รู้จัก "บิล เดชอดุลย์" เทรนเนอร์ดาวรุ่ง ผู้ปั้นหุ่นให้กับดาราเซเลบชายไทย

รู้จัก "บิล เดชอดุลย์" เทรนเนอร์ดาวรุ่ง ผู้ปั้นหุ่นให้กับดาราเซเลบชายไทย
S! Men

สนับสนุนเนื้อหา

วันนี้เรามีโอกาสได้พูดคุยกับ "บิล เดชอดุลย์ ประกอบชาติ" เทรนเนอร์ดาวรุ่งในแวดวงฟิตเนสและการออกกำลังกาย เจ้าของตำแหน่งมิสเตอร์ไทยแลนด์ ปี 2014 (MR. Thailand 2014) และอดีตนักกีฬาเพาะกายทีมชาติไทย ที่หันมาเอาดีในอาชีพโค้ชส่วนตัวให้กับเซเลบริตี้หุ่นล่ำแถวหน้าของเมืองไทยมากมาย ถ้าพูดชื่อมาคงต้องร้องอ๋อ อาทิ 3 หนุ่มหุ่นแซ่บอย่าง เต้ นันทศัย พิศัลยบุตร, เจจินตัย อันติมานนท์ และกำปั้น กวินพนธ์ พาณิชย์พงส์

 

Q: ช่วยเล่าให้เราฟังหน่อยว่าทำไมต้องเป็นกีฬาเพาะกาย?

A:  จุดเริ่มต้นจริงๆ คือสมัยเด็กๆ ผมเป็นตัวเล็ก ดูผอมบาง เก้งก้างมาก พอโตขึ้นเริ่มรู้สึกว่าไม่ไหวแล้วนะ เราต้องหาวิธีทำให้เราดูตัวใหญ่และแข็งแรงขึ้น พอดีไปเจอรุ่นพี่ที่รู้จักกันคนหนึ่งเขาเล่นกีฬาเพาะกายอยู่ก่อนแล้วจึงขอให้เขาช่วยสอนเราเล่นดูบ้าง จากนั้นก็ติดเลยครับ (หัวเราะ) ผมเริ่มซึมซับและหลงรักกีฬาเพาะกาย เพราะผมรู้สึกว่ามันเป็นกีฬาชนิดเดียวที่ไม่ต้องมียูนิฟอร์ม เวลาเดินไปไหนมาไหนคนก็ทักด้วยบุคลิกและรูปร่างของเราเอง ช่วงแรกที่เริ่มเล่นมันหนัก โหดและเหนื่อยมาก จนเริ่มท้อเพราะไม่เห็นผลสักที แต่พอเริ่มชินและรับแรงกดดันได้แล้ว มันทำให้ผมเกิดแรงฮึดและพยายามท้าทายตัวเองว่าจะทำได้มากน้อยแค่ไหนด้วย

 Q: เรียกว่ารุ่นพี่คนนั้นเป็นคนสร้างแรงบันดาลใจให้คุณเลยหรือเปล่า?

A: ใช่แล้วครับ คนนั้นก็คือ พี่หลุน (ภาณุพงศ์ ประทีป, เจ้าของตำแหน่ง MR. Thailand 2016) โค้ชของผมเองที่ช่วยจุดประกายความฝันและชักชวนให้ผมลองเล่นกีฬาเพาะกาย เรียกได้ว่าพี่หลุนเป็นต้นแบบแทบทุกอย่างในการเล่นเพาะกายของผมก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความมีวินัย ความมุ่งมั่น ความศรัทธาในตัวเอง เทคนิคต่างๆ และการใช้ชีวิตส่วนตัว พี่หลุนเหมือนพี่ชายแท้ๆ ของผมเลยครับ

 

Q: ก่อนหน้านี้คุณบอกว่าช่วงเล่นเพาะกายแรกๆ มันหนักและเหนื่อยมาก แล้วทำไมยังเล่นต่อมาเรื่อยๆ?

A: ผมเชื่อในความพยายามและอาศัยแรงฮึดของตัวเองเป็นแรงผลักดันครับ เพราะผมอยากมีบุคลิกภาพที่ดี ซึ่งแน่นอนเวลาที่รู้สึกท้อหรือเหนื่อยจนเริ่มทนไม่ไหว ผมจะเปิดยูทูปเพื่อดูคลิปการออกกำลังกายของคนที่หุ่นดี แล้วบอกกับตัวเองว่าถ้าเขาทำได้ เราก็ต้องทำได้ คุณจะลองเอาวิธีของผมไปใช้ก็ได้นะผมไม่หวง (หัวเราะ)

Q: ตามปกติคุณมีตารางการออกกำลังกายในแต่ละวันเลยหรือไม่ แล้วเล่นตามนั้นเป๊ะๆ เลยไหม?

A: ไม่ถึงขนาดนั้นครับ ปกติผมจะออกกำลังกาย 4 – 5 วันต่อสัปดาห์ ด้วยการเล่น Weight Training โดยผมจะแบ่งกล้ามเนื้อออกเป็นส่วนๆ เพื่อเล่นในแต่ละวัน เช่น วันจันทร์เล่นกล้ามอก วันอังคารเล่นส่วนหลัง วันพฤหัสบดีเน้นช่วงไหล่ วันศุกร์เป็นส่วนขา ส่วนกล้ามเนื้อมัดเล็กๆ เช่น แขน ท้อง น่อง ก็จะแทรกไว้ในโปรแกรมของในแต่ละวัน และพยายาม check list muscle ให้ครบทุกส่วนในหนึ่งสัปดาห์ แต่ถ้าช่วงที่มีการแข่งขันผมก็จะฟิตซ้อมให้มากขึ้นครับ

 Q: พูดถึงช่วงเตรียมการแข่งขันหน่อยว่าคุณต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง?

A: ทุกครั้งที่ลงทำการแข่งขันเพาะกาย ผมต้องเตรียมความพร้อมล่วงหน้าประมาณ 3 เดือน และเน้นการดูแลเรื่องโภชนาการเป็นหลัก โดยผมจะค่อยๆ กดดันตัวเองขึ้นเรื่อยๆ ก่อนที่จะเทรนตัวเองหนักจริงๆ ในช่วง 4 สัปดาห์สุดท้ายก่อนลงสนามแข่งขัน สิ่งสำคัญคือต้องคุมเรื่องน้ำหนักให้ผ่านตามเกณฑ์การแข่งขันที่กำหนดและต้องมีความชัดของกล้ามเนื้อด้วย นั่นทำให้ผมต้องเข้มแข็งทั้งทางร่ายการและจิตใจในการเตรียมความพร้อมของตัวเองอย่างมาก ผมมองว่าความตั้งใจ จิตใจที่มุ่งมั่น การต่อสู้กับความเหน็ดเหนื่อยเพื่อไล่ตามความฝัน และการเอาชนะใจตัวเองนั่นสำคัญที่สุดแล้ว

 Q: สิ่งนี้หรือเปล่าที่ทำให้คุณได้รับการคัดเลือกจากช่อง KIX ให้เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์คนไทยคนแรกของการแข่งขันที่แข่งกันด้วยความอึดอย่าง R U Tough Enough? Thailand ช่วยเล่าให้เราฟังถึงการแข่งครั้งนี้หน่อย

A: R U Tough Enough? Thailand เป็นการแข่งขันที่ต้องใช้ทั้งพละกำลัง สติและจิตใจของนักสู้อย่างแท้จริง เพราะผู้เข้าแข่งขันต้องมาประลองกันด้วยสิ่งที่คุณมีอยู่ ถือเป็นการแข่งขันเพื่อวัดกำลังกายและกำลังใจที่น่าตื่นเต้นที่สุดที่จะเกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าร่วมพิสูจน์ขีดจำกัดตัวเอง เพราะถ้าใครยอมแพ้คุณก็แค่ตกรอบ แต่ถ้าคุณลุกขึ้นสู้คุณก็มีสิทธิชนะ

การแข่งขันครั้งนี้คุณต้องแกร่ง อดทน และศรัทธาในตัวเองเป็นอย่างมาก เพื่อเอาชนะเป้าหมายคือการเป็นแชมป์สุดยอดคนพันธุ์อึดคนแรกของประเทศไทย และคว้าเงินรางวัล 100,000 บาทกลับไปครอง แต่กว่าจะได้มาคุณต้องผ่านด่านทดสอบในรอบสุดท้ายไปให้ได้ด้วยเวลาที่เร็วที่สุด และผมเชื่อมั่นว่าคนไทยเข้มแข็ง อดทน และเอาชนะอุปสรรคได้ทุกคนครับ

Q: ได้ยินคุณพูดถึงความแข็งแกร่งมาหลายครั้ง อะไรคือนิยามของคำนี้ในความคิดของคุณ?

A: ผมคิดว่าความแข็งแกร่งเกิดจากการฝึกฝนทั้งทางร่างกายและจิตใจควบคู่กันอย่างต่อเนื่อง เพราะไม่ใช่แค่มีร่างกายที่พร้อมแล้วจะชนะได้เสมอไป คุณต้องมีจิตใจที่พร้อมสู้ด้วยถึงจะก้าวข้ามอุปสรรคไปได้ สิ่งสำคัญคือต้องศรัทธาในตัวเองและให้กำลังใจตัวเองเป็น เพราะเมื่อใจสู้ร่างกายคุณก็จะสู้ไปด้วยกันจนถึงชัยชนะ

Q: ช่วยยกตัวอย่างมาสักหนึ่งเรื่องที่คุณมองว่าเป็นความแข็งแกร่งที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด?

A: ผมคิดว่าคนไทยเป็นคนที่อดทน และยอมรับกับปัญหาที่เกิดขึ้นได้แทบทุกครั้ง นั่นทำให้เรายังยิ้มได้แม้จะมีปัญหารุมเร้า ด้วยพื้นฐานของจิตใจที่ดีงาม และความรักกันของคนไทยที่แสดงออกให้เห็นยามที่เกิดปัญหา ทำให้เราร่วมมือช่วยเหลือกันในเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศของเราครับ

 Q: สุดท้ายนี้อยากฝากอะไรถึงคนที่สนใจการแข่งขัน R U Tough Enough? หรือกำลังหาแรงบันดาลใจในการออกกำลังกายบ้าง?

A: ผมอยากให้คุณมาลองทำอะไรที่คุณไม่เคยลองดูสักครั้ง แล้วคุณจะรู้ว่ามันไม่ได้น่ากลัวอะไรเลย สิ่งที่คุณต้องกังวลเพียงอย่างเดียวในการแข่งขันนี้คือตัวคุณเองเท่านั้น รวมทั้งเรื่องการออกกำลังกายด้วย ทุกอย่างเริ่มต้นที่ตัวคุณ ถ้าคุณอยากชนะคุณก็ต้องเริ่มลงมือทำครับ

ติดตามSanook! Men

อัพเดตเทรนด์แฟชั่น สุขภาพ ไลฟ์สไตล์ของผู้ชายได้ที่นี่