ไขข้อสงสัย! ทำไมช่วงมีประจำเดือนถึง "ท้องเสีย" ทั้งที่ไม่ได้กินอะไรผิด

ไขข้อสงสัย! ทำไมช่วงมีประจำเดือนถึง "ท้องเสีย" ทั้งที่ไม่ได้กินอะไรผิด

ไขข้อสงสัย! ทำไมช่วงมีประจำเดือนถึง "ท้องเสีย" ทั้งที่ไม่ได้กินอะไรผิด
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ท้องเสียช่วงมีประจำเดือน เป็นอาการที่พบได้บ่อยในผู้หญิงหลายคน โดยมีสาเหตุหลักจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนและสารที่ร่างกายสร้างขึ้นในช่วงมีประจำเดือน ซึ่งส่งผลให้ลำไส้บีบตัวมากขึ้น จึงทำให้บางคนมีอาการถ่ายเหลว ปวดท้อง หรือถ่ายบ่อยกว่าปกติ โดยไม่ได้หมายความว่าระบบทางเดินอาหารมีความผิดปกติเสมอไป

แม้อาการดังกล่าวมักเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน (PMS) และสามารถหายได้เองเมื่อประจำเดือนหมด แต่หากมีอาการรุนแรงผิดปกติ เป็นต่อเนื่องทุกเดือน หรือมีอารมณ์แปรปรวนจนกระทบการใช้ชีวิต อาจเป็นสัญญาณของภาวะ PMDD ที่ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม

ทำไมมีประจำเดือนแล้วถึงท้องเสีย?

ตัวการสำคัญคือสารที่เรียกว่า โพรสตาแกลนดิน (Prostaglandins) ซึ่งร่างกายสร้างเพิ่มขึ้นในช่วง 1-3 วันแรกของการมีประจำเดือน เพื่อกระตุ้นให้มดลูกบีบตัวและขับเยื่อบุโพรงมดลูกออกมา จึงเป็นสาเหตุของอาการปวดท้องประจำเดือน

แต่โพรสตาแกลนดินไม่ได้ออกฤทธิ์เฉพาะที่มดลูกเท่านั้น เพราะยังไปกระตุ้นกล้ามเนื้อเรียบของลำไส้ให้บีบตัวเร็วและถี่ขึ้น ทำให้อาหารเคลื่อนผ่านลำไส้เร็ว ร่างกายดูดซึมน้ำกลับได้ไม่เต็มที่ จึงเกิดอาการถ่ายเหลวหรือท้องเสียได้

ฮอร์โมนก็มีส่วนทำให้ลำไส้แปรปรวน

ในช่วงก่อนและระหว่างมีประจำเดือน ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจส่งผลต่อการทำงานของระบบทางเดินอาหาร ทำให้บางคนมีอาการท้องอืด คลื่นไส้ ปวดท้อง หรือขับถ่ายบ่อยกว่าปกติร่วมด้วย

อาการเหล่านี้มักเกิดในช่วงต้นของรอบเดือน และจะค่อย ๆ ดีขึ้นเองภายใน 1-3 วัน เมื่อระดับโพรสตาแกลนดินลดลง

ทำไมบางคนเป็นหนักกว่าคนอื่น?

แม้ผู้หญิงหลายคนจะมีอาการถ่ายเหลวช่วงมีประจำเดือน แต่ความรุนแรงแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น

  • ร่างกายสร้างโพรสตาแกลนดินในปริมาณมาก
  • มีอาการปวดประจำเดือนรุนแรง
  • มีภาวะลำไส้แปรปรวน (IBS) อยู่เดิม
  • ความเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือรับประทานอาหารรสจัดในช่วงมีประจำเดือน

อาการแบบไหนถือว่าปกติ?

หากถ่ายเหลววันละไม่กี่ครั้งในช่วง 1-3 วันแรกของการมีประจำเดือน และไม่มีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย โดยทั่วไปถือว่าเป็นปฏิกิริยาตามธรรมชาติของร่างกาย

เมื่อไรควรไปพบแพทย์?

ควรรีบพบแพทย์ หากมีอาการต่อไปนี้ร่วมด้วย

  • ท้องเสียรุนแรงหรือเป็นต่อเนื่องหลายวัน
  • มีเลือดปนในอุจจาระ หรืออุจจาระสีดำผิดปกติ
  • ปวดท้องรุนแรงผิดปกติ
  • มีไข้ อาเจียนมาก หรือมีอาการขาดน้ำ
  • ท้องเสียทุกครั้งจนกระทบการใช้ชีวิตประจำวัน

วิธีบรรเทาอาการท้องเสียช่วงมีประจำเดือน

  1. ดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อทดแทนน้ำที่สูญเสีย
  2. รับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก กล้วย
  3. หลีกเลี่ยงอาหารเผ็ดจัด มันจัด ของทอด และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  4. ลดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน หากกระตุ้นให้ถ่ายบ่อยขึ้น
  5. พักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายเบา ๆ เพื่อช่วยลดอาการปวดประจำเดือน
  6. หากปวดประจำเดือนมาก สามารถใช้ยาแก้อักเสบกลุ่ม NSAIDs ตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร ซึ่งช่วยลดการสร้างโพรสตาแกลนดินได้

อาการท้องเสียช่วงมีประจำเดือน เกิดจากระดับโพรสตาแกลนดินที่เพิ่มขึ้น ทำให้ทั้งมดลูกและลำไส้บีบตัวมากกว่าปกติ จึงเกิดอาการปวดท้องและถ่ายเหลวได้ในเวลาเดียวกัน โดยส่วนใหญ่เป็นอาการชั่วคราวและจะหายเองภายในไม่กี่วัน แต่หากมีอาการรุนแรง ถ่ายเป็นเลือด หรือมีไข้ร่วมด้วย ควรรีบพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง

อ่านเพิ่มเติม

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล