ชาช่วยชะลอวัย? แต่แพทย์เตือน 7 ข้อ ถ้าใครทำอยู่ "ดื่มสิ่งนี้ดีกว่า" ไม่เสี่ยงตับพัง-มะเร็ง!

ชาช่วยชะลอวัย? แต่แพทย์เตือน 7 ข้อ ถ้าใครทำอยู่ "ดื่มสิ่งนี้ดีกว่า" ไม่เสี่ยงตับพัง-มะเร็ง!

ชาช่วยชะลอวัย? แต่แพทย์เตือน 7 ข้อ ถ้าใครทำอยู่ "ดื่มสิ่งนี้ดีกว่า" ไม่เสี่ยงตับพัง-มะเร็ง!
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

คิดว่าดื่มเพื่อชะลอวัย แต่กลายเป็นเร่งโรค! แพทย์ชี้ "ดื่มน้ำเปล่า" ยังดีกว่า ถ้าคุณยัง "ดื่มชา" ด้วย 7 วิธีนี้ (เสี่ยงตับพัง-มะเร็งถามหา)

การจิบชาเป็นกิจวัตรโปรดของใครหลายคน แต่รู้หรือไม่ว่า การดื่มชาผิดวิธีอาจเปลี่ยนจาก "ยาวิเศษ" ให้กลายเป็น "ยาพิษ" ทำลายกระเพาะและตับของคุณโดยไม่รู้ตัว

นายแพทย์ Saurabh Sethi ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินอาหารจากแคลิฟอร์เนีย ได้ออกมาเตือนผ่านสื่อโซเชียลว่า พฤติกรรมการดื่มชาบางอย่าง เช่น การดื่มตอนท้องว่าง หรือการติดชานมไข่มุกหวานเจี๊ยบ อาจนำไปสู่ความเจ็บป่วยเรื้อรัง ดังนั้น ถ้าจะดื่มชาแบบผิดๆ แนะนำว่าให้ดื่มน้ำเปล่าเพื่อสุขภาพดีกว่า

และนี่คือ 7 นิสัยการดื่มชาที่ควรเลี่ยงด่วน หากไม่อยากป่วย!

1. ดื่มชาตอน "ท้องว่าง"

หลายคนชอบจิบชาหรือกาแฟร้อนๆ ทันทีที่ตื่นนอน แต่หมอเตือนว่า การดื่มชาตอนท้องว่างจะไปกระตุ้นการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร ทำให้เกิดการระคายเคืองเยื่อบุเพาะอาหาร โดยเฉพาะสารแทนนินและคาเฟอีนจะมีฤทธิ์รุนแรงขึ้นเมื่อไม่มีอาหารรองท้อง อาจทำให้คลื่นไส้ แสบร้อนกลางอก หรือท้องอืดได้ หากทำเป็นประจำ ระบบย่อยอาหารจะอ่อนแอลงเรื่อยๆ

2. ดื่มชา "มากเกินไป" ในระยะยาว

อะไรที่มากเกินไปย่อมไม่ดี นพ. Chien Cheng-hung ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินอาหาร เผยผลการศึกษาว่า ผู้ที่ดื่มชาปริมาณมากติดต่อกันเป็นเวลานาน มีแนวโน้มเป็น "โรคกรดไหลย้อน" มากกว่าคนทั่วไป สาเหตุอาจมาจากคาเฟอีนหรือสารบางอย่างในชา ที่ไปทำให้กล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหารส่วนล่างคลายตัว จนกรดจากกระเพาะไหลย้อนกลับขึ้นมาได้ง่ายขึ้น

3. ติดชาหวาน-ชานมไข่มุก

ชาบรรจุขวด หรือชานมไข่มุกแก้วโปรด มักอัดแน่นไปด้วยน้ำตาลและแคลอรี การบริโภคสะสมนานๆ เสี่ยงต่อภาวะ "ไขมันพอกตับ" สร้างภาระหนักให้ระบบเผาผลาญ ยิ่งถ้ามีท็อปปิ้งแป้ง (ไข่มุก) ด้วยแล้ว ระดับน้ำตาลในเลือดจะพุ่งสูงปรี๊ด ส่งผลเสียต่อกลไกควบคุมน้ำตาลในร่างกาย

4. หลงเชื่อ "ชาดีท็อกซ์ - ชาลดน้ำหนัก"

อย่าหลงเชื่อคำโฆษณา! ชาที่อ้างว่าช่วยดีท็อกซ์หรือลดความอ้วน มักผสมสารกระตุ้นลำไส้หรือยาระบายอย่างรุนแรง การดื่มต่อเนื่องจะทำให้ร่างกายขาดน้ำ สมดุลเกลือแร่พัง และทำให้ลำไส้ทำงานผิดปกติ จนสุดท้ายระบบขับถ่ายอาจเสียสมดุล หรือขับถ่ายเองไม่ได้ถ้าไม่กินชา

5. กิน "อาหารเสริมสารสกัดจากชา" เข้มข้นเกินไป

การชงชาเขียวดื่มเองนั้นปลอดภัย แต่การกินในรูปแบบ "สารสกัดเข้มข้น" (Supplement) อาจทำให้ตับได้รับสารบางอย่างในปริมาณที่สูงเกินไป จนตับต้องทำงานหนักเพื่อขับสารเหล่านั้นออก เสี่ยงต่อตับอักเสบ โดยเฉพาะคนที่ชอบดื่มเครื่องดื่มหวานๆ ร่วมด้วย ภาระของตับจะยิ่งคูณสอง

6. ดื่มชาที่ "ร้อนจัด" เกินไป (เสี่ยงมะเร็ง!)

ข้อนี้อันตรายมาก! แม้ชาเขียวจะมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยต้านมะเร็ง แต่การดื่มตอนที่มันร้อนจัดกลับให้ผลตรงกันข้าม องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า เครื่องดื่มที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 65 องศาเซลเซียส อาจก่อให้เกิดมะเร็งหลอดอาหารได้ เพราะความร้อนจะไปลวกทำลายเยื่อบุปากและหลอดอาหารซ้ำๆ จนเซลล์อักเสบและกลายพันธุ์ได้ ยิ่งถ้าใครสูบบุหรี่หรือดื่มเหล้าด้วย ความเสี่ยงจะยิ่งพุ่งสูงขึ้น

7. ดื่มชาที่มีคาเฟอีนใน "ตอนกลางคืน"

การดื่มชาช่วงค่ำจะรบกวนวงจรการนอนหลับ ทำให้หลับยากหรือหลับไม่ลึก ซึ่งส่งผลเสียต่อกระบวนการฟื้นฟูร่างกายและตับในยามค่ำคืน การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอยังส่งผลต่อระบบย่อยอาหาร ทำให้วันรุ่งขึ้นรู้สึกอ่อนเพลีย ทางที่ดีควรงดเครื่องดื่มคาเฟอีนอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงก่อนเข้านอน

ชาเป็นเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ แต่ต้องดื่มให้ถูกวิธี คือดื่มอุ่นๆ (ไม่ร้อนจัด) ไม่เติมน้ำตาล และดื่มในปริมาณที่พอเหมาะ เพื่อให้ร่างกายได้รับประโยชน์สูงสุดโดยไม่ทำร้ายอวัยวะภายใน

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล