"กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง" คืออะไร? เริ่ม 1 ต.ค. 69 ใครต้องจ่าย-ไม่ต้องจ่าย ได้เงินคืนตอนไหน

"กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง" คืออะไร? เริ่ม 1 ต.ค. 69 ใครต้องจ่าย-ไม่ต้องจ่าย ได้เงินคืนตอนไหน

"กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง" คืออะไร? เริ่ม 1 ต.ค. 69 ใครต้องจ่าย-ไม่ต้องจ่าย ได้เงินคืนตอนไหน
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง คืออะไร? มนุษย์เงินเดือนต้องรู้ เริ่มหัก 1 ตุลาคม 2569 ต้องจ่ายทุกคนไหม? สรุปครบ ใครต้องจ่าย ใครไม่ต้องจ่าย

ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ลูกจ้างบางกลุ่มจะมีรายการหักเงินเพิ่มในสลิปเงินเดือน ภายใต้ชื่อ “กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง” โดยเริ่มเก็บเงินสะสมจากลูกจ้างในอัตรา 0.25% ของค่าจ้าง และนายจ้างต้องจ่ายเงินสมทบให้อีกเท่ากัน แต่ไม่ได้หมายความว่าคนทำงานทุกคนจะถูกหักเงินพร้อมกันทั้งหมด

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า “ต้องจ่ายเพิ่มกี่บาท” แต่รวมถึงบริษัทของเราเข้าข่ายหรือไม่ มีประกันสังคมหรือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้วต้องจ่ายอีกไหม และหากลาออกเองจะได้เงินคืนหรือเปล่า บทความนี้รวบรวมหลักเกณฑ์จากหน่วยงานราชการ เพื่อให้คนทำงานตรวจสอบสิทธิของตัวเองได้ก่อนเริ่มจัดเก็บจริง

(ข้อมูลตรวจสอบ ณ วันที่ 4 กันยายน 2569 โดยกำหนดการที่หน่วยงานราชการประชาสัมพันธ์ล่าสุดยังเป็นวันที่ 1 ตุลาคม 2569)

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างคืออะไร ทำไมต้องหักเงินเพิ่ม?

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เป็นกองทุนตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นหลักประกันให้ลูกจ้างเมื่อออกจากงาน เสียชีวิต หรือในกรณีอื่นตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด จึงไม่ใช่กองทุนที่เพิ่งเกิดขึ้นทั้งหมดในปี 2569 แต่สิ่งที่กำลังจะเริ่มคือระบบจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบจากลูกจ้างกับนายจ้างที่เข้าข่าย

อธิบายให้เห็นภาพง่าย ๆ คือ ลูกจ้างแบ่งเงินจากค่าจ้างบางส่วนเข้ากองทุน เรียกว่า “เงินสะสม” ขณะที่นายจ้างจ่ายเพิ่มให้ เรียกว่า “เงินสมทบ” เงินส่วนนี้จึงไม่ได้มาจากกระเป๋าลูกจ้างเพียงฝ่ายเดียว และเป็นหลักประกันทางการเงินเมื่อถึงเงื่อนไขการรับเงิน

อีกเรื่องที่ควรแยกให้ชัดคือ กองทุนมีภารกิจช่วยเหลือลูกจ้างที่เดือดร้อนจากนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยหรือเงินตามกฎหมายอยู่แล้ว การขอเงินสงเคราะห์ลักษณะดังกล่าวเป็นคนละเงื่อนไขกับการขอรับเงินสะสมและเงินสมทบจากระบบที่กำลังจะเริ่มจัดเก็บ ไม่ควรนำขั้นตอนหรือวงเงินของทั้งสองส่วนมาปะปนกัน

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเริ่มหักเมื่อไร?

เดิมมีการกำหนดเริ่มจัดเก็บในวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ก่อนเลื่อนออกไปเป็น วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เพื่อบรรเทาภาระของนายจ้างและลูกจ้าง โดยข่าวประชาสัมพันธ์ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานที่เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์รัฐบาลไทยในเดือนสิงหาคม 2569 ยืนยันกำหนดการดังกล่าว

สำหรับคนทำงาน จึงควรสอบถามฝ่ายบุคคลล่วงหน้าว่า บริษัทจะเริ่มแสดงรายการหักเงินในงวดค่าจ้างใด ใช้ฐานค่าจ้างรายการไหนบ้าง และตนเองอยู่ในกลุ่มที่ต้องเป็นสมาชิกหรือได้รับยกเว้น ทั้งนี้ การเริ่มจัดเก็บไม่ได้หมายถึงการหักย้อนหลังตลอดอายุงานที่ผ่านมา

ใครต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างบ้าง?

กลุ่มหลักคือ ลูกจ้างในกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ซึ่งอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายในส่วนนี้ และยังไม่ได้รับความคุ้มครองผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือการสงเคราะห์ที่เข้าเกณฑ์ยกเว้นตามกฎหมาย ไม่ได้จำกัดเฉพาะพนักงานออฟฟิศที่รับเงินเดือนเท่านั้น

  • กิจการมีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป: ต้องตรวจสอบหน้าที่ในการขึ้นทะเบียนและนำส่งเงินให้ลูกจ้างที่เข้าข่าย
  • ลูกจ้างไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ: อาจต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง แม้บริษัทจะจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไว้แล้วก็ตาม
  • ไม่มีระบบสงเคราะห์ที่เข้าเกณฑ์ยกเว้น: การมีโบนัส ประกันกลุ่ม หรือสวัสดิการทั่วไป ไม่ได้ทำให้ได้รับยกเว้นโดยอัตโนมัติ

บริษัทมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้ว ยังถูกหักอีกไหม?

จุดนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจผิดกันได้ง่าย เพราะต้องดูว่า “ลูกจ้างคนนั้นเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือไม่” ไม่ใช่ดูเพียงว่าบริษัทมีกองทุนอยู่แล้วหรือเปล่าโดยหน่วยงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ระบุว่า ลูกจ้างที่ไม่ได้อยู่ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและไม่มีการสงเคราะห์ที่เข้าเกณฑ์ ยังต้องพิจารณาเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง

ตัวอย่างเช่น บริษัทมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แต่พนักงานใหม่ยังไม่มีสิทธิสมัคร หรือพนักงานบางคนไม่ได้เป็นสมาชิก คนกลุ่มนี้ไม่ควรสรุปว่าตนเองได้รับยกเว้นไปด้วย ควรถามฝ่ายบุคคลให้ชัดว่าช่วงที่ยังไม่มีสมาชิกภาพจะดำเนินการอย่างไร

ใครได้รับยกเว้น ไม่ต้องถูกหักเงินส่วนนี้?

ข้อยกเว้นสำคัญ ได้แก่ ลูกจ้างที่เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือได้รับการสงเคราะห์กรณีออกจากงานหรือเสียชีวิตตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ส่วนกิจการที่มีลูกจ้างต่ำกว่า 10 คนยังไม่อยู่ในกลุ่มบังคับหลักตามเกณฑ์นี้

นอกจากนี้ ยังมีกิจการหรืองานบางประเภทที่มีกฎหมายยกเว้นเฉพาะ เช่น งานบ้านที่ไม่ได้มีการประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย และบุคลากรบางกลุ่มของโรงเรียนเอกชน การพิจารณาจึงต้องดูทั้งประเภทกิจการ สถานะลูกจ้าง และกฎหมายที่ใช้บังคับ ไม่ใช่อาศัยจำนวนพนักงานเพียงอย่างเดียว

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างหักกี่เปอร์เซ็นต์?

อัตราเงินสะสมของลูกจ้างและเงินสมทบของนายจ้างแบ่งเป็นสองช่วง โดยในระยะแรกเก็บฝ่ายละ 0.25% ของค่าจ้าง ก่อนปรับเป็นฝ่ายละ 0.50% ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2574 เป็นต้นไป ตามกำหนดการที่หน่วยงานราชการประกาศไว้

ช่วงเวลา ลูกจ้างจ่ายเงินสะสม นายจ้างจ่ายเงินสมทบ รวมเข้ากองทุน
1 ตุลาคม 2569 – 30 กันยายน 2574 0.25% ของค่าจ้าง 0.25% ของค่าจ้าง 0.50% ของค่าจ้าง
ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2574 เป็นต้นไป 0.50% ของค่าจ้าง 0.50% ของค่าจ้าง 1.00% ของค่าจ้าง

เงินสมทบของนายจ้างเป็นเงินที่นายจ้างต้องจ่ายเพิ่มเอง ไม่ใช่เงินที่หักจากลูกจ้างซ้ำอีกส่วนหนึ่ง ดังนั้น ในช่วงแรกที่อัตรารวมเท่ากับ 0.50% ลูกจ้างรับภาระเฉพาะ 0.25% ส่วนอีก 0.25% เป็นหน้าที่ของนายจ้าง

เงินเดือน 15,000–50,000 บาท ถูกหักเดือนละเท่าไร?

สูตรคำนวณในช่วงแรกคือ ค่าจ้างที่ใช้เป็นฐาน × 0.0025 ตัวอย่างด้านล่างสมมติว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นฐานค่าจ้างที่เข้าเกณฑ์ทั้งหมด และแสดงเฉพาะเงินเข้ากองทุน ยังไม่รวมดอกผล

ฐานค่าจ้างต่อเดือน ลูกจ้างถูกหัก 0.25% นายจ้างสมทบ 0.25% รวมเข้ากองทุนต่อเดือน
10,000 บาท 25 บาท 25 บาท 50 บาท
15,000 บาท 37.50 บาท 37.50 บาท 75 บาท
20,000 บาท 50 บาท 50 บาท 100 บาท
30,000 บาท 75 บาท 75 บาท 150 บาท
50,000 บาท 125 บาท 125 บาท 250 บาท

สำหรับฐานค่าจ้าง 20,000 บาท ลูกจ้างจะถูกหักเดือนละ 50 บาท และนายจ้างจ่ายเพิ่มอีก 50 บาท หากค่าจ้างและอัตราไม่เปลี่ยนตลอด 12 เดือน จะมีเงินเข้ากองทุนรวม 1,200 บาท แบ่งเป็นเงินลูกจ้าง 600 บาท และเงินนายจ้าง 600 บาท โดยยังไม่รวมดอกผล

เมื่อเข้าสู่อัตราฝ่ายละ 0.50% ฐานค่าจ้างเท่าเดิมจะทำให้ลูกจ้างจ่ายเดือนละ 100 บาท นายจ้างจ่ายเพิ่มอีก 100 บาท รวมเป็น 200 บาทต่อเดือน จึงควรวางแผนรายรับรายจ่ายโดยแยก “เงินที่เราถูกหัก” ออกจาก “เงินรวมที่เข้ากองทุน” ให้ชัดเจน

คิดจากเงินเดือนอย่างเดียว หรือรวมรายได้อื่นด้วย?

หลักเกณฑ์ใช้คำว่า “ค่าจ้าง” ไม่ใช่เงินรับสุทธิหลังหักรายการต่าง ๆ และไม่จำเป็นต้องเท่ากับเงินเดือนพื้นฐานเพียงรายการเดียว คำตอบของสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานระบุว่า ค่าจ้างตามผลงาน เช่น ค่าเที่ยว ค่าชั่วโมงบิน หรือเงินตอบแทนการขาย ก็อาจเป็นส่วนที่ต้องนำมาคำนวณด้วย

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรนำรายรับทุกรายการในสลิปมารวมโดยอัตโนมัติ ต้องดูว่าเงินนั้นเป็นค่าจ้างตามกฎหมายหรือเป็นเงินประเภทอื่น ฝ่ายบุคคลจึงควรชี้แจงฐานคำนวณให้ลูกจ้างตรวจสอบได้ โดยเฉพาะคนที่มีค่าตอบแทนหลายรายการหรือได้รับค่าจ้างไม่เท่ากันในแต่ละเดือน

ใครเป็นคนหักและนำส่งเงิน ลูกจ้างต้องไปจ่ายเองไหม?

นายจ้างเป็นผู้หักเงินสะสมจากค่าจ้างของลูกจ้าง พร้อมจ่ายเงินสมทบส่วนของนายจ้างและนำส่งกองทุน โดยหลักเกณฑ์การนำส่งกำหนดให้ดำเนินการภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่หักค่าจ้าง ลูกจ้างจึงไม่ต้องไปชำระเงินเองทุกเดือนเหมือนการฝากเงินทั่วไป

สิ่งที่ลูกจ้างควรทำคือเก็บสลิปเงินเดือน ตรวจสอบยอดที่ถูกหัก และสอบถามหลักฐานการนำส่งเมื่อมีข้อสงสัย การเห็นรายการหักในสลิปเป็นข้อมูลสำคัญ แต่หากยอดไม่ตรงหรือสงสัยว่าไม่ได้ถูกนำส่ง ควรติดตามกับฝ่ายบุคคลและหน่วยงานแรงงาน

ลาออกเอง ถูกเลิกจ้าง หรือเกษียณ ได้เงินคืนไหม?

การลาออกเองไม่ได้ทำให้หมดสิทธิรับเงินส่วนนี้ เพราะวัตถุประสงค์ของระบบครอบคลุมการออกจากงาน ไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้ถูกเลิกจ้างเท่านั้น กรณีที่เกี่ยวข้องมีทั้งลาออก เกษียณ สิ้นสุดสัญญาจ้าง และการเลิกจ้าง โดยการรับเงินต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ของกองทุน

เงินที่สมาชิกมีสิทธิรับประกอบด้วย เงินสะสมของลูกจ้าง เงินสมทบของนายจ้าง และดอกผลตามหลักเกณฑ์ จึงไม่ใช่การขอคืนเฉพาะเงินที่ถูกหักจากเงินเดือน แต่ก็ไม่ควรนำไปคำนวณเป็นผลตอบแทนการลงทุนที่รับประกัน เพราะจำนวนดอกผลไม่ได้กำหนดเป็นอัตราคงที่ในข่าวประชาสัมพันธ์ดังกล่าว

กรณีลูกจ้างเสียชีวิต การจ่ายเงินจะเป็นไปตามหลักเกณฑ์เรื่องผู้มีสิทธิรับเงิน ลูกจ้างควรสอบถามเรื่องการระบุผู้รับเงินและเอกสารที่เกี่ยวข้องไว้ล่วงหน้า เพื่อช่วยให้ครอบครัวดำเนินการได้ถูกต้อง

ออกจากงานแล้วได้เงินภายใน 30 วันจริงหรือ?

ข้อมูลต้นทางบางแห่งระบุว่าได้รับเงินภายใน 30 วัน แต่ข่าวของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานที่เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์รัฐบาลไทยเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569 ระบุกรอบการคืนเงินเป็นเงินก้อน ภายใน 25 วัน จึงไม่ควรนำตัวเลข 30 วันมาใช้ยืนยันโดยไม่มีการตรวจสอบ

อย่างไรก็ตาม ข่าวประชาสัมพันธ์ดังกล่าวไม่ได้แจกแจงจุดเริ่มนับระยะเวลาและรายละเอียดเอกสารครบทุกกรณี ผู้ขอรับเงินจึงควรตรวจสอบขั้นตอนกับหน่วยงานโดยตรง ไม่ควรเข้าใจว่าเงินจะเข้าบัญชีอัตโนมัติหลังลาออกโดยไม่ต้องดำเนินการใด ๆ

มีประกันสังคมอยู่แล้ว ทำไมยังต้องจ่ายกองทุนนี้?

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างกับประกันสังคมเป็นคนละระบบ การเป็นผู้ประกันตนจึงไม่ได้ทำให้ได้รับยกเว้นกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างโดยอัตโนมัติ หากเข้าเงื่อนไขของทั้งสองระบบ ก็ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของแต่ละกองทุนแยกกัน

เช่นเดียวกัน เงินจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างไม่ใช่ค่าชดเชยที่นายจ้างมีหน้าที่จ่ายตามกฎหมายเมื่อเกิดการเลิกจ้างที่เข้าเกณฑ์ และไม่ได้มาแทนเงินทดแทนกรณีว่างงานจากประกันสังคม การมีสิทธิในเงินประเภทใดต้องพิจารณาตามเงื่อนไขของเงินประเภทนั้น

ก่อนเริ่มหักเงิน ลูกจ้างควรถาม HR เรื่องอะไรบ้าง?

  • เราอยู่ในกลุ่มที่ต้องเป็นสมาชิกหรือไม่: ตรวจสอบทั้งจำนวนลูกจ้าง ประเภทกิจการ และข้อยกเว้นที่เกี่ยวข้อง
  • เราเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้วหรือยัง: อย่าดูแค่ว่าบริษัทมีกองทุน แต่ต้องเช็กสถานะของตัวเองด้วย
  • บริษัทใช้ค่าจ้างรายการใดเป็นฐาน: ขอให้ชี้แจงกรณีมีค่าตอบแทนตามผลงานหรือเงินเพิ่มหลายประเภท
  • จะเริ่มหักในสลิปงวดไหน: เพื่อวางแผนค่าใช้จ่ายและตรวจสอบยอดได้ถูกต้อง
  • ตรวจสอบการนำส่งได้อย่างไร: เก็บสลิปและเอกสารเกี่ยวกับสมาชิกภาพไว้เป็นหลักฐาน
  • หากออกจากงานต้องทำอะไร: สอบถามช่องทางยื่นคำขอ เอกสาร และกรอบเวลาที่ใช้กับกรณีของตนเอง

มีข้อสงสัยเรื่องกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ติดต่อที่ไหน?

ลูกจ้างและนายจ้างสามารถสอบถามสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด หรือสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ที่รับผิดชอบ รวมถึงสายด่วนกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน 1546 หรือ 1506 กด 3 นายจ้างยังสามารถศึกษาการลงทะเบียนผ่านระบบ e-Service ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานได้

หากพบว่าถูกหักเงินไม่ตรงกับที่บริษัทแจ้ง หรือสงสัยว่ามีการนำเงินสมทบของนายจ้างมาหักจากลูกจ้างด้วย ควรเก็บสลิปเงินเดือน สัญญาจ้าง และข้อความชี้แจงของบริษัทไว้ประกอบการสอบถาม อย่าเพิ่งสรุปจากชื่อรายการในสลิปเพียงอย่างเดียว

สรุป กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง หักเพิ่มเพื่อสร้างหลักประกันเมื่อออกจากงาน

สำหรับลูกจ้างที่เข้าข่าย วันที่ 1 ตุลาคม 2569 จะเป็นจุดเริ่มต้นของการสะสมเงินเข้ากองทุนในอัตรา 0.25% ของค่าจ้าง โดยมีนายจ้างจ่ายสมทบให้อีกเท่ากัน เมื่อออกจากงาน สมาชิกมีสิทธิขอรับเงินสะสม เงินสมทบ และดอกผลตามหลักเกณฑ์ รวมถึงกรณีลาออกเองด้วย

สิ่งที่ควรตรวจสอบก่อนถึงวันเริ่มเก็บจริงคือ เราเข้าข่ายหรือไม่ ใช้ฐานค่าจ้างเท่าไร และต้องทำอย่างไรเมื่อขอรับเงิน โดยเฉพาะพนักงานในบริษัทที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแต่ตนเองยังไม่ได้เป็นสมาชิก เพราะอาจไม่ได้รับยกเว้นเหมือนเพื่อนร่วมงาน การรู้สิทธิให้ชัดตั้งแต่วันนี้จะช่วยให้เข้าใจรายการหักใหม่ในสลิป และไม่พลาดเงินที่มีสิทธิได้รับในอนาคต

แหล่งอ้างอิง

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล