยมีคนแจ้งเสียงเด็กร้อง แต่ช่วยไม่ทัน
รายงานข่าวในช่วงเกิดเหตุระบุว่า ก่อนพบร่างเด็ก มีผู้แจ้งหน่วยงานคุ้มครองเด็กเกี่ยวกับเสียงร้องจากห้องพัก เจ้าหน้าที่เคยไปตรวจสอบหลายครั้ง แต่ไม่สามารถพบผู้พักอาศัย และการดำเนินการไม่ได้ไปถึงขั้นช่วยเด็กออกมาได้ทันเวลา ประเด็นนี้ทำให้สังคมตั้งคำถามต่อการประเมินความเสี่ยงและการติดตามแจ้งเหตุ เมื่อเสียงร้องอาจเป็นสัญญาณว่าเด็กกำลังตกอยู่ในอันตราย
คดีจึงไม่ได้มีเพียงคำถามว่าแม่ทำอะไรกับลูก แต่ยังมีคำถามว่าระบบช่วยเหลือเด็กจะเข้าไปถึงผู้ที่พูดหรือขอความช่วยเหลือเองไม่ได้อย่างไร การรับแจ้งและการไปถึงสถานที่เกิดเหตุเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวนการ สิ่งสำคัญคือการตรวจสอบให้มั่นใจว่าเด็กปลอดภัยจริง โดยเฉพาะเมื่อมีสัญญาณผิดปกติซ้ำ ๆ

ศาลตัดสินจำคุก 30 ปี แม้แม่ปฏิเสธเจตนาฆ่า
หลังถูกจับกุม ซานาเอะให้การว่าเธอเหนื่อยหน่ายกับการจัดหาอาหารและอาบน้ำให้ลูก ในชั้นพิจารณาคดี เธอยอมรับการทอดทิ้ง แต่ปฏิเสธว่ามีเจตนาทำให้เด็กเสียชีวิต ศาลกลับเห็นว่าเธอตระหนักถึงอันตรายที่เกิดขึ้น และรู้ว่าลูกไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้หากถูกขังโดยไม่ได้รับอาหารอย่างเพียงพอ
วันที่ 16 มีนาคม 2012 ศาลจังหวัดโอซากาพิพากษาจำคุกซานาเอะ 30 ปี ในคดีฆาตกรรมลูกทั้งสอง รายงานคำพิพากษาระบุว่า ศาลพิจารณาความโดดเดี่ยวและความเหนื่อยล้าจากการเลี้ยงลูกเป็นส่วนหนึ่งของภูมิหลัง แต่ยังชี้ว่าการทอดทิ้งเด็กโดยไม่จัดหาหนทางช่วยชีวิตเป็นการกระทำที่โหดร้าย ความยากลำบากของแม่จึงไม่ได้ทำให้ความรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตของลูกหมดไป
สิ่งที่เหลือจากคดีนี้ไม่ใช่เพียงตัวเลขโทษจำคุก แต่คือชีวิตของซากุราโกะและคาเอเดะที่ไม่มีโอกาสเติบโต เด็กทั้งสองควรได้รับอาหาร น้ำ ความปลอดภัย และผู้ใหญ่ที่พร้อมดูแลตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่ เรื่องราวของพวกเขาจึงยังสะเทือนใจ เพราะความช่วยเหลือที่มาถึงหลังพบร่าง ไม่อาจทดแทนการปกป้องที่เด็กควรได้รับก่อนหน้านั้นได้
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี
.jpg?ip/crop/w350h197/q80/jpg)