ไขมันในเลือดสูงเท่าไหร่ต้องกินยา? ซื้อยากินเองได้ไหม ความเข้าใจผิดที่เสี่ยงอันตราย

ไขมันในเลือดสูงเท่าไหร่ต้องกินยา? ซื้อยากินเองได้ไหม ความเข้าใจผิดที่เสี่ยงอันตราย

ไขมันในเลือดสูงเท่าไหร่ต้องกินยา? ซื้อยากินเองได้ไหม ความเข้าใจผิดที่เสี่ยงอันตราย
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ไขมันในเลือดสูงเท่าไหร่ต้องกินยา? เปิดคู่มือยาลดไขมันที่หลายคนยังเข้าใจผิด!

ในปัจจุบัน ยาลดไขมันในเลือดกลายเป็นยาที่หลายคนหาซื้อได้ง่ายตามร้านขายยาทั่วไป จนนำไปสู่ "ความเข้าใจผิด" แอบซื้อมาประทานเองโดยไม่ผ่านการตรวจเลือดหรือไม่มีใบสั่งยาจากแพทย์ เพียงเพราะคิดว่ามันจะช่วยลดไขมันตามร่างกาย หรือช่วยลดน้ำหนักและลดหน้าท้องได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่อันตรายมากเนื่องจากยาแต่ละชนิดมีกลไกและผลข้างเคียงที่ต้องควบคุมอย่างใกล้ชิด

ข้อมูลร่วมกันจาก ศูนย์ฟื้นฟูผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง อิชิ และ โรงพยาบาลวิภาวดี จะช่วยให้เราเข้าใจความจริงเกี่ยวกับไขมันในเลือดและการใช้ยาลดไขมันได้อย่างถูกต้องครับ

ตัวเลขเท่าไหร่...ถึงเกณฑ์ที่แพทย์จะสั่งจ่ายยา?

โดยทั่วไปแล้ว แพทย์ไม่ได้สั่งจ่ายยาให้ผู้ป่วยในทันที แต่จะพิจารณาจากผลตรวจเลือดและระดับความรุนแรงตามเกณฑ์ดังนี้

  • เมื่อคอเลสเตอรอลรวม (Total Cholesterol) สูงเกิน 240 mg/dL

  • เมื่อไขมันเลว (LDL) สูงเกินกว่า 160 - 180 mg/dL ร่วมกับมีปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจ

  • ปรับพฤติกรรมแล้วยังเอาไม่อยู่: โดยปกติหากตรวจพบไขมันสูงในระยะแรก แพทย์จะให้ผู้ป่วยควบคุมอาหารและปรับไลฟ์สไตล์อย่างเคร่งครัดเป็นเวลา 1-3 เดือนก่อน จากนั้นจึงนัดเจาะเลือดซ้ำ หากค่าไขมันยังไม่ลดลง จึงจะพิจารณาให้เริ่มกินยา

ข้อยกเว้น: กลุ่มเสี่ยงสูงที่ต้องกินยาเร่งด่วน

ในกรณีที่ผู้ป่วยเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจอยู่แล้ว หรือมีปัจจัยเสี่ยงร่วมที่อันตรายมาก เช่น เป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง สูบบุหรี่จัด หรือมีประวัติคนในครอบครัวเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจเฉียบพลัน แม้ผลตรวจเลือดจะพบว่าค่าไขมันไม่ได้สูงทะลุเกณฑ์ข้างต้น แพทย์ก็อาจสั่งยาลดไขมันให้รับประทานทันทีเพื่อลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนอันตราย

ทำความรู้จักกลุ่มยา "สเตติน" และกลไกการทำงาน

ยาลดไขมันในเลือดกลุ่มที่นิยมใช้มากที่สุดคือกลุ่ม "สเตติน" (Statins) ซึ่งทำหน้าที่ยับยั้งเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างคอเลสเตอรอลที่ตับ (เนื่องจากไขมันในเลือดของเรา $60% - 70%$ ร่างกายสร้างขึ้นเอง ส่วนที่เหลือมาจากอาหาร) เพื่อลดการสะสมของไขมันเลว (LDL) ที่จะเข้าไปฝังตัวตามผนังหลอดเลือดจนแข็งตัว ตีบตัน หรือแตกในอนาคต โดยมี 6 ตัวยาหลัก ๆ ที่แพทย์นิยมใช้คือ:

  • Simvastatin: ตัวยาที่ได้รับความนิยมสูงสุด เน้นยับยั้งการสร้างและลดไขมันส่วนเกินในร่างกาย

  • Atorvastatin: เด่นเรื่องการลดระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง

  • Pravastatin: นิยมใช้ควบคู่ไปกับการปรับพฤติกรรม ออกกำลังกาย และควบคุมอาหารอย่างสม่ำเสมอ

  • Fluvastatin: ชะลอการสร้างไขมันเลวและเน้นกระตุ้นการสร้างไขมันดี (HDL) สามารถใช้ได้ในผู้ป่วยอายุ 10 ปีขึ้นไป

  • Rosuvastatin: ใช้รักษาภาวะไขมันสูง ประสิทธิภาพสูงในการป้องกันภาวะแทรกซ้อน เช่น หัวใจวาย หรือสโตรก

  • Pitavastatin: เน้นลดการสร้างคอเลสเตอรอลในร่างกาย มีความปลอดภัยสูง สามารถใช้ได้ในผู้ป่วยเด็กอายุตั้งแต่ 8 ปีขึ้นไป

3 ความเข้าใจผิดยอดฮิตเกี่ยวกับการซื้อยาลดไขมันกินเอง

  • เข้าใจผิด 1: ยาลดไขมันช่วยลดหน้าท้องหรือลดน้ำหนักได้

    • ความจริง: ยาชนิดนี้ทำหน้าที่ลดเฉพาะระดับไขมันที่ละลายอยู่ในกระแสเลือดเท่านั้น ไม่ช่วยลดไขมันหน้าท้อง เพราะไขมันหน้าท้องคือเซลล์ไขมันสะสมใต้ผิวหนัง ซึ่งเป็นคนละส่วนกัน

  • เข้าใจผิด 2: เป็นยาที่ปลอดภัย ซื้อกินเองได้เรื่อย ๆ

    • ความจริง: การทานยาเกินขนาดหรือทานโดยไม่มีข้อบ่งชี้จากแพทย์ ส่งผลเสียต่อระบบกลไกของกล้ามเนื้อโดยตรง และอาจทำให้เกิดภาวะไตวายเฉียบพลันจากการที่ไตต้องทำงานหนักเกินไป

  • เข้าใจผิด 3: กินยาแล้ว จะกินหมูกระทะหรือของทอดเท่าไหร่ก็ได้

    • ความจริง: การรักษาจะเห็นผลดีที่สุดเมื่อ ควบคุมอาหารและใช้ยาควบคู่กันไปตลอด การพึ่งยาเพียงอย่างเดียวไม่สามารถชนะพฤติกรรมการกินอาหารทำลายสุขภาพได้

คู่มือปรับพฤติกรรม: เลือกกินอาหารให้ตรงกับชนิดไขมันที่สูง

หากตรวจเลือดแล้วพบว่าค่าไขมันตัวไหนสูงเกินเกณฑ์ ให้เน้นปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินตามชนิดของไขมันนั้น ๆ ร่วมกับการทานยาตามแพทย์สั่งครับ:

1. หากค่า "คอเลสเตอรอล" สูง

  • อาหารที่ต้องหลีกเลี่ยง: ไข่แดง, มันสัตว์, น้ำมันสัตว์, เครื่องในสัตว์ทุกชนิด (ตับ ไต ไส้ สมอง), เนื้อแดง (หมู/วัว), หนังเป็ดหนังไก่, ปลาหมึกตัวใหญ่ และหอยนางรม

  • ปรับวิธีปรุงอาหาร: เปลี่ยนจากของทอดหรือของผัดน้ำมันเยิ้ม ๆ เป็นการ ปิ้ง, ย่าง, นึ่ง, อบ หรือต้ม แทน

  • เลือกใช้น้ำมันให้ถูก: เลือกใช้น้ำมันพืชที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว เช่น น้ำมันถั่วเหลือง หรือน้ำมันข้าวโพด และสามารถทานผักใบเขียวได้ไม่จำกัด

2. หากค่า "ไตรกลีเซอไรด์" สูง

  • อาหารที่ต้องหลีกเลี่ยง: อาหารที่มีส่วนผสมของกะทิ, ขนมหวาน, อาหารประเภทแป้ง และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง เช่น น้ำอัดลม น้ำหวาน

  • ปรับไลฟ์สไตล์: งดหรือลดการดื่มสุราและเบียร์อย่างเด็ดขาด และเน้นการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะการขยับร่างกายจะช่วยเผาผลาญและลดระดับไตรกลีเซอไรด์ได้ดีที่สุด

 

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล