"กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง" คืออะไร? เริ่ม 1 ต.ค. 69 ใครต้องจ่าย-ไม่ต้องจ่าย ได้เงินคืนตอนไหน

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง คืออะไร? มนุษย์เงินเดือนต้องรู้ เริ่มหัก 1 ตุลาคม 2569 ต้องจ่ายทุกคนไหม? สรุปครบ ใครต้องจ่าย ใครไม่ต้องจ่าย
ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ลูกจ้างบางกลุ่มจะมีรายการหักเงินเพิ่มในสลิปเงินเดือน ภายใต้ชื่อ “กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง” โดยเริ่มเก็บเงินสะสมจากลูกจ้างในอัตรา 0.25% ของค่าจ้าง และนายจ้างต้องจ่ายเงินสมทบให้อีกเท่ากัน แต่ไม่ได้หมายความว่าคนทำงานทุกคนจะถูกหักเงินพร้อมกันทั้งหมด
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า “ต้องจ่ายเพิ่มกี่บาท” แต่รวมถึงบริษัทของเราเข้าข่ายหรือไม่ มีประกันสังคมหรือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้วต้องจ่ายอีกไหม และหากลาออกเองจะได้เงินคืนหรือเปล่า บทความนี้รวบรวมหลักเกณฑ์จากหน่วยงานราชการ เพื่อให้คนทำงานตรวจสอบสิทธิของตัวเองได้ก่อนเริ่มจัดเก็บจริง
(ข้อมูลตรวจสอบ ณ วันที่ 4 กันยายน 2569 โดยกำหนดการที่หน่วยงานราชการประชาสัมพันธ์ล่าสุดยังเป็นวันที่ 1 ตุลาคม 2569)

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างคืออะไร ทำไมต้องหักเงินเพิ่ม?
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เป็นกองทุนตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นหลักประกันให้ลูกจ้างเมื่อออกจากงาน เสียชีวิต หรือในกรณีอื่นตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด จึงไม่ใช่กองทุนที่เพิ่งเกิดขึ้นทั้งหมดในปี 2569 แต่สิ่งที่กำลังจะเริ่มคือระบบจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบจากลูกจ้างกับนายจ้างที่เข้าข่าย
อธิบายให้เห็นภาพง่าย ๆ คือ ลูกจ้างแบ่งเงินจากค่าจ้างบางส่วนเข้ากองทุน เรียกว่า “เงินสะสม” ขณะที่นายจ้างจ่ายเพิ่มให้ เรียกว่า “เงินสมทบ” เงินส่วนนี้จึงไม่ได้มาจากกระเป๋าลูกจ้างเพียงฝ่ายเดียว และเป็นหลักประกันทางการเงินเมื่อถึงเงื่อนไขการรับเงิน
อีกเรื่องที่ควรแยกให้ชัดคือ กองทุนมีภารกิจช่วยเหลือลูกจ้างที่เดือดร้อนจากนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยหรือเงินตามกฎหมายอยู่แล้ว การขอเงินสงเคราะห์ลักษณะดังกล่าวเป็นคนละเงื่อนไขกับการขอรับเงินสะสมและเงินสมทบจากระบบที่กำลังจะเริ่มจัดเก็บ ไม่ควรนำขั้นตอนหรือวงเงินของทั้งสองส่วนมาปะปนกัน
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเริ่มหักเมื่อไร?
เดิมมีการกำหนดเริ่มจัดเก็บในวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ก่อนเลื่อนออกไปเป็น วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เพื่อบรรเทาภาระของนายจ้างและลูกจ้าง โดยข่าวประชาสัมพันธ์ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานที่เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์รัฐบาลไทยในเดือนสิงหาคม 2569 ยืนยันกำหนดการดังกล่าว
สำหรับคนทำงาน จึงควรสอบถามฝ่ายบุคคลล่วงหน้าว่า บริษัทจะเริ่มแสดงรายการหักเงินในงวดค่าจ้างใด ใช้ฐานค่าจ้างรายการไหนบ้าง และตนเองอยู่ในกลุ่มที่ต้องเป็นสมาชิกหรือได้รับยกเว้น ทั้งนี้ การเริ่มจัดเก็บไม่ได้หมายถึงการหักย้อนหลังตลอดอายุงานที่ผ่านมา
ใครต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างบ้าง?
กลุ่มหลักคือ ลูกจ้างในกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ซึ่งอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายในส่วนนี้ และยังไม่ได้รับความคุ้มครองผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือการสงเคราะห์ที่เข้าเกณฑ์ยกเว้นตามกฎหมาย ไม่ได้จำกัดเฉพาะพนักงานออฟฟิศที่รับเงินเดือนเท่านั้น
- กิจการมีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป: ต้องตรวจสอบหน้าที่ในการขึ้นทะเบียนและนำส่งเงินให้ลูกจ้างที่เข้าข่าย
- ลูกจ้างไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ: อาจต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง แม้บริษัทจะจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไว้แล้วก็ตาม
- ไม่มีระบบสงเคราะห์ที่เข้าเกณฑ์ยกเว้น: การมีโบนัส ประกันกลุ่ม หรือสวัสดิการทั่วไป ไม่ได้ทำให้ได้รับยกเว้นโดยอัตโนมัติ
บริษัทมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้ว ยังถูกหักอีกไหม?
จุดนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจผิดกันได้ง่าย เพราะต้องดูว่า “ลูกจ้างคนนั้นเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือไม่” ไม่ใช่ดูเพียงว่าบริษัทมีกองทุนอยู่แล้วหรือเปล่าโดยหน่วยงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ระบุว่า ลูกจ้างที่ไม่ได้อยู่ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและไม่มีการสงเคราะห์ที่เข้าเกณฑ์ ยังต้องพิจารณาเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
ตัวอย่างเช่น บริษัทมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แต่พนักงานใหม่ยังไม่มีสิทธิสมัคร หรือพนักงานบางคนไม่ได้เป็นสมาชิก คนกลุ่มนี้ไม่ควรสรุปว่าตนเองได้รับยกเว้นไปด้วย ควรถามฝ่ายบุคคลให้ชัดว่าช่วงที่ยังไม่มีสมาชิกภาพจะดำเนินการอย่างไร
ใครได้รับยกเว้น ไม่ต้องถูกหักเงินส่วนนี้?
ข้อยกเว้นสำคัญ ได้แก่ ลูกจ้างที่เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือได้รับการสงเคราะห์กรณีออกจากงานหรือเสียชีวิตตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ส่วนกิจการที่มีลูกจ้างต่ำกว่า 10 คนยังไม่อยู่ในกลุ่มบังคับหลักตามเกณฑ์นี้
นอกจากนี้ ยังมีกิจการหรืองานบางประเภทที่มีกฎหมายยกเว้นเฉพาะ เช่น งานบ้านที่ไม่ได้มีการประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย และบุคลากรบางกลุ่มของโรงเรียนเอกชน การพิจารณาจึงต้องดูทั้งประเภทกิจการ สถานะลูกจ้าง และกฎหมายที่ใช้บังคับ ไม่ใช่อาศัยจำนวนพนักงานเพียงอย่างเดียว
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างหักกี่เปอร์เซ็นต์?
อัตราเงินสะสมของลูกจ้างและเงินสมทบของนายจ้างแบ่งเป็นสองช่วง โดยในระยะแรกเก็บฝ่ายละ 0.25% ของค่าจ้าง ก่อนปรับเป็นฝ่ายละ 0.50% ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2574 เป็นต้นไป ตามกำหนดการที่หน่วยงานราชการประกาศไว้
| ช่วงเวลา | ลูกจ้างจ่ายเงินสะสม | นายจ้างจ่ายเงินสมทบ | รวมเข้ากองทุน |
|---|---|---|---|
| 1 ตุลาคม 2569 – 30 กันยายน 2574 | 0.25% ของค่าจ้าง | 0.25% ของค่าจ้าง | 0.50% ของค่าจ้าง |
| ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2574 เป็นต้นไป | 0.50% ของค่าจ้าง | 0.50% ของค่าจ้าง | 1.00% ของค่าจ้าง |
เงินสมทบของนายจ้างเป็นเงินที่นายจ้างต้องจ่ายเพิ่มเอง ไม่ใช่เงินที่หักจากลูกจ้างซ้ำอีกส่วนหนึ่ง ดังนั้น ในช่วงแรกที่อัตรารวมเท่ากับ 0.50% ลูกจ้างรับภาระเฉพาะ 0.25% ส่วนอีก 0.25% เป็นหน้าที่ของนายจ้าง
เงินเดือน 15,000–50,000 บาท ถูกหักเดือนละเท่าไร?
สูตรคำนวณในช่วงแรกคือ ค่าจ้างที่ใช้เป็นฐาน × 0.0025 ตัวอย่างด้านล่างสมมติว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นฐานค่าจ้างที่เข้าเกณฑ์ทั้งหมด และแสดงเฉพาะเงินเข้ากองทุน ยังไม่รวมดอกผล
| ฐานค่าจ้างต่อเดือน | ลูกจ้างถูกหัก 0.25% | นายจ้างสมทบ 0.25% | รวมเข้ากองทุนต่อเดือน |
|---|---|---|---|
| 10,000 บาท | 25 บาท | 25 บาท | 50 บาท |
| 15,000 บาท | 37.50 บาท | 37.50 บาท | 75 บาท |
| 20,000 บาท | 50 บาท | 50 บาท | 100 บาท |
| 30,000 บาท | 75 บาท | 75 บาท | 150 บาท |
| 50,000 บาท | 125 บาท | 125 บาท | 250 บาท |
สำหรับฐานค่าจ้าง 20,000 บาท ลูกจ้างจะถูกหักเดือนละ 50 บาท และนายจ้างจ่ายเพิ่มอีก 50 บาท หากค่าจ้างและอัตราไม่เปลี่ยนตลอด 12 เดือน จะมีเงินเข้ากองทุนรวม 1,200 บาท แบ่งเป็นเงินลูกจ้าง 600 บาท และเงินนายจ้าง 600 บาท โดยยังไม่รวมดอกผล
เมื่อเข้าสู่อัตราฝ่ายละ 0.50% ฐานค่าจ้างเท่าเดิมจะทำให้ลูกจ้างจ่ายเดือนละ 100 บาท นายจ้างจ่ายเพิ่มอีก 100 บาท รวมเป็น 200 บาทต่อเดือน จึงควรวางแผนรายรับรายจ่ายโดยแยก “เงินที่เราถูกหัก” ออกจาก “เงินรวมที่เข้ากองทุน” ให้ชัดเจน
คิดจากเงินเดือนอย่างเดียว หรือรวมรายได้อื่นด้วย?
หลักเกณฑ์ใช้คำว่า “ค่าจ้าง” ไม่ใช่เงินรับสุทธิหลังหักรายการต่าง ๆ และไม่จำเป็นต้องเท่ากับเงินเดือนพื้นฐานเพียงรายการเดียว คำตอบของสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานระบุว่า ค่าจ้างตามผลงาน เช่น ค่าเที่ยว ค่าชั่วโมงบิน หรือเงินตอบแทนการขาย ก็อาจเป็นส่วนที่ต้องนำมาคำนวณด้วย
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรนำรายรับทุกรายการในสลิปมารวมโดยอัตโนมัติ ต้องดูว่าเงินนั้นเป็นค่าจ้างตามกฎหมายหรือเป็นเงินประเภทอื่น ฝ่ายบุคคลจึงควรชี้แจงฐานคำนวณให้ลูกจ้างตรวจสอบได้ โดยเฉพาะคนที่มีค่าตอบแทนหลายรายการหรือได้รับค่าจ้างไม่เท่ากันในแต่ละเดือน
ใครเป็นคนหักและนำส่งเงิน ลูกจ้างต้องไปจ่ายเองไหม?
นายจ้างเป็นผู้หักเงินสะสมจากค่าจ้างของลูกจ้าง พร้อมจ่ายเงินสมทบส่วนของนายจ้างและนำส่งกองทุน โดยหลักเกณฑ์การนำส่งกำหนดให้ดำเนินการภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่หักค่าจ้าง ลูกจ้างจึงไม่ต้องไปชำระเงินเองทุกเดือนเหมือนการฝากเงินทั่วไป
สิ่งที่ลูกจ้างควรทำคือเก็บสลิปเงินเดือน ตรวจสอบยอดที่ถูกหัก และสอบถามหลักฐานการนำส่งเมื่อมีข้อสงสัย การเห็นรายการหักในสลิปเป็นข้อมูลสำคัญ แต่หากยอดไม่ตรงหรือสงสัยว่าไม่ได้ถูกนำส่ง ควรติดตามกับฝ่ายบุคคลและหน่วยงานแรงงาน
ลาออกเอง ถูกเลิกจ้าง หรือเกษียณ ได้เงินคืนไหม?
การลาออกเองไม่ได้ทำให้หมดสิทธิรับเงินส่วนนี้ เพราะวัตถุประสงค์ของระบบครอบคลุมการออกจากงาน ไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้ถูกเลิกจ้างเท่านั้น กรณีที่เกี่ยวข้องมีทั้งลาออก เกษียณ สิ้นสุดสัญญาจ้าง และการเลิกจ้าง โดยการรับเงินต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ของกองทุน
เงินที่สมาชิกมีสิทธิรับประกอบด้วย เงินสะสมของลูกจ้าง เงินสมทบของนายจ้าง และดอกผลตามหลักเกณฑ์ จึงไม่ใช่การขอคืนเฉพาะเงินที่ถูกหักจากเงินเดือน แต่ก็ไม่ควรนำไปคำนวณเป็นผลตอบแทนการลงทุนที่รับประกัน เพราะจำนวนดอกผลไม่ได้กำหนดเป็นอัตราคงที่ในข่าวประชาสัมพันธ์ดังกล่าว
กรณีลูกจ้างเสียชีวิต การจ่ายเงินจะเป็นไปตามหลักเกณฑ์เรื่องผู้มีสิทธิรับเงิน ลูกจ้างควรสอบถามเรื่องการระบุผู้รับเงินและเอกสารที่เกี่ยวข้องไว้ล่วงหน้า เพื่อช่วยให้ครอบครัวดำเนินการได้ถูกต้อง
ออกจากงานแล้วได้เงินภายใน 30 วันจริงหรือ?
ข้อมูลต้นทางบางแห่งระบุว่าได้รับเงินภายใน 30 วัน แต่ข่าวของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานที่เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์รัฐบาลไทยเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569 ระบุกรอบการคืนเงินเป็นเงินก้อน ภายใน 25 วัน จึงไม่ควรนำตัวเลข 30 วันมาใช้ยืนยันโดยไม่มีการตรวจสอบ
อย่างไรก็ตาม ข่าวประชาสัมพันธ์ดังกล่าวไม่ได้แจกแจงจุดเริ่มนับระยะเวลาและรายละเอียดเอกสารครบทุกกรณี ผู้ขอรับเงินจึงควรตรวจสอบขั้นตอนกับหน่วยงานโดยตรง ไม่ควรเข้าใจว่าเงินจะเข้าบัญชีอัตโนมัติหลังลาออกโดยไม่ต้องดำเนินการใด ๆ
มีประกันสังคมอยู่แล้ว ทำไมยังต้องจ่ายกองทุนนี้?
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างกับประกันสังคมเป็นคนละระบบ การเป็นผู้ประกันตนจึงไม่ได้ทำให้ได้รับยกเว้นกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างโดยอัตโนมัติ หากเข้าเงื่อนไขของทั้งสองระบบ ก็ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของแต่ละกองทุนแยกกัน
เช่นเดียวกัน เงินจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างไม่ใช่ค่าชดเชยที่นายจ้างมีหน้าที่จ่ายตามกฎหมายเมื่อเกิดการเลิกจ้างที่เข้าเกณฑ์ และไม่ได้มาแทนเงินทดแทนกรณีว่างงานจากประกันสังคม การมีสิทธิในเงินประเภทใดต้องพิจารณาตามเงื่อนไขของเงินประเภทนั้น
ก่อนเริ่มหักเงิน ลูกจ้างควรถาม HR เรื่องอะไรบ้าง?
- เราอยู่ในกลุ่มที่ต้องเป็นสมาชิกหรือไม่: ตรวจสอบทั้งจำนวนลูกจ้าง ประเภทกิจการ และข้อยกเว้นที่เกี่ยวข้อง
- เราเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้วหรือยัง: อย่าดูแค่ว่าบริษัทมีกองทุน แต่ต้องเช็กสถานะของตัวเองด้วย
- บริษัทใช้ค่าจ้างรายการใดเป็นฐาน: ขอให้ชี้แจงกรณีมีค่าตอบแทนตามผลงานหรือเงินเพิ่มหลายประเภท
- จะเริ่มหักในสลิปงวดไหน: เพื่อวางแผนค่าใช้จ่ายและตรวจสอบยอดได้ถูกต้อง
- ตรวจสอบการนำส่งได้อย่างไร: เก็บสลิปและเอกสารเกี่ยวกับสมาชิกภาพไว้เป็นหลักฐาน
- หากออกจากงานต้องทำอะไร: สอบถามช่องทางยื่นคำขอ เอกสาร และกรอบเวลาที่ใช้กับกรณีของตนเอง
มีข้อสงสัยเรื่องกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ติดต่อที่ไหน?
ลูกจ้างและนายจ้างสามารถสอบถามสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด หรือสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ที่รับผิดชอบ รวมถึงสายด่วนกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน 1546 หรือ 1506 กด 3 นายจ้างยังสามารถศึกษาการลงทะเบียนผ่านระบบ e-Service ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานได้
หากพบว่าถูกหักเงินไม่ตรงกับที่บริษัทแจ้ง หรือสงสัยว่ามีการนำเงินสมทบของนายจ้างมาหักจากลูกจ้างด้วย ควรเก็บสลิปเงินเดือน สัญญาจ้าง และข้อความชี้แจงของบริษัทไว้ประกอบการสอบถาม อย่าเพิ่งสรุปจากชื่อรายการในสลิปเพียงอย่างเดียว
สรุป กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง หักเพิ่มเพื่อสร้างหลักประกันเมื่อออกจากงาน
สำหรับลูกจ้างที่เข้าข่าย วันที่ 1 ตุลาคม 2569 จะเป็นจุดเริ่มต้นของการสะสมเงินเข้ากองทุนในอัตรา 0.25% ของค่าจ้าง โดยมีนายจ้างจ่ายสมทบให้อีกเท่ากัน เมื่อออกจากงาน สมาชิกมีสิทธิขอรับเงินสะสม เงินสมทบ และดอกผลตามหลักเกณฑ์ รวมถึงกรณีลาออกเองด้วย
สิ่งที่ควรตรวจสอบก่อนถึงวันเริ่มเก็บจริงคือ เราเข้าข่ายหรือไม่ ใช้ฐานค่าจ้างเท่าไร และต้องทำอย่างไรเมื่อขอรับเงิน โดยเฉพาะพนักงานในบริษัทที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแต่ตนเองยังไม่ได้เป็นสมาชิก เพราะอาจไม่ได้รับยกเว้นเหมือนเพื่อนร่วมงาน การรู้สิทธิให้ชัดตั้งแต่วันนี้จะช่วยให้เข้าใจรายการหักใหม่ในสลิป และไม่พลาดเงินที่มีสิทธิได้รับในอนาคต
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี
