KTAM ขายกองบอนด์ผลตอบแทน 1.90%

บลจ.กรุงไทยฯ ประเดิมปีฉลู ขาย 2 กองทุนตราสารหนี้ อายุ 3 เดือน คาดการณ์ผลตอบแทน 1.90 % ต่อปี และอายุ 6 เดือน ผลตอบแทน 1.30 % ต่อปี เน้นลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล-หุ้นกู้เอกชน เรตติ้งตั้งแต่ A-ขึ้นไป

นายสมชัย บุญนำศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) กรุงไทย จำกัด (มหาชน) (บมจ.)(KTAM) เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 7-13 มกราคม นี้ บริษัทเปิดจำหน่ายกองทุนตราสารหนี้ในประเทศ 2 กองทุน ได้แก่ กองทุนเปิดกรุงไทยธนทรัพย์ตราสารหนี้ 3 เดือน 6 (KTSUP3M6 ) และ กองทุนเปิดกรุงไทยประจำ 6 เดือน คุ้มครองเงินต้น 4 (KTFIX6M4)

โดยกองทุนKTSUP3M6 เป็นกองทุนที่มีอายุโครงการ 3 เดือน มูลค่า 1,800 ล้านบาท เป็นกองทุนที่มีนโยบายลงทุนในตราสารหนี้ภาคเอกชนที่มีความมั่นคงสูง ได้รับการจัดอันดับตั้งแต่ A- ขึ้นไป และลงทุนในเงินฝาก / ตราสารการเงินสถาบันการเงิน โดยกองทุนจะมีสัดส่วนการลงทุนในตราสาร ดังนี้ หุ้นกู้ระยะสั้นของธนาคารสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด(ไทย) สัดส่วน 20% ตั๋วแลกเงินของธนาคารไทยธนาคาร ธนาคารเกียรตินาคิน บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ และบมจ.ควอลิตี้เฮ้าส์ บริษัทละ 20% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม ส่งผลให้กองทุนมีผลตอบแทนประมาณการที่ 1.90% ต่อปี

ส่วนกองทุนKTFIX6M4 อายุโครงการ 6 เดือน เป็นกองทุนที่มีนโยบายลงทุนในพันธบัตรภาครัฐในประเทศ และเงินฝากธนาคารพาณิชย์ที่ได้รับความคุ้มครองโดยสถาบันประกันเงินฝาก โดยกองทุนจะมีสัดส่วนการลงทุนในตราสารดังนี้ ลงทุนพันธบัตรภาครัฐในประเทศ 56% เงินฝาก/บัตรเงินฝากของธนาคารไทยธนาคาร และธนาคารสินเอเซีย 44% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม โดยกองทุนจะมีผลตอบแทนประมาณการที่ 1.30% ต่อปี

ทั้งนี้บริษัทได้เปิดจำหน่าย 2 กองทุนดังกล่าว เพื่อเป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ลงทุน โดยหากผู้ลงทุนรับความเสี่ยงได้ในระดับต่ำ ก็อาจพิจารณาเลือกการลงทุนในกองทุนที่ลงทุนในพันธบัตรภาครัฐ และหากผู้ลงทุนที่ต้องการโอกาสในการรับผลตอบแทนที่มากกว่าการลงทุนพันธบัตรภาครัฐ อาจจะพิจารณาเลือกลงทุนในกองทุนที่ลงทุนในตราสารนี้ภาคเอกชน โดยการลงทุนในกองทุนดังกล่าวจะไม่เสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15%

นายสมชัย กล่าวต่อไปว่า อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลยังคงมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยรุ่นอายุไม่เกิน 1 ปี ปรับลดลงมาอยู่ที่ 1.90-2.08% เนื่องจากความต้องการลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นที่มีความปลอดภัยจากความเสี่ยงด้านเครดิตยังมีอยู่ค่อนข้างสูงทั้งจากพอร์ตของกองทุนตราสารหนี้และสถาบันการเงินต่างๆ ประกอบกับมีการคาดการณ์ว่าในการประชุมของ คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) ในวันที่ 14 มกราคม นี้ จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.50% - 1.00% จากปัจจุบันที่อยู่ในอัตรา 2.75%

ส่วนตราสารหนี้ภาคเอกชนในประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือ 3 อันดับแรก (A- ขึ้นไป) มีผู้เสนออัตราผลตอบแทนค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับพันธบัตรรัฐบาล เนื่องจากตลาดยังกังวลถึงผลกระทบต่อคุณภาพเครดิตที่ได้รับผลพวงจากปัญหาเศรษฐกิจและการเงิน

ติดตามSanook! News

ข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่ และร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!