วิจัยฮาร์วาร์ด เผย 4 ผลข้างเคียง จากการทำ "IF" ที่สายลดน้ำหนักทุกคนควรระวัง!

วิจัยฮาร์วาร์ด เผย 4 ผลข้างเคียง จากการทำ "IF" ที่สายลดน้ำหนักทุกคนควรระวัง!

วิจัยฮาร์วาร์ด เผย 4 ผลข้างเคียง จากการทำ "IF" ที่สายลดน้ำหนักทุกคนควรระวัง!
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

เตือนสายลดน้ำหนัก! ฮาร์วาร์ดกางผลวิจัย 4 ผลข้างเคียง "Intermittent Fasting (IF)" ที่ทุกคนต้องระวัง

การทำ Intermittent Fasting หรือที่เรียกกันติดปากว่า IF ถือเป็นหนึ่งในเทรนด์ลดน้ำหนักและดูแลสุขภาพที่ได้รับความนิยมอย่างสูงท่วมท้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยมีผู้คนนับล้านทั่วโลกชื่นชมในสรรพคุณด้านการลดน้ำหนัก กระตุ้นระบบเผาผลาญ หรือแม้กระทั่งการช่วยให้อายุยืนยาวขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่หน้าสื่อมวลชนมักจะประโคมข่าวแต่เรื่องข้อดี ข้อมูลล่าสุดจากสำนักพิมพ์สุขภาพฮาร์วาร์ด (Harvard Health Publishing) ภายใต้คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้ออกโรงเตือนให้ประชาชนหันมาใส่ใจความเสี่ยงและผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นก่อนที่จะตัดสินใจเริ่มลงมือทำ

กางตำราความเสี่ยง 4 ด้านของการทำ IF ที่มักถูกมองข้าม

ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดระบุว่า รูปแบบการทำ IF ไม่ว่าจะเป็นการอดอาหารวันเว้นวัน, สูตร 5:2 หรือการจำกัดเวลาทานอาหารในแต่ละวัน (Time-Restricted Eating) ล้วนมีโปรไฟล์ความเสี่ยงเฉพาะตัว และหลักฐานการศึกษาในระยะยาวยังคงมีอยู่อย่างจำกัด โดยสามารถสรุปผลข้างเคียงสำคัญได้ 4 ประเด็นหลักดังนี้:

1. อาการป่วยไข้และร่างกายทรุดโทรมในระยะแรก

ผู้ที่เริ่มต้นทำ IF เป็นประจำมักรายงานตรงกันว่ามีอาการปวดศีรษะ, ร่างกายอ่อนเพลียไม่มีแรง, อารมณ์ฉุนเฉียวหงุดหงิดง่าย รวมถึงมีอาการท้องผูก ซึ่งเป็นผลมาจากช่วงเวลาการอดอาหารที่ยาวนาน แม้ว่าบางรายอาการเหล่านี้จะค่อยๆ ทุเลาลงเมื่อร่างกายปรับตัวได้ แต่สำหรับบางคน อาการดังกล่าวอาจรุนแรงและเรื้อรังจนส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันและทำให้ไม่สามารถอดอาหารต่อไปได้

2. กลไกสะท้อนกลับของร่างกาย นำไปสู่พฤติกรรม "กินล้างผลาญ"

นี่คือกับดักทางชีวภาพที่หลายคนมักมองข้าม เมื่อร่างกายถูกจำกัดอาหารเป็นเวลานาน ฮอร์โมนความหิวจะหลั่งออกมาอย่างรุนแรง และศูนย์ควบคุมความหิวในสมองจะทำงานหนักเกินไป ส่งผลให้เกิดแรงขับเคลื่อนมหาศาลที่ทำให้คุณแอบ "กินมากเกินไป" 

ทันทีที่หลุดจากช่วงเวลาอดอาหาร ผนวกกับสัญชาตญาณของมนุษย์ที่อยากให้รางวัลตัวเองหลังจากผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก ทำให้ปริมาณแคลอรีที่กินเข้าไปในวันปกติพุ่งสูงจนหักล้างโควตาที่อุตส่าห์อดมาทั้งหมด

3. เสี่ยงทำลายระบบเผาผลาญหากกินผิดเวลาชีวิต

งานวิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรมการจำกัดเวลาทานอาหารชี้ชัดว่า รูปแบบการกินที่ "ไม่สอดคล้องกับนาฬิกาชีวิต" หรือระบบเวลาธรรมชาติของร่างกาย อาจกลายเป็นการสร้างปัญหาให้แก่ระบบเผาผลาญแทนที่จะช่วยแก้ไขมัน การอดอาหารหรือกินอาหารในเวลาที่ไม่เหมาะสมกับกลไกธรรมชาติภายใน สามารถส่งผลกระทบต่อการหลั่งฮอร์โมนและการทำงานของเซลล์ต่างๆ ได้

4. อันตรายแฝงในกลุ่มผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัว

สำหรับผู้สูงอายุ การลดน้ำหนักที่รวดเร็วหรือมากเกินไปจากการทำ IF อาจส่งผลร้ายแรงต่อความหนาแน่นของกระดูก, ระบบภูมิคุ้มกัน และระดับพลังงานในร่างกาย ยิ่งไปกว่านั้น กลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวานมีความเสี่ยงสูงอย่างยิ่งหากข้ามมื้ออาหาร

ส่วนผู้ที่ทานยาลดความดันโลหิตหรือยารักษาโรคหัวใจ อาจเผชิญกับภาวะโซเดียมและโพแทสเซียมในร่างกายเสียสมดุลอย่างรุนแรงในช่วงที่อดอาหาร รวมถึงผู้ที่ต้องทานยาพร้อมอาหารเพื่อป้องกันอาการคลื่นไส้ก็อาจพบว่าพฤติกรรมการทำ IF นั้นขัดต่อแผนการรักษาโรคของแพทย์

iStockphoto

คำแนะนำจากแพทย์: ปรับตัวอย่างไรให้ปลอดภัย?

คำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์ระบุไปในทิศทางเดียวกันว่า หากคุณต้องการเริ่มต้นทำ Intermittent Fasting สิ่งสำคัญที่สุดคือควรปรึกษาแพทย์ประจำตัวก่อนเสมอ โดยมีแนวทางปฏิบัติที่จำเป็นดังนี้:

  • ค่อยเป็นค่อยไป: เริ่มต้นอย่างช้าๆ โดยปรับเปลี่ยนเวลาอดอาหารทีละน้อยเพื่อให้ร่างกายได้มีเวลาปรับตัว
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ: เน้นการดื่มน้ำสะอาด น้ำโซดา หรือชาและกาแฟที่ไม่ใส่น้ำตาล (เครื่องดื่มที่ไม่มีแคลอรี) เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
  • ห้ามปรับยาเองเด็ดขาด: สำหรับผู้มีโรคประจำตัว ห้ามปรับเปลี่ยนหรือเปลี่ยนแปลงตารางการทานยาตามใจชอบโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์

แหล่งอ้างอิง

  1. UNILAD
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล