ยาฆ่าเชื้อ กับ ยาแก้อักเสบ ต่างกันยังไง? ใช้ผิดไม่หาย แถมเสี่ยงดื้อยา

ยาฆ่าเชื้อ กับ ยาแก้อักเสบ ต่างกันยังไง? ใช้ผิดไม่หาย แถมเสี่ยงดื้อยา

ยาฆ่าเชื้อ กับ ยาแก้อักเสบ ต่างกันยังไง? ใช้ผิดไม่หาย แถมเสี่ยงดื้อยา
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ยาฆ่าเชื้อกับยาแก้อักเสบต่างกันอย่างไร? ชื่อคล้ายแต่รักษาไม่เหมือนกัน ใช้ผิดอาจเกิดอันตราย พร้อมข้อควรระวังและวิธีใช้ยาอย่างปลอดภัย

เวลาเจ็บคอ เหงือกบวม มีแผล หรือปวดตามข้อ หลายคนมักเดินเข้าร้านยาแล้วขอ “ยาแก้อักเสบ” ทั้งที่สิ่งที่ต้องการจริงอาจเป็นยาปฏิชีวนะ ความสับสนนี้ดูเหมือนเป็นเพียงเรื่องของชื่อเรียก แต่ในความเป็นจริงอาจนำไปสู่การใช้ยาผิดประเภท เกิดผลข้างเคียง และเร่งปัญหาเชื้อดื้อยาได้

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ย้ำว่า ยาปฏิชีวนะไม่ใช่ยาแก้อักเสบ เพราะยาทั้งสองกลุ่มมีเป้าหมายและกลไกการออกฤทธิ์แตกต่างกันอย่างชัดเจน กลุ่มหนึ่งใช้จัดการเชื้อแบคทีเรีย ส่วนอีกกลุ่มใช้ลดปฏิกิริยาการอักเสบและบรรเทาอาการปวด บวม แดง หรือร้อน

 

เริ่มจากทำความเข้าใจ “การติดเชื้อ” และ “การอักเสบ”

การติดเชื้อ เกิดจากเชื้อก่อโรคเข้าสู่ร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา หรือปรสิต ยาที่ใช้รักษาจึงต้องเลือกให้ตรงกับชนิดของเชื้อ เช่น ยาปฏิชีวนะสำหรับแบคทีเรีย ยาต้านไวรัสสำหรับไวรัสบางชนิด และยาต้านเชื้อราสำหรับโรคจากเชื้อรา

ส่วน การอักเสบ เป็นปฏิกิริยาของร่างกายต่อการบาดเจ็บ การระคายเคือง ภูมิคุ้มกันผิดปกติ หรือการติดเชื้อ อาการที่พบได้ ได้แก่ ปวด บวม แดง ร้อน และการทำงานของอวัยวะบริเวณนั้นลดลง ดังนั้น การอักเสบจึงเกิดขึ้นได้แม้ไม่มีเชื้อโรค เช่น ข้อเสื่อม เอ็นอักเสบ หรืออาการบวมจากการบาดเจ็บ

ขณะเดียวกัน การติดเชื้อก็อาจกระตุ้นให้เกิดการอักเสบได้เช่นกัน ผู้ป่วยบางรายจึงได้รับทั้งยาปฏิชีวนะและยาบรรเทาอาการอักเสบพร้อมกัน แต่ไม่ได้หมายความว่ายาสองกลุ่มนี้ใช้แทนกันได้

ยาฆ่าเชื้อคืออะไร?

คำว่า “ยาฆ่าเชื้อ” ที่คนทั่วไปใช้พูดกัน มักหมายถึง ยาปฏิชีวนะ หรือ Antibiotics ซึ่งมีหน้าที่ฆ่าเชื้อแบคทีเรียหรือยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ตัวอย่างยาที่คุ้นชื่อ ได้แก่ อะม็อกซีซิลลิน อะซิโทรมัยซิน ด็อกซีไซคลิน และซิโพรฟลอกซาซิน แต่ยาแต่ละชนิดออกฤทธิ์ต่อเชื้อไม่เหมือนกันและไม่สามารถใช้สลับกันเองได้

ในทางการแพทย์ “ยาต้านจุลชีพ” มีความหมายกว้างกว่ายาปฏิชีวนะ เพราะครอบคลุมทั้งยาต้านแบคทีเรีย ยาต้านไวรัส ยาต้านเชื้อรา และยาต้านปรสิต ขณะที่น้ำยาฆ่าเชื้อสำหรับผิวหนังหรือพื้นผิวก็เป็นผลิตภัณฑ์อีกประเภทหนึ่ง ไม่ควรนำมาใช้รับประทานหรือใช้ภายในร่างกายเด็ดขาด

ยาปฏิชีวนะรักษาไวรัสไม่ได้

ยาปฏิชีวนะออกฤทธิ์ต่อแบคทีเรีย จึงไม่สามารถรักษาโรคที่เกิดจากไวรัส เช่น ไข้หวัดใหญ่ และโรคหวัดส่วนใหญ่ได้ การกินยาปฏิชีวนะในกรณีเหล่านี้ไม่ได้ช่วยให้อาการหายเร็วขึ้น และยังทำให้ผู้ใช้เสี่ยงต่ออาการแพ้ยา ท้องเสีย หรือผลข้างเคียงอื่นโดยไม่จำเป็น

อาการไอ เจ็บคอ มีไข้ หรือน้ำมูก ไม่สามารถใช้ยืนยันด้วยตัวเองได้ว่าเป็นการติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัส เพราะโรคหลายชนิดมีอาการคล้ายกัน แพทย์จะพิจารณาจากอาการ ตรวจร่างกาย ปัจจัยเสี่ยง และอาจตรวจเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจว่าจำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะหรือไม่

ยาแก้อักเสบคืออะไร?

ยาแก้อักเสบหรือยาต้านการอักเสบ มีหน้าที่ลดกระบวนการอักเสบของร่างกาย ไม่ได้มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย กลุ่มที่พบได้บ่อยคือ ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ หรือ NSAIDs เช่น ไอบูโพรเฟน นาพรอกเซน ไดโคลฟีแนค และเซเลค็อกสิบ

ยากลุ่มนี้ช่วยลดอาการปวด บวม และการอักเสบจากภาวะต่างๆ เช่น ข้ออักเสบ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดประจำเดือน หรือการบาดเจ็บ อย่างไรก็ตาม ยาจะช่วยบรรเทาอาการ ไม่ได้แก้สาเหตุทุกชนิด และไม่ควรใช้เพื่อกลบอาการต่อเนื่องโดยไม่ทราบต้นเหตุ

พาราเซตามอลเป็นยาแก้อักเสบหรือไม่?

พาราเซตามอลเป็นยาลดไข้และบรรเทาปวด แต่ไม่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบที่เด่นชัดเหมือนยาในกลุ่ม NSAIDs จึงไม่ควรเหมารวมว่ายาแก้ปวดทุกชนิดเป็นยาแก้อักเสบ

แม้พาราเซตามอลจะมีความเสี่ยงต่อกระเพาะอาหารน้อยกว่ายา NSAIDs แต่การกินเกินขนาดหรือรับประทานซ้ำซ้อนจากยาหลายผลิตภัณฑ์ที่มีพาราเซตามอลผสมอยู่ อาจทำให้ตับได้รับอันตราย จึงต้องอ่านฉลากและใช้ตามขนาดที่กำหนดเสมอ

สเตียรอยด์ก็ลดอักเสบ แต่ห้ามซื้อใช้เอง

ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ เช่น เพรดนิโซโลนและเมทิลเพรดนิโซโลน เป็นยาอีกกลุ่มที่ลดการอักเสบและกดการทำงานของภูมิคุ้มกัน ใช้รักษาโรคบางชนิด เช่น ภูมิแพ้รุนแรง โรคหอบหืด หรือโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง ภายใต้การประเมินของแพทย์

ยากลุ่มนี้ไม่ใช่ยาฆ่าเชื้อ และหากใช้ไม่เหมาะสมอาจบดบังอาการหรือทำให้การติดเชื้อบางประเภทแย่ลง การใช้ต่อเนื่องยังอาจส่งผลต่อระดับน้ำตาล ความดันโลหิต กระดูก และภูมิคุ้มกัน จึงไม่ควรซื้อกินเองหรือหยุดยาทันทีในผู้ที่แพทย์สั่งให้ใช้เป็นเวลานาน

เปรียบเทียบยาปฏิชีวนะกับยาแก้อักเสบ

ประเด็น ยาปฏิชีวนะ ยาแก้อักเสบ
หน้าที่หลัก ฆ่าหรือยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย ลดอาการปวด บวม แดง ร้อน และการอักเสบ
ใช้กับโรคจากไวรัส ไม่ได้ผล อาจช่วยบรรเทาอาการบางอย่าง แต่ไม่ได้กำจัดไวรัส
ใช้แทนกันได้หรือไม่ ไม่ได้ ไม่ได้
ความเสี่ยงสำคัญ แพ้ยา ท้องเสีย และเชื้อดื้อยาเมื่อใช้ไม่เหมาะสม ระคายเคืองหรือเลือดออกในกระเพาะ กระทบไต หัวใจ และหลอดเลือด
หลักการใช้ ใช้เมื่อมีข้อบ่งชี้และรับประทานตามคำสั่งแพทย์หรือเภสัชกร ใช้ขนาดต่ำที่สุดเท่าที่จำเป็นในช่วงเวลาที่เหมาะสม พร้อมประเมินโรคประจำตัว

