ไขมันในเลือดสูงโดยไม่มีอาการ ควรตรวจสุขภาพอะไรบ้าง? เช็ก 6 รายการที่ไม่ควรมองข้าม
.jpg?ip/crop/w1200h700/q80/jpg)
ไขมันในเลือดสูงเป็นภาวะที่หลายคนไม่รู้ตัว เพราะแม้ระดับไขมันจะสูงกว่าที่เหมาะสม ก็อาจไม่มีอาการผิดปกติให้สังเกตเห็นในชีวิตประจำวัน การรอให้มีอาการก่อนแล้วจึงไปตรวจสุขภาพจึงอาจทำให้พลาดโอกาสประเมินความเสี่ยงตั้งแต่เนิ่น ๆ สิ่งที่น่ากังวลคือ ไขมันบางชนิด โดยเฉพาะ LDL หรือคอเลสเตอรอลชนิดที่เรียกกันว่าไขมันไม่ดี อาจสะสมเป็นคราบไขมันตามผนังหลอดเลือดเมื่อเวลาผ่านไป และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดสมองได้ การตรวจสุขภาพจึงควรพิจารณาทั้งระดับไขมันและปัจจัยเสี่ยงอื่นร่วมกัน ไม่ใช่ดูเฉพาะตัวเลขคอเลสเตอรอลเพียงอย่างเดียว
1. ตรวจไขมันในเลือดให้ครบ 4 ค่า
การตรวจพื้นฐานที่สำคัญที่สุดคือการตรวจไขมันในเลือด หรือ Lipid Profile ซึ่งช่วยให้เห็นภาพรวมของไขมันแต่ละชนิด โดยทั่วไปประกอบด้วย 4 ค่า ได้แก่
- Total Cholesterol: คอเลสเตอรอลรวมในเลือด
- LDL Cholesterol: คอเลสเตอรอลชนิดที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสะสมของคราบไขมันในหลอดเลือด
- HDL Cholesterol: คอเลสเตอรอลชนิดที่ช่วยนำคอเลสเตอรอลกลับไปกำจัดที่ตับ
- Triglycerides: ไตรกลีเซอไรด์ ซึ่งเป็นไขมันอีกชนิดหนึ่งในเลือด
การตรวจเพียงคอเลสเตอรอลรวมอาจไม่เพียงพอ เพราะไม่แสดงรายละเอียดของไขมันแต่ละชนิดอย่างครบถ้วน แพทย์จะพิจารณาผลตรวจร่วมกับอายุ โรคประจำตัว ประวัติครอบครัว การสูบบุหรี่ และปัจจัยเสี่ยงอื่น เพื่อประเมินความเสี่ยงและกำหนดเป้าหมายการดูแลที่เหมาะสมกับแต่ละคน ต้องงดอาหารก่อนตรวจหรือไม่? การตรวจไขมันบางกรณีสามารถใช้ตัวอย่างเลือดที่ไม่ต้องอดอาหารได้ แต่หากมีไตรกลีเซอไรด์สูงมาก มีประวัติไขมันผิดปกติบางชนิด หรือแพทย์ต้องการผลตรวจแบบอดอาหาร อาจต้องงดอาหารตามระยะเวลาที่กำหนด ควรสอบถามสถานพยาบาลก่อนตรวจ และไม่ควรงดน้ำหรือหยุดยาประจำเองโดยไม่ได้รับคำแนะนำ
2. ตรวจระดับน้ำตาลในเลือด
ระดับน้ำตาลในเลือดเป็นอีกข้อมูลที่ควรพิจารณา เพราะภาวะเบาหวานและความผิดปกติของน้ำตาลสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยเฉพาะผู้ที่มีไขมันในเลือดสูงร่วมกับน้ำหนักเกิน ความดันโลหิตสูง หรือมีประวัติครอบครัวเป็นเบาหวาน การตรวจที่ใช้ได้ ได้แก่
- Fasting Blood Glucose: ตรวจระดับน้ำตาลหลังอดอาหารตามเวลาที่กำหนด
- HbA1c: ตรวจค่าเฉลี่ยระดับน้ำตาลในเลือดในช่วงประมาณ 2–3 เดือนที่ผ่านมา
ไม่จำเป็นต้องตรวจทุกรายการในทุกคน แพทย์จะเลือกตามอายุ ปัจจัยเสี่ยง และผลตรวจเดิม หากพบความผิดปกติ ควรได้รับการประเมินเพิ่มเติม ไม่ควรใช้ผลตรวจเพียงครั้งเดียววินิจฉัยด้วยตัวเอง
3. วัดความดันโลหิต
ความดันโลหิตสูงมักไม่ทำให้เกิดอาการชัดเจนในระยะแรกเช่นเดียวกับไขมันในเลือดสูง การวัดความดันจึงเป็นส่วนสำคัญของการประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด หากมีไขมันในเลือดสูงร่วมกับความดันโลหิตสูง ความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดอาจเพิ่มขึ้นมากกว่าการมีปัจจัยเสี่ยงเพียงอย่างเดียว ผู้ที่ตรวจพบความดันสูงควรได้รับการวัดซ้ำหรือประเมินด้วยการวัดที่บ้านตามคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อยืนยันผลและวางแผนดูแลต่อไป
4. ตรวจการทำงานของไตตามความเหมาะสม
ไตมีบทบาทสำคัญในการรักษาสมดุลของร่างกาย และโรคไตเรื้อรังสัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดที่เพิ่มขึ้น ผู้ที่มีเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือมีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างจึงอาจจำเป็นต้องตรวจการทำงานของไตเพิ่มเติม การตรวจที่แพทย์อาจพิจารณา ได้แก่
- Serum Creatinine และ eGFR: ใช้ประเมินการทำงานของไต
- Urine Albumin-to-Creatinine Ratio (UACR): ตรวจหาอัลบูมินในปัสสาวะ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของความเสียหายของไต
การตรวจเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องทำกับทุกคนที่มีไขมันในเลือดสูงโดยอัตโนมัติ แต่มีประโยชน์เมื่อประเมินแล้วพบว่ามีข้อบ่งชี้ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือความเสี่ยงต่อโรคไต
5. ประเมินน้ำหนัก รอบเอว และพฤติกรรมสุขภาพ
นอกจากผลเลือดแล้ว ควรประเมินน้ำหนัก รอบเอว การออกกำลังกาย รูปแบบการรับประทานอาหาร การสูบบุหรี่ และการดื่มแอลกอฮอล์ด้วย เพราะข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้เห็นภาพความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ชัดเจนขึ้น ผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือมีไขมันสะสมบริเวณหน้าท้องอาจมีความเสี่ยงต่อความผิดปกติของน้ำตาล ไขมัน และความดันโลหิตมากขึ้น อย่างไรก็ตาม คนที่รูปร่างผอมก็สามารถมีไขมันในเลือดสูงได้เช่นกัน จึงไม่ควรใช้รูปร่างภายนอกเป็นเกณฑ์ตัดสินว่าจำเป็นต้องตรวจหรือไม่
6. ตรวจไขมันหรือประเมินความเสี่ยงเพิ่มเติมในบางคน
สำหรับผู้ที่มี LDL สูงมาก มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจตั้งแต่อายุยังน้อย หรือมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดสูง แพทย์อาจพิจารณาการตรวจเพิ่มเติมตามความเหมาะสม เช่น
- Lipoprotein(a) หรือ Lp(a): ไขมันที่มีองค์ประกอบทางพันธุกรรมและสัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด การตรวจอาจมีประโยชน์โดยเฉพาะเมื่อมีประวัติครอบครัวหรือความเสี่ยงที่อธิบายได้ไม่ชัดเจน
- Apolipoprotein B หรือ ApoB: อาจช่วยประเมินความเสี่ยงเพิ่มเติมในผู้ที่มีไตรกลีเซอไรด์สูง เบาหวาน หรือมีความเสี่ยงคงเหลือแม้ LDL อยู่ในเป้าหมายแล้ว
- Coronary Artery Calcium (CAC) Scan: การตรวจภาพเพื่อประเมินแคลเซียมในหลอดเลือดหัวใจ อาจใช้ในผู้ป่วยบางรายเมื่อแพทย์ยังไม่แน่ใจเกี่ยวกับระดับความเสี่ยงหรือประโยชน์ของการเริ่มใช้ยาลดไขมัน
การตรวจเหล่านี้ไม่ใช่รายการที่ทุกคนต้องทำ และไม่ควรตรวจเพียงเพราะมีไขมันในเลือดสูงโดยไม่มีการประเมินก่อน แพทย์จะพิจารณาว่าผลตรวจจะช่วยเปลี่ยนแนวทางดูแลหรือการรักษาหรือไม่
คนไม่มีอาการควรตรวจสุขภาพบ่อยแค่ไหน?
ความถี่ในการตรวจไขมันในเลือดขึ้นอยู่กับอายุ ผลตรวจเดิม ประวัติครอบครัว โรคประจำตัว และการใช้ยาลดไขมัน ผู้ใหญ่ที่มีความเสี่ยงทั่วไปอาจตรวจเป็นระยะทุกหลายปี แต่ผู้ที่เคยมีผลไขมันผิดปกติ มีเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคไต หรือมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดสูง อาจต้องตรวจถี่กว่านั้น หากกำลังใช้ยาลดไขมัน ควรตรวจติดตามตามนัดเพื่อประเมินการตอบสนองต่อยาและปรับแผนการรักษา ไม่ควรหยุดยาเองเพียงเพราะไม่มีอาการหรือรู้สึกว่าร่างกายแข็งแรงดี
สัญญาณแบบไหนต้องรีบไปโรงพยาบาล?
ไขมันในเลือดสูงโดยทั่วไปไม่ทำให้เกิดอาการโดยตรง แต่หากเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น หลอดเลือดหัวใจอุดตันหรือโรคหลอดเลือดสมอง อาจมีอาการฉุกเฉินได้ หากมีอาการเจ็บหรือแน่นหน้าอก หายใจลำบากเฉียบพลัน เหงื่อออกมากผิดปกติ หรือมีอาการหน้าเบี้ยว แขนขาอ่อนแรงข้างใดข้างหนึ่ง พูดไม่ชัด หรือสับสนเฉียบพลัน ควรโทรขอความช่วยเหลือฉุกเฉินทันที ไม่ควรรอให้หายเองหรือรอนัดตรวจสุขภาพ
สรุป: ไม่มีอาการก็ไม่ควรละเลยการตรวจไขมันในเลือด
แม้จะรู้สึกแข็งแรงดี แต่ไขมันในเลือดสูงอาจเกิดขึ้นได้โดยไม่มีสัญญาณเตือน การตรวจไขมันในเลือดให้ครบ 4 ค่า ร่วมกับการวัดความดันโลหิตและประเมินระดับน้ำตาล จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการดูแลสุขภาพ ส่วนการตรวจไตหรือการตรวจไขมันชนิดพิเศษควรเลือกตามปัจจัยเสี่ยงและคำแนะนำของแพทย์ สิ่งสำคัญไม่ใช่การตรวจทุกอย่างให้มากที่สุด แต่คือการตรวจที่เหมาะกับแต่ละคน แล้วนำผลไปวางแผนดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง ทั้งการรับประทานอาหารที่เหมาะสม ออกกำลังกาย เลิกสูบบุหรี่ และใช้ยาตามคำแนะนำเมื่อจำเป็น
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี