เช็กข่าวชัวร์ : กินหวาน-ดื่มน้ำอัดลม เสี่ยงมะเร็งตับ? เปิดงานวิจัย–คำเตือนแพทย์ล่าสุด

เช็กข่าวชัวร์ : กินหวาน-ดื่มน้ำอัดลม เสี่ยงมะเร็งตับ? เปิดงานวิจัย–คำเตือนแพทย์ล่าสุด

เช็กข่าวชัวร์ : กินหวาน-ดื่มน้ำอัดลม เสี่ยงมะเร็งตับ? เปิดงานวิจัย–คำเตือนแพทย์ล่าสุด
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

Fact Check กินขนมหวาน ดื่มน้ำอัดลมมากเกินไป เพิ่มความเสี่ยงเป็นมะเร็งตับจริงหรือไม่?

การบริโภคน้ำตาลสูงและน้ำอัดลมเป็นประจำ เพิ่มความเสี่ยงโรคอ้วน ไขมันพอกตับ และอาจเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงมะเร็งตับจากปัจจัยสะสม

ในโลกออนไลน์มีการแชร์ข้อมูลด้านสุขภาพว่า “กินขนมหวานเยอะ ดื่มน้ำอัดลมวันละแก้ว เสี่ยงเป็นมะเร็งตับ” พร้อมโยงไปถึงปัญหาโรคอ้วน เบาหวาน และโรคตับอักเสบบี จนหลายคนกังวลว่าข่าวนี้เป็นข้อเท็จจริงหรือข่าวปลอม (Fake News) กันแน่ จึงมีการค้นหาข้อมูลและส่งต่อในวงกว้าง

กองบรรณาธิการ Sanook News จึงขอรวบรวมข้อมูลทางการแพทย์และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง มาตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเป็นระบบ เพื่อยืนยันว่า “การกินขนมหวานและดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง” เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงมะเร็งตับจริงหรือไม่ และบทบาทของไวรัสตับอักเสบบีในฐานะสาเหตุสำคัญของมะเร็งตับเป็นอย่างไร

คำถาม

จริงหรือไม่ว่า “การกินขนมหวานและดื่มเครื่องดื่มอัดลมที่มีน้ำตาลสูงเป็นประจำ เช่น ดื่มน้ำอัดลมวันละ 1 แก้ว สามารถเพิ่มความเสี่ยงเป็นมะเร็งตับได้อย่างมีนัยสำคัญ และมะเร็งตับส่วนใหญ่ในปัจจุบันมีสาเหตุมาจากไวรัสตับอักเสบบีที่ยังไม่มียารักษาให้หายขาด”

การตรวจสอบ

ประเด็นแรก ต้องแยกให้ชัดว่า “น้ำตาลสูง” ไม่ได้ทำให้เกิดมะเร็งตับโดยตรงในทันที แต่เกี่ยวข้องผ่านโรคกลางทางหลายอย่าง เช่น โรคอ้วน เบาหวาน และโรคไขมันพอกตับชนิดไม่มีแอลกอฮอล์ (NAFLD) ซึ่งทั้งหมดเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคตับแข็งและมะเร็งตับในระยะยาว แพทย์และนักโภชนาการทั่วโลกจึงเตือนให้จำกัดการบริโภคน้ำตาล

องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้จำกัดปริมาณ “น้ำตาลอิสระ” ในอาหารและเครื่องดื่มไม่เกินประมาณ 25 กรัมต่อวันสำหรับผู้ใหญ่ หากบริโภคเกิน โดยเฉพาะจากน้ำอัดลม ชาเย็น ขนมหวาน เบเกอรีต่างๆ ต่อเนื่องเป็นเวลานาน จะเพิ่มความเสี่ยงโรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด ปัญหาเคลือบฟัน และสิวตามที่ข้อความกล่าวถึงได้จริง แต่ทั้งหมดยังถือเป็น “ความเสี่ยงสะสม” มากกว่าผลลัพธ์แบบทันที

งานวิจัยจากสถาบันชั้นนำในต่างประเทศ รวมถึงการศึกษากลุ่มประชากรหญิงวัยกลางคนและผู้สูงอายุ พบความเชื่อมโยงระหว่างการดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงบ่อยครั้ง (เช่น ประมาณ 1 แก้วขึ้นไปต่อวัน) กับความเสี่ยงโรคตับไขมัน และโรคมะเร็งตับที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีการพูดถึงตัวเลขระดับหลายสิบเปอร์เซ็นต์ในเชิง “ความเสี่ยงสัมพัทธ์” ของกลุ่มที่ดื่มมากเทียบกับกลุ่มที่ดื่มน้อย อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่ดื่มน้ำอัดลมวันละแก้วจะต้องเป็นมะเร็งตับ แต่หมายถึงโอกาสเกิดโรคในภาพรวมเพิ่มขึ้นเมื่อดูจากข้อมูลประชากรจำนวนมาก

ดังนั้น ข้อความที่ว่า “เครื่องดื่มอัดลมวันละแก้วอาจเพิ่มความเสี่ยงเป็นมะเร็งตับ” จึงไม่ใช่คำกล่าวเกินจริง หากตีความว่าเป็น “ปัจจัยเสี่ยงระยะยาว” ภายใต้บริบทของพฤติกรรมการกินโดยรวม (กินหวานจัด ไม่ออกกำลังกาย มีภาวะอ้วนลงพุง ฯลฯ) ไม่ใช่การให้ความเข้าใจผิดว่าดื่มแค่แก้วเดียวก็เป็นมะเร็งทันที

สำหรับประเด็นมะเร็งตับกับไวรัสตับอักเสบบี แพทย์และองค์กรด้านสาธารณสุขระบุสอดคล้องกันว่า ไวรัสตับอักเสบบีและไวรัสตับอักเสบซีเป็นสาเหตุสำคัญของโรคตับแข็งและมะเร็งตับทั่วโลก โดยในบางประเทศของเอเชีย รวมทั้งเวียดนาม มีสัดส่วนผู้ป่วยมะเร็งตับจำนวนมากที่มีประวัติติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีตั้งแต่วัยเด็ก การติดเชื้อในอายุยังน้อยจะเพิ่มโอกาสเกิดการอักเสบเรื้อรังของตับ และต่อเนื่องไปสู่มะเร็งตับในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ข้อความที่ว่า “มะเร็งตับร้อยละ 80 เกิดจากไวรัสตับอักเสบบี” ควรถือว่าเป็นตัวเลขประมาณการเชิงสัดส่วนในบางภูมิภาค มากกว่าจะเป็นค่าตายตัวใช้ได้ทุกประเทศ เพราะในความเป็นจริง มะเร็งตับยังมีสาเหตุอื่นร่วมด้วย เช่น ไวรัสตับอักเสบซี การดื่มแอลกอฮอล์เรื้อรัง โรคตับไขมัน และปัจจัยพันธุกรรมด้วย

ในส่วนที่ระบุว่า “โรคตับอักเสบบีไม่มียารักษาให้หายขาด” เป็นการสรุปแบบง่ายเพื่อให้เข้าใจภาพรวม ปัจจุบันมียาต้านไวรัสตับอักเสบบีที่ควบคุมการอักเสบและลดปริมาณไวรัสในร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดความเสี่ยงตับแข็งและมะเร็งตับลงได้มาก แต่โดยหลักการแล้ว ไวรัสตับอักเสบบีมักไม่ถูกกำจัดออกจากร่างกายจน “หายขาดแบบตรวจไม่พบเชื้อ” ในผู้ป่วยส่วนใหญ่ จึงยังต้องติดตามและรักษาต่อเนื่อง และการป้องกันด้วยวัคซีนยังคงเป็นวิธีที่สำคัญที่สุด

ข้อมูลเกี่ยวกับวัคซีนตับอักเสบบีที่กล่าวถึง เช่น การฉีดครบ 3 เข็มภายในประมาณ 6 เดือน การตรวจเลือดหาเชื้อและระดับแอนติบอดีก่อนฉีดกระตุ้น รวมถึงคำแนะนำว่าผู้ที่มีเชื้อไวรัสอยู่แล้วไม่จำเป็นและไม่ควรรับวัคซีนเพิ่มเติมนั้น เป็นแนวทางที่สอดคล้องกับหลักเวชปฏิบัติโดยทั่วไป เพื่อประเมินภูมิคุ้มกันและประสิทธิภาพการป้องกันมะเร็งตับในระยะยาว

โดยสรุป เนื้อหาที่เชื่อมโยงระหว่าง “กินหวานจัด ดื่มน้ำอัดลมบ่อย” กับ “ไขมันพอกตับและมะเร็งตับ” มีพื้นฐานจากแนวโน้มงานวิจัยและหลักโภชนาการจริง แต่จำเป็นต้องอธิบายให้ครบถ้วนว่าเป็น “ปัจจัยเสี่ยงในระยะยาว” และมะเร็งตับยังมีสาเหตุสำคัญอื่นร่วมด้วย โดยเฉพาะไวรัสตับอักเสบบีและไวรัสตับอักเสบซี ไม่ใช่เกิดจากน้ำตาลเพียงอย่างเดียว

ข้อเท็จจริง

ข้อเท็จจริงคือ การกินขนมหวานและดื่มเครื่องดื่มอัดลมที่มีน้ำตาลสูงเป็นประจำ ไม่ใช่ข่าวปลอมว่ามีส่วนเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งตับ แต่เป็น “ปัจจัยเสี่ยงทางอ้อม” ผ่านโรคอ้วน เบาหวาน และไขมันพอกตับ ส่วนมะเร็งตับจำนวนมากในภูมิภาคเอเชียมีสาเหตุสำคัญจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซี ดังนั้น ข้อความทำนองว่า “กินหวานแล้วเป็นมะเร็งตับทันที” หรือ “มะเร็งตับเกิดจากน้ำตาลเพียงอย่างเดียว” เป็นการตีความเกินจริงและทำให้เข้าใจผิด ควรอ่านควบคู่กับคำอธิบายเรื่องปัจจัยเสี่ยงและการป้องกันที่ถูกต้อง

 

อ้างอิง

  1. คำอธิบายหลักโภชนาการและแนวทางจำกัดน้ำตาลขององค์การอนามัยโลก (WHO) เรื่องการบริโภคน้ำตาลและความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อ
  2. งานวิจัยเชิงระบาดวิทยาเกี่ยวกับการดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง โรคไขมันพอกตับ และความเสี่ยงมะเร็งตับในประชากร
  3. ข้อมูลจากแนวทางการดูแลผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบีและข้อมูลวัคซีนตับอักเสบบีของหน่วยงานสาธารณสุข
  4. คำอธิบายของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านตับและระบบทางเดินอาหารเกี่ยวกับสัดส่วนสาเหตุของมะเร็งตับจากไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี แอลกอฮอล์ และโรคตับไขมัน
  5. การสังเคราะห์ข้อมูลและการเรียบเรียงโดยกองบรรณาธิการ Sanook News จากเอกสารทางการแพทย์และคำแนะนำด้านสาธารณสุขล่าสุด

 

อัลบั้มภาพ 4 ภาพ

อัลบั้มภาพ 4 ภาพ ของ เช็กข่าวชัวร์ : กินหวาน-ดื่มน้ำอัดลม เสี่ยงมะเร็งตับ? เปิดงานวิจัย–คำเตือนแพทย์ล่าสุด

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล