5 สัญญาณบน "ลิ้น" เตือนภัยโรคร้ายแรง ตั้งแต่ตับ-เบาหวาน-อัมพฤกษ์ ไปจนถึงมะเร็ง เช็กที่นี่!

อย่ามองข้ามอาการ "ลิ้นเบี้ยว-ลิ้นม่วง" แพทย์เตือนภัยเงียบ โรคหลอดเลือดสมองและมะเร็งถามหา
การสังเกตลักษณะของ "ลิ้น" เพื่อวินิจฉัยโรค ถือเป็นศาสตร์และศิลป์ทางการแพทย์ที่ใช้กันมาอย่างยาวนานตั้งแต่ยุคโบราณจนถึงปัจจุบัน เพราะเมื่อกว่า 2,000 ปีก่อน มนุษย์เราก็เริ่มอ่านสัญญาณชีพจากอวัยวะนี้เพื่อตรวจหาโรคร้ายแล้ว และในปัจจุบัน ลิ้นก็ยังคงทำหน้าที่เป็น "มาตรวัด" สุขภาพที่แม่นยำในการเตือนภัยโรคอันตราย ไม่ว่าจะเป็นโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) มะเร็ง หรือภาวะโลหิตจาง
ศาสตราจารย์ อาลี อัล-นาจี (Professor Ali Al-Naji) จากมหาวิทยาลัยเซาท์ออสเตรเลีย (University of South Australia) ระบุว่า "สี รูปทรง และความหนาของลิ้น สามารถบ่งชี้ถึงความเสี่ยงของโรคเบาหวาน, ปัญหาเกี่ยวกับตับ, ระบบไหลเวียนโลหิต, ระบบย่อยอาหาร ตลอดจนโรคหัวใจและโรคในระบบเลือดได้"
และนี่คือ 5 สัญญาณเตือนบนลิ้นที่คุณต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษค่ะ:
1. ลิ้นเปลี่ยนเป็นสีเหลือง (Yellow Tongue)
ลิ้นสีเหลืองอาจเป็นสัญญาณเตือนของ "โรคเบาหวาน" โดยข้อมูลจากเว็บไซต์สุขภาพระดับโลกอย่าง Healthline ระบุว่า ผู้ที่มีระดับน้ำตาลในน้ำลายสูงจะเอื้อให้เชื้อแบคทีเรียและเชื้อราบนลิ้นเจริญเติบโตได้ง่ายขึ้น จนทำให้เกิดคราบหนาสีเหลืองเกาะตามผิวลิ้น
โรคเบาหวานมักนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่อันตราย แต่สิ่งที่น่ากังวลคือมีผู้ป่วยจำนวนมากที่เป็นโรคนี้โดยไม่รู้ตัว นอกจากอาการลิ้นเหลืองแล้ว หากมีอาการกระหายน้ำบ่อย, ปัสสาวะถี่, อ่อนเพลียเรื้อรัง, คันในร่มผ้า หรือตาพร่ามัวร่วมด้วย ควรรีบไปตรวจน้ำตาลทันที โดยเฉพาะเบาหวานชนิดที่ 2 (Type 2 Diabetes) ที่อาการมักจะซ่อนเร้นและสังเกตได้ยาก
นอกจากนี้ ลิ้นสีเหลืองยังอาจส่งสัญญาณถึง "โรคตับหรือถุงน้ำดี" ได้อีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีอาการตาเหลืองและตัวเหลือง (ดีซ่าน) ร่วมด้วย เนื่องจากเมื่อตับได้รับความเสียหาย กลไกการขับสารบิลิรูบิน (Bilirubin) จะทำงานผิดปกติ ทำให้เกิดการสะสมของสารสีเหลืองในร่างกาย
ยิ่งไปกว่านั้น งานวิจัยจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแพทย์แผนจีนกวางโจว ยังพบว่า ผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวเรื้อรัง (Chronic Heart Failure) มักจะมีลักษณะลิ้นที่แดงกว่าและมีคราบสีเหลืองหนากว่าคนปกติ ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าตัวโรคกำลังทวีความรุนแรงขึ้น
2. ลิ้นเปลี่ยนเป็นสีม่วง (Purple Tongue)
ตามข้อมูลจากมูลนิธิโรคมะเร็งช่องปากแห่งสหรัฐอเมริกา (Oral Cancer Foundation) ระบุว่า "มะเร็งลิ้น" (Tongue Cancer) อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ลิ้นเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มหรือสีม่วงคล้ำ และมักมีอาการเลือดออกเรื้อรังที่ลิ้นร่วมด้วย นอกจากนี้ สัญญาณเตือนอื่น ๆ ของมะเร็งลิ้นที่ควรสังเกต ได้แก่ อาการเจ็บคอเรื้อรัง, เจ็บปวดเวลากลืนอาหาร และมีความรู้สึกแสบร้อนที่ผิวลิ้นอยู่ตลอดเวลา
3. ลิ้นเปลี่ยนเป็นสีแดงจัด (Red Tongue)
ลิ้นสีแดงเข้มอาจมีความเชื่อมโยงกับ "โรคโควิด-19" (COVID-19) โดยงานวิจัยในปี 2022 ได้ทำการบันทึกภาพลิ้นของผู้ป่วยโควิด-19 จำนวน 135 ราย และพบสถิติที่น่าสนใจว่า:
-
ผู้ป่วยที่มีอาการ ผื่นและอาการขั้นเบา มักมีลิ้นสีชมพูอ่อน (พบ 64%)
-
ผู้ป่วยที่มีอาการ ระดับปานกลาง มักมีลิ้นสีแดง (พบ 62%)
-
ผู้ป่วยที่มีอาการ ระดับรุนแรง มากถึง 99% มีลักษณะลิ้นเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มจัด
4. ลิ้นเบี้ยว ลิ้นเอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง (Deviated Tongue)
หากตื่นมาแล้วพบว่าลิ้นมีลักษณะเบี้ยว เอียง หรือแข็งค้างไปข้างใดข้างหนึ่ง นี่คือสัญญาณเตือนภัยสีแดงของ "โรคหลอดเลือดสมอง" (Stroke) หรืออาการอัมพฤกษ์-อัมพาต งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Stroke ระบุว่า อาการลิ้นเบี้ยวเป็นผลมาจากความเสียหายของเส้นประสาทสมองที่ควบคุมการเคลื่อนไหว ซึ่งถูกทำลายจากภาวะสมองขาดเลือดหรือมีเลือดออกในสมอง อย่างไรก็ตาม ควรเช็กสัญญาณเตือนร่วมอื่น ๆ ตามหลัก FAST เช่น อาการชาหรืออ่อนแรงที่ใบหน้า แขน หรือขาครึ่งซีกอย่างฉับพลัน, พูดไม่ชัด, พูดติดขัด, มีอาการสับสน และเวียนศีรษะร่วมด้วย ซึ่งหากพบอาการเหล่านี้ต้องรีบส่งโรงพยาบาลภายใน 4-5 ชั่วโมงทันที
5. ลิ้นมีอาการบวมโต (Swollen Tongue)
อาการลิ้นบวมไม่เพียงแต่เกิดจากโรคลิ้นอักเสบ (Glossitis) เท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนของ "ภาวะโลหิตจาง" (Anemia) หรือการขาดธาตุเหล็กอย่างรุนแรง เนื่องจากเนื้อเยื่อขาดออกซิเจนไปเลี้ยงจนทำให้ลิ้นบวมและผิวลิ้นดูเรียบผิดปกติ นอกจากนี้ อาการปากแห้งอย่างรุนแรงหรืออาการแพ้ (Allergy) สารเคมีและอาหารบางชนิด ก็สามารถกระตุ้นให้ลิ้นบวมโตขึ้นมาได้เช่นกัน
เมื่อไหร่ที่ควรไปพบแพทย์?
โดยทั่วไป ความเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของลิ้นอาจเกิดจากสิ่งไม่มีอันตราย เช่น สีของอาหารหรือเครื่องดื่มที่เราทานเข้าไป แต่หากคุณสังเกตเห็นว่าลิ้นมีความผิดปกติ ทั้งเรื่องสี รูปทรง หรือความหนา ติดต่อกันเป็นเวลานานเกิน 2 สัปดาห์ขึ้นไป โดยไม่ได้มีสาเหตุมาจากอาหาร ควรรีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลเพื่อตรวจเช็กระบบภายในร่างกายอย่างละเอียดก่อนที่โรคจะลุกลาม
- แพทย์เตือน 4 สัญญาณโรคร้าย ที่แสดงผ่าน "ริมฝีปาก" ไม่ใช่แค่แตก-ลอก-แผลหายช้า
- เช็กก่อนสาย! "คิ้ว 4 แบบ" สัญญาณเตือนโรคร้าย ไทรอยด์-ภูมิแพ้ตัวเอง-ขาดสารอาหาร

ที่มาข้อมูล: The Sun, ข้อมูลงานวิจัยมหาวิทยาลัยเซาท์ออสเตรเลีย, เว็บไซต์สุขภาพ Healthline, วารสารทางการแพทย์ Journal of Stroke
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี