ผักราคาถูก "ซูเปอร์ฟู้ด" ในครัวไทยบ้านๆ กินแค่ 1 แต่ต้านถึง 5 โรคเรื้อรัง ที่คนไทยพบบ่อย!

"หัวหอม" ราคาถูกแต่มีประโยชน์ ช่วยต้าน 5 โรคเรื้อรังที่พบบ่อย
หัวหอมเป็นวัตถุดิบคู่ครัวที่หลายคนคุ้นเคย นอกจากช่วยเพิ่มรสชาติให้อาหารแล้ว ยังอุดมไปด้วยสารสำคัญอย่างกำมะถัน, โพลีฟีนอล และเควอซิทิน ซึ่งมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ และสนับสนุนการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย
ช่วยควบคุมไขมันในเลือด ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ
พฤติกรรมการกินอาหารมันๆ ในชีวิตประจำวัน ส่งผลให้ภาวะไขมันในเลือดสูงกลายเป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อย ซึ่งอาจนำไปสู่โรคหลอดเลือดหัวใจและภาวะหลอดเลือดแข็งตัว
สารเควอซิทินในหัวหอมมีบทบาทในการลดการเกิดออกซิเดชันของคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) พร้อมช่วยให้ตับผลิตน้ำดี ส่งเสริมการย่อยและขับไขมันออกจากร่างกาย
มีงานวิจัยพบว่าผู้ที่รับประทานหัวหอมเป็นประจำ มีระดับคอเลสเตอรอลที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้บริโภค แม้จะไม่สามารถใช้แทนยาได้ แต่หัวหอมถือเป็นผู้ช่วยจากธรรมชาติที่ดีต่อหัวใจ
ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและช่วยลดน้ำหนัก
สารประกอบกำมะถันในหัวหอมบางชนิดช่วยเพิ่มความไวของอินซูลิน ทำให้เซลล์ดูดซึมและใช้กลูโคสได้ดีขึ้น จึงช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้สมดุล
นอกจากนี้ หัวหอมยังมีไฟเบอร์สูง ซึ่งช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลในทางเดินอาหาร ลดโอกาสน้ำตาลพุ่งหลังมื้ออาหาร และช่วยให้อิ่มนานขึ้น จึงลดการกินจุบจิบได้
ลดการอักเสบ บรรเทาอาการปวดข้อ
เควอซิทินในหัวหอมเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีคุณสมบัติต้านการอักเสบ ซึ่งอาจช่วยลดอาการปวดและตึงตามข้อ โดยเฉพาะในผู้ที่มีภาวะข้ออักเสบหรืออาการปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง
อย่างไรก็ตาม หัวหอมไม่ได้เป็นยารักษาโรค แต่สามารถใช้เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพร่วมกับการออกกำลังกายและควบคุมน้ำหนัก รวมถึงควรหลีกเลี่ยงอาหารทอดและอาหารหวานที่อาจทำให้อาการอักเสบรุนแรงขึ้น
ส่งเสริมสุขภาพลำไส้
หัวหอมมีใยอาหารละลายน้ำและสารพรีไบโอติก เช่น โอลิโกฟรุกโตส ที่ช่วยส่งเสริมการเจริญของจุลินทรีย์ดีในลำไส้ ช่วยให้การขับถ่ายเป็นปกติและลดอาการท้องผูก
ผลการศึกษาพบว่า ผู้ที่บริโภคหัวหอมหรือกระเทียมเป็นประจำมักมีระบบจุลินทรีย์ในลำไส้ที่หลากหลายและแข็งแรงกว่าคนทั่วไป การเติมหัวหอมในมื้ออาหารจึงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าการใช้ยาระบาย
บรรเทาอาการไอ เจ็บคอ และหวัด
ในช่วงฤดูหนาว หัวหอมมักถูกใช้เป็นสมุนไพรพื้นบ้านเพื่อบรรเทาอาการไอและเจ็บคอ สารระเหยที่ทำให้หัวหอมมีกลิ่นฉุนมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย ช่วยลดการอักเสบ และเปิดทางเดินหายใจให้โล่ง
เมื่อผสมหัวหอมกับน้ำผึ้ง ยังสามารถช่วยลดอาการไอและทำให้รู้สึกชุ่มคอได้ อย่างไรก็ตาม หากอาการไม่ดีขึ้นหรือลากยาว ควรพบแพทย์เพื่อรับการรักษาอย่างเหมาะสม
- แพทย์ชี้ช่อง 3 สมบัติต้านมะเร็ง อาหารที่ผู้ป่วยกินแล้ว "หายขาด" โรคไม่กลับมาเป็นซ้ำ!
- ยุคแห่ง "วัยรุ่นไตวาย" กูรูย้ำเตือน 3 อาหาร 4 พฤติกรรม "ตัวเร่ง" ยิ่งอายุน้อยยิ่งนิยม!!!
ข้อแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
เว็บไซต์ SOHA อ้างอิงคำกล่าวของ ดร. เหงียน ถิ แทง ฮา นักโภชนาการจากสถาบันโภชนาการแห่งชาติเวียดนาม ระบุว่า “หัวหอมมีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพหลายชนิดที่ช่วยป้องกันเซลล์และต้านการอักเสบ การรับประทานเป็นประจำ โดยเฉพาะเมื่อปรุงอย่างถูกวิธี จะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ เบาหวาน และโรคอักเสบเรื้อรังได้”
แต่ควรหลีกเลี่ยงการกินหัวหอมสดในปริมาณมาก เพราะอาจทำให้ระคายเคืองกระเพาะหรือเกิดอาการกรดไหลย้อนได้ โดยเฉพาะในผู้ที่มีระบบย่อยอาหารไว ควรรับประทานแบบปรุงสุกหรือจับคู่กับอาหารที่ย่อยง่าย
กินหัวหอมอย่างไรให้เหมาะสม
หัวหอมไม่เหมาะกับทุกคน ผู้ที่มีแผลในกระเพาะหรือลำไส้อักเสบควรหลีกเลี่ยงการกินหัวหอมสด เพราะอาจทำให้ท้องอืดหรือย่อยยากได้
วิธีที่เหมาะคือการนำไปผัด ต้ม หรือนำไปอบเพื่อลดความฉุนโดยไม่ทำลายสารอาหาร ควรรับประทานพร้อมมื้อหลัก ไม่ควรกินตอนท้องว่าง และแนะนำให้บริโภคสัปดาห์ละ 3–4 ครั้ง ครั้งละครึ่งหัวขนาดกลาง เพียงพอต่อการส่งเสริมสุขภาพโดยไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง

ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี


