เบน The Voice 10 ปีที่หายไปจากวงการ และจุดเปลี่ยนชีวิตที่ทำให้เขาร้องเพลงโอเปร่า

เบน The Voice 10 ปีที่หายไปจากวงการ และจุดเปลี่ยนชีวิตที่ทำให้เขาร้องเพลงโอเปร่า
S! Music (Exclusive)

สนับสนุนเนื้อหา

ถือว่าเป็นผู้เข้าแข่งขัน The Voice Thailand ซีซั่น 6 ที่หลายคนให้ความสนใจมากจริงๆ สำหรับ  เบน - เบนจามิน เจมส์ ดูลลี่ อาจารย์วิชาขับร้องจาก วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่นอกจากจะโชว์พลังเสียงได้สุดยอดแล้ว ผลงานเพลงในอดีตของเขาในฐานะสมาชิกวง Gear Knight ก็ได้รับความสนใจจากแฟนเพลงมาก ซึ่งในรอบ Final เขาก็ได้กลายเป็นรองแชมป์ของรายการด้วย

 

คลิกชมการสัมภาษณ์ในรายการเรียงคิวบันเทิงของ ไม้หมอน และ เบน The Voice ได้ที่นี่

 

 

โดยหลังจากที่การแข่งขันจบลง ทาง Sanook Music ก็มีโอกาสได้พูดคุยกับ เบน ถึงความชอบในดนตรีคลาสสิคและการขับร้องโอเปร่า รวมถึงเรื่องราวเบื้องหลังการแข่งขันและแผนการทำเพลงในอนาคต ที่จะผสานตัวตนในอดีตและปัจจุบันของเขาไว้ด้วยกัน 

 

 

การเปลี่ยนแปลงแนวดนตรี ที่เริ่มจากการรักษาเสียง

“การที่ผมเปลี่ยนแนว มันไม่ได้เกิดขึ้นเร็ว หรืออยู่ดีๆ เปลี่ยนเลยอย่างที่หลายคนคิด มันเริ่มจากที่ผมได้ยินนักร้องคลาสสิคที่มีเสียงก้องกังวาน ก็เลยอยากรู้ว่ามีวิธีการร้องเพลงอย่างไรเพื่อรักษาเสียง เพราะวิธีการร้องเพลงแบบร็อคมันทำร้ายเส้นเสียงมาก พอไปเริ่มเรียนการร้องแบบนี้ เราก็ค่อยๆ ซึมซับความชอบ และเริ่มเห็นความงดงามทางดนตรีที่ละมุนของเพลงแนวคลาสสิคและโอเปร่า จนทุกวันนี้เพลงคลาสสิคกลายเป็นตัวตนอีกด้านหนึ่งไปแล้ว”

 

บทเรียนชีวิตจากประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ทำให้เขาได้กลับมาเป็นคนธรรมดา 

“ตอนปี 2010 หลังจากที่ผมทำวง Silent Scream ผมได้ไปเยี่ยมเพื่อนที่เมือง Azusa ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา  แล้วเพื่อนบอกว่าที่นี่มีมหาวิทยาลัยด้านดนตรีชื่อว่า Azusa Pacific University ผมเลยไปลองเดินชมที่มหาวิทยาลัย ซึ่งวันนั้นมีการออดิชั่น และมีอาจารย์คนหนึ่งมาทักว่า มาสมัครเหรอ ไหนร้องเพลงให้ฟังหน่อย ผมก็ร้องให้เขาฟัง ตอนนั้นผมยังใหม่มากกับเพลงแบบนั้น เพราะเพิ่งได้เรียนกับอาจารย์ กิต - กิตตินันท์ ชินสำราญ ที่เป็นรองแชมป์ The Voice Thailand ซีซั่น 2 ซึ่งเขาก็ไปเรียนการร้องเพลงที่ประเทศสหรัฐอเมริกามาเหมือนกัน พอร้องเสร็จเขาก็ชอบ ผมก็ได้ทุนเรียนฟรีจากทางมหาวิทยาลัยครับ

การเรียนการสอนของที่นั่นจะมีแตกต่างกันไป แต่วิธีการเรียนที่ได้ผลสำหรับผมคือการฝึกกล้ามเนื้อท้อง เพื่อที่จะร้องเพลงด้วยเสียงจากลม ผมต้องใช้เวลาฝึกนานมากกว่าที่จะร้องเพลงได้อย่างสมบูรณ์ ตอนที่เรียนผมเองก็ต้องทำงานด้วย เพราะต้องหาเงินใช้ในชีวิตประจำวัน และตอนเราทำวง Silent Scream ช่วงนั้นก็แทบไม่ได้เงินจากการทำวงเลย ก็ต้องทำงานสัปดาห์ละ 20 ชั่วโมง ได้เงินมาประมาณ 3 หมื่นบาทไทย ก็พออยู่ได้ครับ มันเป็นประสบการณ์ที่ทำให้ผมกลับมาเป็นคนธรรมดา คือจากที่เคยเป็นศิลปิน แต่อยู่ที่นั่นก็ทำเบื้องหลัง คอยขนของให้คนอื่น มันทำให้เรารู้จักที่จะถ่อมตัว”

 

อาชีพอาจารย์ที่เริ่มจากความรู้สึกอยากมีครอบครัว

“พอผมเรียนจบหลักสูตรปริญญาโท และหลักสูตรพิเศษ ประมาณปี 2016 ตอนนั้นก็อยากมีครอบครัวแล้ว เลยได้เดินทางกลับมาเมืองไทย และได้พบว่าที่ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล กำลังขาดแคลนอาจารย์ ผมได้ไปสมัครและเขาก็รับผมเข้าเป็นอาจารย์เลย

ตอนที่ผมเป็นอาจารย์ก็รู้สึกว่าตัวเองห่างจากวงการไปนาน และเปลี่ยนวิธีการร้อง จนผมรู้สึกว่าเป็นศิลปินใหม่ ตอนนั้นก็อยากรู้ว่าใครจะชอบเพลงแบบที่เราร้อง คือผมมีความคิดว่าแนวเพลงแบบผมค่ายเพลงอาจไม่อยากลงทุน แต่ในรายการ The Voice Thailand อันนี้คนดูจะเป็นคนตัดสินเอง และผมสามารถเป็นตัวเองได้เต็ม 100% ผมเลยตัดสินใจมา และก็พบว่าคนที่ชื่นชอบเพลงแนวโอเปร่าแบบที่ผมร้องมันมีอยู่เยอะมากครับ”

 

 

จุดเริ่มต้นบนเวที The Voice Thailand ที่ทำให้เขาได้ร่วมงานกับโค้ชที่เหมาะสม

 “ตอนแรกผมเลือกโค้ช ก้อง - สหรัถ สังคปรีชา ไว้ เพราะพี่เขาเล่นกีต้าร์ และเป็นคนทำเพลงละมุนๆ เลยคิดว่าน่าจะเหมาะกับแนวทางผม แต่เขาดันไม่หัน ซึ่งในบรรดา 3 โค้ชที่หัน โค้ช ดา Endorphine (ธนิดา ธรรมวิมล) เขามีแรงดึงดูดและสายตาที่อยากช่วยผมจริงๆ และเขาก็เป็นสายพลัง ร้องเพลงแนวโชว์พลังเสียง เลยตัดสินใจอยู่ทีมเขาครับ ซึ่งมันเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องมากครับ

การทำงานกับโค้ช ดา Endorphine มันสนุกสนานมาก เขามีประสบการณ์เยอะ และสอนว่าผมต้องเพิ่มหรือขาดอะไร คือการได้คนที่เป็นตัวจริงอย่างเขามันดีมาก เขามาเติมสิ่งที่ผมขาดไป  คือเขาจะไม่ค่อยพูดถึงเรื่องการร้องเพลงเท่าไหร่ แต่เขาจะให้กำลังใจและพยายามให้ผมได้ทำอะไรใหม่ๆ  อย่างเช่นการร้องเพลง “Stayin' Alive”  ของวง Bee Gees เพื่อที่จะให้ผมแสดงด้านที่สนุกสนานในรายการ  โค้ช ดา Endorphine เขาจะเน้นให้ผมเอาสิ่งดีๆ ในตัวออกมา มากกว่าที่จะยัดความรู้ใหม่ๆ เข้าไป”

 

ความดังจากอดีต ที่สร้างความประทับใจในปัจจุบัน  

“การที่คนจำเราได้จากการเป็นสมาชิก Gear Knight ในรอบ Blind Auditions เป็นเรื่องที่ดีครับ มันเป็นความรู้สึกที่ดีและอบอุ่นที่คนจำเราได้ อย่างบางทีก็มีนักเรียนมาขอให้ผมร้องเพลงของวง Gear Knight ให้ฟัง  ซึ่งผมเองก็แปลกใจว่าทำไมเด็กๆ สมัยนี้หลายคนรู้จักผม เพราะบางคนน่าจะอายุเพียงแค่ 4-5 ขวบตอนที่ผมปล่อยเพลง ซึ่งเรื่องราวน่าประทับใจเหล่านั้นต้องขอบคุณพี่ บั๋ง - สุทธิพงษ์ สมบัติจินดา ที่แต่งเพลงของวง เพราะผมมองว่าเสียงของผมไม่น่าจะมีส่วนที่ทำให้เพลงดังได้เท่ากับคนที่สร้างบทเพลงนี้ขึ้นมาครับ”

 

 

วิธีการเลือกเพลงในรายการ ในแบบฉบับอาจารย์เบน

"ในรายการผมเองจะเป็นคนเลือกเพลงทั้งหมดยกเว้นรอบ Battle แต่ในรอบนั้นโค้ชจะถามตลอดว่าเพลงนี้เราร้องได้ไหม  ส่วนรอบอื่นผมก็เขียนรายชื่อเพลงไปเสนอ ซึ่งหลายๆ เพลงก็ไม่ได้ร้อง อย่างเพลง “Nessun Dorma” จากการแสดงโอเปร่าเรื่อง Turandot ที่หลายคนอาจเข้าไม่ถึง ช่วงแรกโค้ชดาก็แนะนำให้เราเลือกเพลงที่เหมาะกับกระแสหลักแต่ก็ยังแสดงความสามารถของผมได้

พอมารอบสุดท้ายผมเองอยากจะเลือกเพลงไทย เพราะอยากจะเข้าถึงผู้ชมรายการที่ฟังเพลงกระแสหลัก ตอนแรกผมก็เครียดเพราะไม่สามารถหาเพลงที่เหมาะสมมาถ่ายทอดได้ แต่พอมาร้องเพลง “Bohemian Rhapsody” ของวง Queen โค้ชดาก็บอกว่าเพลงนี้คือเพลงที่เหมาะกับผมที่สุด ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเพลงที่ไม่ได้อยู่ในกระแสหลัก และร้องยาก ซึ่งหลังจากที่ได้ร้องจริง คนดูก็ชอบการแสดงของผมมากกว่าที่คิดไว้ ต้องขอบคุณโค้ชดาจริงๆ ที่ช่วยเรื่องการเลือกเพลงในรายการครับ"

 

บทเพลงสุดประทับใจ ที่ได้ถ่ายทอดในรายการ

"เพลงที่ผมประทับใจในรายการก็มี 3 เพลง เพลงแรกก็  "You'll Never Walk Alone"  ที่มาจากละครเวที Carousel ในฉากที่ตัวละครหญิงคนหนึ่งที่ท้องแล้วสามีตาย ซึ่งคนก็ออกมาร้องเพลงนี้ให้ตัวละครฟังเพื่อให้กำลังใจ มันเป็นฉากที่ประทับใจมาก และเพลง  “Home”  ของ บอย - ชีวิน โกสิยพงษ์ ที่ถ่ายทอดโดย ธีร์ ไชยเดช เพราะเพลงนี้ผมฟังแล้วนึกถึงภรรยา เพราะมันพูดถึงความรู้สึกที่มีคนที่อยู่เคียงข้างก็รู้สึกดีใจที่ได้ร้องเพลงนี้ให้ภรรยาได้ฟังในรายการ ส่วนอีกเพลงคือ “Bohemian Rhapsody” เพราะเพลงนี้มันยากจริงๆ ต้องมีการเตรียมอัดคลิปที่นำมาเปิดในฉากตอนแสดงด้วยครับ"

 

 

ฟีดแบ็คจากผู้ชม ที่ทำให้รู้สึกเซอร์ไพรส์

"ผมรู้สึกเซอร์ไพรส์กับคะแนนโหวตมาก คือดูกระแสก็รู้สึกว่ามีหลายคนที่มีแฟนคลับเยอะกว่าผม ผมก็แค่ร้องเพลงในสไตล์ของตัวเอง และหวังว่าจะมีคนดูบางกลุ่มที่ชอบการร้องเพลงของผม ซึ่งตอนรอบแสดงสดครั้งแรก ผมก็เข้าไปทักทายกับคนกลุ่มนี้ แต่ไปๆ มาๆ ก็พบว่ากลุ่มแฟนรายการที่ชื่นชอบมันมีเยอะมาก ผมก็รู้สึกดีใจและเริ่มคิดที่จะทำผลงานออกมาให้กับคนที่ชอบในตัวผมได้ฟังกันครับ"

 

คำแนะนำสำหรับคนที่เริ่มหลงรักเพลงคลาสสิคและโอเปร่า

“ใครที่ชื่นชอบเพลงแนวนี้ ผมอยากให้เริ่มจากการลองหาเพลงแนวนี้ฟังดู อยากแนะนำเพลงของศิลปินอย่าง Luciano Pavarotti เขาเป็นนักร้องโอเปร่าชาวอิตาลีที่เสียชีวิตไปแล้ว ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะมีเพลงของเขาให้เลือกฟังเยอะมาก หรือแม้แต่สามารถไปฟังเพลงของนักร้องคนอื่นๆ ที่อยู่ต่างประเทศได้เช่นกัน

ในประเทศไทยก็มีนักร้องหลายคนที่ร้องเพลงโอเปร่า และมีสถานที่สำหรับฟังเพลงแนวนี้อยู่บ้าง เพราะมีสปอนเซอร์คอยสนับสนุน ก็อยากให้ทุกคนลองไปฟังดู อย่างเช่นงานของ Bangkok Symphony Orchestra (BSO) ที่มักจะแสดงที่ศูนย์วัฒนธรรม งานแสดงของอาจารย์ สมเถา สุจริตกุล หรืออย่างที่ คณะดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ก็จะมีการแสดงของ Thailand Philharmonic Orchestra (TPO) ซึ่งจะมีศิลปินโอเปร่ามาร่วมแสดงด้วยหลายครั้ง ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปชมกำหนดได้ในเว็บไซต์ได้เลยครับ

ผมอยากให้ทุกคนได้ชมการแสดงโอเปร่าหรือการร้องเพลงคลาสสิคมาก เพราะการที่เราจะได้ฟังศิลปินโอเปร่าถ่ายทอดบทเพลงด้วยเสียงอันทรงพลังในฮอลล์ใหญ่ๆ โดยไม่ใช้ไมค์ มันเป็นประสบการณ์ที่พิเศษและหาดูตามสื่อทั่วไปไม่ได้ง่ายๆ เลยครับ"

 

ช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ ทาง Sanook Music ก็ได้ถามถึงการทำเพลงในอนาคต ซึ่ง เบน ก็ได้ตอบมาสั้นๆ ว่า “ในอนาคตผมอยากทำเพลงที่ผสมผสานความเป็นร็อคและโอเปร่าเข้าด้วยกัน เพราะสิ่งที่ทำให้ผมชอบเพลงแนวคลาสสิคและโอเปร่า ก็คือการร้องโน้ตที่ยาวๆ ยืดๆ มีความหวานในดนตรี และยังได้ใช้เสียงสูงและต่ำ แต่ในขณะเดียวกันผมก็อยากทำเพลงที่สามารถใส่พลังเข้าไปได้ ส่วนเนื้อหาเพลงที่อยากทำในตอนนี้ ผมอยากทำเพลงที่มีเนื้อหาโตขึ้น คือผมโอเคที่จะทำเพลงเกี่ยวกับเรื่องความสัมพันธ์ แต่ก็อยากถ่ายทอดเรื่องราวที่แสดงมุมมองชีวิตในแบบผู้ใหญ่ให้เข้าแนวดนตรีที่ชื่นชอบครับ” 

 

 

ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ผู้ชนะรายการ The Voice Thailand ซีซั่น 6 แต่การแสดงของ เบน นั้นก็ชนะใจคนดูหลายคน ทั้งคนที่เคยติดตามเขาในอดีต รวมไปถึงแฟนๆ คนรุ่นใหม่ที่ไม่คุ้นเคยกับเพลงที่เขาร้อง ซึ่งหลังจากนี้ทาง Sanook Music จะนำผลงานใหม่ๆ ของเขามาอัปเดตแฟนเพลงแน่นอน

Story : Sidhipong W.  

ขอบคุณภาพจาก Facebook The Voice Thailand

 

อ่านเพิ่มเติม  

เปิดตำนาน "Gear Knight" กับเพลงฮิตที่ไม่เคยหายไป!

เบน Gear Knight จากอาจารย์เสียงทรงพลัง สู่ผู้เข้ารอบชิง The Voice

ทำความรู้จัก "ไม้หมอน วชิรวิทย์" แชมป์ The Voice คนใหม่ กับชีวิตหลังคว้าชัยที่น่าจับตา

พลอย สุภัคชญา ผู้เข้าแข่งขัน The Voice กับความสามารถที่ไม่จำกัดแค่เพลงลูกทุ่ง

"ไม้หมอน วชิรวิทย์" นักศึกษาหนุ่มอนาคตไกล กับเสียงที่มัดใจแฟน The Voice

เพียว The Voice ศิลปินเสียงทรงพลัง กับเส้นทางคว้าแชมป์ที่น่าจับตา

ฝ้าย ยุคลฉัตร จากแชมป์เวทีประกวดดัง สู่ผู้เข้ารอบสุดท้าย The Voice

เปรี้ยว + แชมป์ สองศิลปินต่างที่มา สู่ดูโอ้ผู้เป็นตำนาน The Voice Thailand

ซิลวี่ ภาวิดา ศิลปินหญิงสุดเท่ กับการเริ่มใหม่บนเวทีเดอะวอยซ์

เปิดประวัติ "ปราง สิรินทรา" นักร้องเสียงนุ่มผู้เข้ารอบชิง The Voice 6