ความเข้าใจผิดที่ 1 มีอาการอักเสบต้องกินยาฆ่าเชื้อ

อาการบวม แดง ร้อน หรือปวด ไม่ได้แปลว่ามีเชื้อแบคทีเรียเสมอไป เพราะการอักเสบอาจเกิดจากข้อเสื่อม กล้ามเนื้อบาดเจ็บ การแพ้ หรือโรคภูมิคุ้มกัน การกินยาปฏิชีวนะในกรณีเหล่านี้จึงไม่ช่วยรักษาต้นเหตุ

ในทางกลับกัน หากเป็นการติดเชื้อแบคทีเรียจริง การกินเพียงยาแก้อักเสบอาจทำให้ปวดหรือไข้ลดลงชั่วคราว แต่เชื้อยังคงอยู่ อาการที่ดูเหมือนดีขึ้นจึงไม่ได้ยืนยันว่าโรคได้รับการรักษาแล้ว

ความเข้าใจผิดที่ 2 เจ็บคอ มีเสมหะสีเขียว ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ

สีของน้ำมูกหรือเสมหะเพียงอย่างเดียวไม่สามารถใช้ฟันธงว่าเป็นเชื้อแบคทีเรียได้ การเปลี่ยนสีอาจเกิดจากเซลล์ภูมิคุ้มกันและกระบวนการตอบสนองของร่างกายระหว่างการติดเชื้อไวรัสได้เช่นกัน

อาการเจ็บคอส่วนใหญ่มีสาเหตุจากไวรัส แต่บางกรณีอาจเกิดจากแบคทีเรีย เช่น เชื้อสเตรปโตคอคคัส การตัดสินใจใช้ยาจึงควรอาศัยการประเมินของบุคลากรทางการแพทย์ ไม่ใช่อาศัยสีของเสมหะหรือความรุนแรงของอาการเพียงข้อเดียว

ความเข้าใจผิดที่ 3 ยาแรงหรือออกฤทธิ์กว้างยิ่งหายเร็ว

ยาปฏิชีวนะที่ครอบคลุมเชื้อหลายชนิดไม่ได้แปลว่าเหมาะกับผู้ป่วยทุกคน การเลือกยาที่กว้างเกินความจำเป็นอาจทำลายแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ เพิ่มผลข้างเคียง และสร้างแรงกดดันให้เชื้อพัฒนาการดื้อยา

การรักษาที่เหมาะสมคือเลือกยาให้ตรงกับเชื้อ ตำแหน่งการติดเชื้อ อายุ โรคประจำตัว ประวัติแพ้ยา และการทำงานของไตหรือตับ ยาที่เหมาะจึงไม่จำเป็นต้องเป็นยาที่ “แรงที่สุด” แต่เป็นยาที่ตรงโรคและปลอดภัยสำหรับผู้ป่วยคนนั้น

ความเข้าใจผิดที่ 4 อาการดีขึ้นแล้วหยุดยาเองได้

เมื่อได้รับยาปฏิชีวนะ ควรใช้ให้ตรงขนาด เวลา และระยะเวลาตามที่แพทย์หรือเภสัชกรสั่ง ไม่เพิ่มยา ลดขนาด หรือหยุดยาเอง เพราะระยะการรักษาของการติดเชื้อแต่ละชนิดไม่เท่ากัน

หากเกิดอาการไม่พึงประสงค์ ไม่ควรฝืนกินต่อหรือปรับยาเอง แต่ควรติดต่อผู้สั่งยาเพื่อประเมินว่าต้องหยุด เปลี่ยนยา หรือรับการรักษาเพิ่มเติม โดยเฉพาะเมื่อมีผื่นลาม หน้าหรือคอบวม หายใจติดขัด หรือรู้สึกหน้ามืด ซึ่งอาจเป็นสัญญาณแพ้ยารุนแรง

ความเข้าใจผิดที่ 5 เก็บยาที่เหลือไว้กินครั้งหน้า หรือแบ่งให้คนอื่นได้

ยาปฏิชีวนะที่เคยใช้ได้ผลครั้งก่อนอาจไม่เหมาะกับอาการป่วยครั้งใหม่ แม้อาการจะดูคล้ายกัน เพราะอาจเกิดจากเชื้อคนละชนิดหรือไม่ใช่โรคติดเชื้อแบคทีเรียเลย การใช้ยาที่เหลือยังเสี่ยงได้รับยาไม่ครบระยะและทำให้การวินิจฉัยล่าช้า

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ แนะนำว่าไม่ควรเก็บยาปฏิชีวนะไว้ใช้ครั้งต่อไป ไม่แบ่งยาให้ผู้อื่น และไม่กินยาที่สั่งให้บุคคลอื่น เพราะชนิดยา ขนาดยา และข้อห้ามใช้อาจไม่เหมือนกัน

เชื้อดื้อยา ไม่ได้หมายความว่าร่างกายดื้อยา

อีกความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือคิดว่า เมื่อกินยาปฏิชีวนะบ่อย ร่างกายของผู้ป่วยจะเป็นฝ่ายดื้อยา แต่ความจริงคือ เชื้อจุลชีพเป็นฝ่ายเปลี่ยนแปลงจนยาที่เคยใช้ได้ผลไม่สามารถควบคุมเชื้อได้เหมือนเดิม

องค์การอนามัยโลกระบุว่า การดื้อยาต้านจุลชีพทำให้โรคติดเชื้อรักษาได้ยากขึ้น เพิ่มความเสี่ยงต่อการแพร่กระจาย อาการรุนแรง และการเสียชีวิต การใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น ใช้ผิดชนิด หรือใช้ไม่ตรงคำสั่ง ล้วนเร่งให้ปัญหานี้รุนแรงขึ้น

ยาแก้อักเสบกลุ่ม NSAIDs ไม่ใช่ยาที่ทุกคนกินได้

ยา NSAIDs อาจทำให้เกิดอาการระคายเคือง แผล หรือเลือดออกในระบบทางเดินอาหาร รวมถึงกระทบการทำงานของไตและเพิ่มความเสี่ยงด้านหัวใจและหลอดเลือดในผู้ใช้บางราย โดยเฉพาะเมื่อใช้ขนาดสูงหรือต่อเนื่องเป็นเวลานาน

ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ ผู้มีโรคไต โรคตับ โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง แผลในกระเพาะ หอบหืด หรือกำลังใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ นอกจากนี้ ไม่ควรกินยา NSAIDs สองชนิดพร้อมกัน เช่น ไอบูโพรเฟนร่วมกับนาพรอกเซน เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงโดยไม่ได้เพิ่มประสิทธิภาพอย่างเหมาะสม

เมื่อไรควรไปพบแพทย์?

ควรเข้ารับการตรวจหากมีไข้สูงต่อเนื่อง หายใจลำบาก ซึมลง เจ็บหน้าอกรุนแรง กลืนไม่ได้ ขาดน้ำ ปวดบวมแดงลุกลาม มีหนองจำนวนมาก หรืออาการไม่ดีขึ้นตามเวลาที่ควร โดยเฉพาะในเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ

หากใช้ยาแล้วเกิดผื่นขึ้นทั่วตัว ปากหรือตาบวม หน้าบวม หายใจมีเสียงหวีด แน่นหน้าอก อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำ หรือปัสสาวะลดลง ควรหยุดยาและรีบไปโรงพยาบาล เพราะอาจเป็นสัญญาณของอาการแพ้หรือผลข้างเคียงรุนแรง

สรุป ยาฆ่าเชื้อไม่ใช่ยาแก้อักเสบ

จำง่ายๆ ว่า ยาปฏิชีวนะจัดการเชื้อแบคทีเรีย ส่วนยาแก้อักเสบจัดการปฏิกิริยาอักเสบและบรรเทาอาการ ยาทั้งสองกลุ่มอาจถูกใช้ร่วมกันในบางโรค แต่ไม่สามารถใช้แทนกัน และไม่ควรเลือกจากชื่อเรียกที่คุ้นปากเพียงอย่างเดียว

ก่อนรับยา ควรถามให้ชัดว่ายาชื่ออะไร ใช้รักษาอะไร ต้องกินนานเท่าไร และมีข้อควรระวังใดบ้าง การใช้ยาให้ตรงโรคและตรงคำสั่งไม่ได้ช่วยเพียงให้ผู้ป่วยปลอดภัยขึ้น แต่ยังช่วยชะลอปัญหาเชื้อดื้อยาที่กระทบต่อทุกคนในสังคมด้วย

 

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล