ดร.ด้าน AI มาเตือนเอง! ปี 2030 จะเหลือ "เพียง 5 อาชีพ" ที่ AI ไม่มีวันแย่งงานได้
.jpg?ip/crop/w1200h700/q80/jpg)
ตกงานพุ่ง 99%? ผู้เชี่ยวชาญเตือนปี 2030 จะเหลือ "เพียง 5 อาชีพ" ที่ AI ไม่มีวันแย่งงานได้
เรื่องราวของ "ปัญญาประดิษฐ์" หรือ AI แย่งงานมนุษย์ เริ่มไม่ใช่วิธีการคิดแบบในหนังวิทยาศาสตร์อีกต่อไปแล้ว เพราะล่าสุด ดร. โรมัน ยัมโปลสกี ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยของปัญญาประดิษฐ์ระดับโลก ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลสุดช็อกผ่านรายการพอดแคสต์ชื่อดัง The Diary of a CEO
โดยเตือนว่าภายในปี 2027 โลกเราจะเข้าสู่ยุค Artificial General Intelligence (AGI) หรือ AI ที่มีความฉลาดเทียบเท่ามนุษย์ และเมื่อมันถูกนำไปรวมร่างกับเทคโนโลยีหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ จะทำให้แรงงานมนุษย์หมดความจำเป็นในเกือบทุกอุตสาหกรรมภายในปี 2030
ดร. ยัมโปลสกี คาดการณ์ว่าโลกกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะวิกฤตการว่างงานในระดับที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อนในประวัติศาสตร์ "เราไม่ได้กำลังพูดถึงอัตราการตกงาน 10% ซึ่งก็น่ากลัวอยู่แล้ว แต่เรากำลังพูดถึงตัวเลขที่สูงถึง 99% เพราะในอีก 5 ปีข้างหน้า แรงงานทางกายภาพทั้งหมดจะถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติ"
อย่างไรก็ตาม เขาระบุว่ายังมี "5 กลุ่มสายงาน" ที่มีโอกาสอยู่รอดและปลอดภัยจากคลื่นยักษ์ดิสรัปชันในครั้งนี้
iStockphoto
เจาะลึก 5 กลุ่มอาชีพสุดท้ายที่จะอยู่รอดในยุค AI ครองโลก
จากการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญ แม้ว่า AI จะมีความฉลาดระดับซูเปอร์อินเทลลิเจนซ์ (Superintelligence) ที่เก่งกว่ามนุษย์ในทุกด้าน แต่จุดอ่อนของระบบอัลกอริทึมคือการขาด "จิตวิญญาณและความเป็นมนุษย์" ซึ่งทำให้ 5 กลุ่มงานต่อไปนี้ยังคงปลอดภัย:
- งานที่อาศัย "ความพึงพอใจในบริการจากมนุษย์": เป็นกลุ่มงานที่ผู้รับบริการยินดีจะจ่ายเงินแพงกว่าเพื่อให้มนุษย์เป็นคนทำแทนคอมพิวเตอร์ ดร. ยัมโปลสกี ยกตัวอย่างอาชีพนักบัญชีระดับสูง โดยเปรียบเทียบว่า "มหาเศรษฐีอย่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์ จะไม่มีวันเปลี่ยนไปใช้ AI ทำบัญชีให้เขาแน่นอน เพราะเขาชอบวิธีการแบบดั้งเดิมและต้องการปฏิสัมพันธ์กับนักบัญชีที่เป็นคนจริง ๆ"
- งานคราฟต์ งานศิลปะสร้างสรรค์ทำมือ: ตลาดกลุ่มนี้จะกลายเป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม ที่คนซื้อจะรู้สึกว่าสินค้าที่ทำด้วยมือของมนุษย์มีคุณค่าทางจิตใจสูงคล้ายกับลัทธิบูชาสิ่งของ เปรียบเหมือนในปัจจุบันที่คนยอมจ่ายเงินแพงกว่าเพื่อซื้อสินค้าแฮนด์เมดในท้องถิ่น มากกว่าซื้อสินค้าที่ผลิตซ้ำจำนวนมากจากโรงงาน
- งานที่ต้องใช้ประสบการณ์ชีวิตแบบมนุษย์: กลุ่มอาชีพอย่าง "นักจิตวิทยา" หรือ "ที่ปรึกษาด้านชีวิต" จะยังคงอยู่รอด แม้ว่าปัจจุบันจะมีคนหันไปใช้ AI เป็นนักบำบัดบ้างแล้ว แต่ข้อจำกัดคือ AI ไม่เคยสัมผัสกับความเจ็บปวด ความสูญเสีย หรือความรักแบบที่มนุษย์เจอมาจริง ๆ ผู้ป่วยจึงมักจะเลือกเปิดใจกับคนที่มีประสบการณ์ร่วมในฐานะเพื่อนมนุษย์ด้วยกันมากกว่า
- ผู้ควบคุมและออกกฎระเบียบ AI: มนุษย์ยังจำเป็นต้องทำหน้าที่ควบคุมดูแลไม่ให้ AI ทำงานหลุดกรอบหรือทำสิ่งที่เป็นอันตราย แม้ว่าในระยะยาวการควบคุม AI แบบ 100% อาจเป็นไปได้ยาก แต่การมีตู้ราชการหรือนักกฎหมายคอยกำกับดูแลในตอนนี้ จะช่วยชะลอการเติบโตแบบก้าวกระโดดให้ค่อยเป็นค่อยไปในระยะเวลา 50 ปี แทนที่จะระเบิดตัวใน 5 ปี เพื่อให้มนุษยชาติมีเวลาปรับตัวทัน
- ผู้เชื่อมต่อและอธิบายระบบ AI: ในอนาคตเมื่อธุรกิจต่าง ๆ ต้องการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาฝังในระบบโครงสร้าง จะเกิดอาชีพตัวกลางที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อระหว่างเทคโนโลยีกับพนักงานที่ไม่เข้าใจระบบ คนกลุ่มนี้จะต้องมีความสามารถทั้งด้านเทคนิคและการสื่อสาร เพื่อแปลภาษาคอมพิวเตอร์ให้มนุษย์เข้าใจและใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
คำเตือนของผู้เชี่ยวชาญในครั้งนี้อาจฟังดูน่ากลัวและไม่ค่อยน่าอภิรมย์นักสำหรับคนทำงานในยุคปัจจุบัน แต่อีกมุมหนึ่งมันคือสัญญาณเตือนให้เราทุกคนเริ่มหันมาพัฒนาทักษะ Soft Skills เช่น ความเห็นอกเห็นใจ การสื่อสาร และการเข้าใจจิตใจมนุษย์ ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่หุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ในอนาคตอันใกล้นี้
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี