รู้ตัวหรือยัง?! คน 5 กลุ่มควรเลี่ยงข้าวโพด และ 3 อาหาร "คู่ต้องห้าม" อย่ากินร่วมกัน

รู้ตัวหรือยัง?! คน 5 กลุ่มควรเลี่ยงข้าวโพด และ 3 อาหาร "คู่ต้องห้าม" อย่ากินร่วมกัน

รู้ตัวหรือยัง?! คน 5 กลุ่มควรเลี่ยงข้าวโพด และ 3 อาหาร "คู่ต้องห้าม" อย่ากินร่วมกัน
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ข้าวโพดกินผิด เสี่ยงสุขภาพพัง! เตือน 5 กลุ่มคนควรเลี่ยง พร้อมเผยอาหาร “ห้ามกินคู่” ที่หลายคนไม่รู้!

ข้าวโพด เป็นหนึ่งในธัญพืชหลักของโลก ด้วยคุณค่าทางโภชนาการและปรุงง่าย แต่ไม่ใช่ว่าใครก็ทานได้ทุกคน ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ “5 กลุ่มคน” ที่ควรระวังเมื่อทานข้าวโพด พร้อมระบุ “อาหารคู่ห้าม” ที่อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ

5 กลุ่มคนควรระวังเมื่อทานข้าวโพด

  1. คนระบบย่อยไม่แข็งแรง
    ข้าวโพดมีไฟเบอร์ไม่ละลายน้ำสูง (2.4 ก./100 ก.) จึงดีต่อการขับถ่าย แต่บางกรณีอาจกระตุ้นอาการท้องอืดหรือระคายเคืองทางเดินอาหาร เหมาะสำหรับคนท้องไส้แปรปรวนหรือโรคกระเพาะ ให้ทานข้าวโพดบดไม่เกิน 50 กรัม/มื้อ และสังเกตอาการ

  2. คนเป็นเบาหวาน หรือระดับน้ำตาลผันผวน
    ข้าวโพดหวานมีดัชนีน้ำตาล (GI) สูงถึง 65–70 ซึ่งอาจกระตุ้นให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้น 3  มิลลิโมล/ลิตร ใน 2 ชม. แนะนำให้เลือกข้าวโพดเหลืองแทนหวาน และทานพร้อมโปรตีน เช่น ปลา ไข่ เพื่อช่วยชะลอการดูดซึม

  3. คนขาดธาตุเหล็ก หรือโลหิตจาง
    ข้าวโพดมี phytate ซึ่งยับยั้งการดูดซึมเหล็กร่วมกับอาหารธาตุเหล็กรุ่นแรง เช่น ตับหมู การทานพร้อมกันอาจลดการดูดซึมถึง 42% แนะนำให้เว้นช่วง 2 ชั่วโมง หรือเลือกทานในรูปแบบหมัก เช่น ข้าวโพดต้ม ขนมข้าวโพด

  4. ผู้ป่วยโรคไต (ระยะ 3 ขึ้นไป)
    ข้าวโพดมีฟอสฟอรัสประมาณ 89 มิลลิกรัม ต่อ 100 กรัม ทานมากอาจทำให้ฟอสฟอรัสในเลือดสูงขึ้น กรณีศึกษาจากโรงพยาบาลในเซี่ยงไฮ้ ระบุว่าผู้ป่วยไตหากทานข้าวโพด 1 ฝัก/วัน อาจเพิ่มฟอสฟอรัสในเลือด 0.3 มิลลิโมล/ลิตร แนะนำกินไม่เกินครึ่งฝัก และไม่ควรเกิน 1 ครั้ง/สัปดาห์

  5. ผู้แพ้กลูเตน (โรคซีเลียก)
    แม้ข้าวโพดจะปราศจากกลูเตน แต่กระบวนการผลิตอาจปนเปื้อน หากแพ้ ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ระบุ “ปราศจากกลูเตน” และทำความสะอาดอุปกรณ์ปรุงให้สะอาด

อาหารที่ “ต้องหลีกเลี่ยง” เวลาทานข้าวโพด

  • ข้าวโพด + ของที่มีแทนนินสูง (เช่น ชาเข้ม, ลูกพลับ)
    แทนนินจะจับกับโปรตีนข้าวโพด ทำให้ย่อยไม่ดี ลดการดูดซึมโปรตีน 53% เสี่ยงต่อการเกิดกรดในกระเพาะและนิ่ว ควรเว้นช่วง 3 ชั่วโมงระหว่างกัน

  • ข้าวโพด + ผักที่มีออกซาเลตสูง (เช่น ผักโขม, ผักขม)
    เพิ่มความเสี่ยงนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ แนะนำทานคู่กับนมหรืออาหารแคลเซียมสูงเพื่อช่วยลดการรวมตัวของออกซาเลต

  • ข้าวโพด + ยาฮอร์โมนไทรอยด์ (เช่น levothyroxine)
    ไฟเบอร์ในข้าวโพดอาจลดการดูดซึมยาลง 31% จึงควรเว้นช่วงทานอย่างน้อย 2 ชั่วโมงหลังหรือก่อนทานยา

แม้ข้าวโพดจะเป็นธัญพืชที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงและดีต่อสุขภาพ แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถรับประทานได้โดยไม่เสี่ยงต่อผลข้างเคียง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน โรคไต หรือผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร ควรเลือกบริโภคข้าวโพดในปริมาณที่เหมาะสม หลีกเลี่ยงการทานร่วมกับอาหารต้องห้าม และควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการกิน เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากข้าวโพดอย่างปลอดภัย

 

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล