คลังชงตั้งกองทุนข้าราชการเกษียณ ผวาอีก 23 ปีต้องใช้เงินก้อนโต7-8แสนล้าน

คลังชงตั้งกองทุนข้าราชการเกษียณ ผวาอีก 23 ปีต้องใช้เงินก้อนโต7-8แสนล้าน
Matichon

สนับสนุนเนื้อหา

คลังหวั่นข้าราชการเกษียณอีก 23 ปีข้างหน้าทะลัก ต้องเตรียมเงินก้อนโต 7-8 แสนล้านรองรับ

นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า เพื่อรองรับการจ่ายเงินหลังเกษียณอายุราชการผ่านกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)

จากการคำนวณพบว่าในปี 2578 หรืออีก 23 ปีข้างหน้า จะต้องใช้เงินสูงมากประมาณ 7-8 แสนล้านบาท นับว่าเป็นภาระที่หนักมาก จึงเสนอให้ตั้งกองทุนขึ้นมาอีกกองทุน

ให้รัฐบาลส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประมาณ 2-3 หมื่นล้านบาทต่อปี เพื่อนำเงินไปหาประโยชน์เพิ่มเติม ในช่วง 10 ปี เพราะหากไม่เตรียมตัวอาจรับมือไม่ทันการณ์ และอาจเป็นภาระหนักกับรัฐบาลในช่วงนั้นหากตั้งรับไม่ดี หรือสถานการณ์เศรษฐกิจในช่วงนั้นไม่ดี และเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันอาจมีปัญหากระทบฐานะการคลังได้


"จากการศึกษาแนวทางการตั้งกองทุนของยุโรป โดยเฉพาะเนเธอร์แลนด์ ซึ่งมีกองทุนขนาดใหญ่กว่าไทยนับ 10 เท่า รัฐบาลสะสมเงินเข้ากองทุนให้ตั้งแต่อายุ 25 ปี แต่การรับบำนาญราชการเนเธอร์แลนด์จ่ายให้ 50% ของเงินเดือนสุดท้าย ขณะที่ไทยต้องจ่ายให้ถึง 70% ของเงินเดือนสุดท้าย จึงเป็นภาระหนักเช่นกัน"

นอกจากนี้ กรมจะเสนอให้กระทรวงการคลังพิจารณาแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับแนวคิดและวิธีการส่งเงินชดเชย กบข. เพื่อให้สมาชิก กบข.เลือกแนวทางว่าจะรับบำนาญตามสูตรการคำนวณบำนาญแบบเดิม

ตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 หรือแบบ กบข. หรือตามพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 ขณะนี้อยู่ระหว่างการคำนวณภาระงบประมาณที่จะเพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด

"การปรับปรุงดังกล่าวเพื่อให้ข้าราชการเป็นผู้เลือกเองว่าจะรับเงินแบบบำนาญเหมือนเดิม หรือว่าจะรับในระบบ กบข. เพราะหากใครเลือกแบบบำนาญ รัฐจะดึงเงินที่เคยนำส่งสมทบกับ กบข.คืนทั้งหมด แต่ผลประโยชน์ที่ได้รับของราชการแต่ละคนขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละหน่วยงานและอายุราชการที่เข้าทำงาน แต่ละคนจึงไม่เหมือนกัน" นายรังสรรค์กล่าว

 

การคืนเงิน โครงการรถยนต์คันแรก

นายรังสรรค์เปิดเผยถึงการเตรียมการในการคืนเงินตามโครงการรถยนต์คันแรกว่า จากการดึงข้อมูลจากกรมสรรพสามิตพบว่า มีประชาชนที่จะได้รับเงินตามโครงการรถยนต์คันแรกชุดแรกในเดือนกันยายนมีประมาณ 50 คน

แต่กรมสรรพสามิตได้ตั้งงบประมาณการเบิกจ่ายคืนเงินไว้ในปีงบประมาณ 2556 ทั้งสิ้น 7.5 พันล้านบาท ทำให้การจ่ายเงินคืนครั้งแรกจะทำได้ภายในวันที่ 1 ตุลาคม 2555

โดยที่กรมบัญชีกลางจะโอนเงินเข้าธนาคารกรุงไทย เพื่อให้ธนาคารโอนเงินไปยังบัญชีของผู้ที่ได้รับสิทธิดังกล่าว จากนั้นกรมบัญชีกลางจึงจะแจ้งให้ผู้รับเงินทราบทางเอสเอ็มเอส

อย่างไรก็ตาม การโอนเงิน กรมบัญชีกลางจะดำเนินการแบ่งจ่ายเดือนละ 2 ครั้งคือ ทุกวันที่ 5 และ 20 ของเดือน ตามรายชื่อที่ได้รับจากกรมสรรพสามิต ซึ่งหากผู้ได้รับสิทธิไม่ได้รับเงิน

ก็สามารถแจ้งปัญหามาที่คอลเซ็นเตอร์ของกรม เพื่อประสานงานกับกรมสรรพสามิตและกรมขนส่งต่อไป และกรมบัญชีกลางยังมีหน้าที่ติดตามเงินคืน กรณีที่ตรวจสอบพบว่า ไม่เข้าข่ายได้รับการสิทธิคืนเงิน เนื่องจากการมีการโอนเปลี่ยนมือก่อน 5 ปี ตามที่กำหนดไว้ด้วย