ไขข้อสงสัย! ทำไมช่วงมีประจำเดือนถึง "ท้องเสีย" ทั้งที่ไม่ได้กินอะไรผิด

ท้องเสียช่วงมีประจำเดือน เป็นอาการที่พบได้บ่อยในผู้หญิงหลายคน โดยมีสาเหตุหลักจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนและสารที่ร่างกายสร้างขึ้นในช่วงมีประจำเดือน ซึ่งส่งผลให้ลำไส้บีบตัวมากขึ้น จึงทำให้บางคนมีอาการถ่ายเหลว ปวดท้อง หรือถ่ายบ่อยกว่าปกติ โดยไม่ได้หมายความว่าระบบทางเดินอาหารมีความผิดปกติเสมอไป
แม้อาการดังกล่าวมักเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน (PMS) และสามารถหายได้เองเมื่อประจำเดือนหมด แต่หากมีอาการรุนแรงผิดปกติ เป็นต่อเนื่องทุกเดือน หรือมีอารมณ์แปรปรวนจนกระทบการใช้ชีวิต อาจเป็นสัญญาณของภาวะ PMDD ที่ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม
ทำไมมีประจำเดือนแล้วถึงท้องเสีย?
ตัวการสำคัญคือสารที่เรียกว่า โพรสตาแกลนดิน (Prostaglandins) ซึ่งร่างกายสร้างเพิ่มขึ้นในช่วง 1-3 วันแรกของการมีประจำเดือน เพื่อกระตุ้นให้มดลูกบีบตัวและขับเยื่อบุโพรงมดลูกออกมา จึงเป็นสาเหตุของอาการปวดท้องประจำเดือน
แต่โพรสตาแกลนดินไม่ได้ออกฤทธิ์เฉพาะที่มดลูกเท่านั้น เพราะยังไปกระตุ้นกล้ามเนื้อเรียบของลำไส้ให้บีบตัวเร็วและถี่ขึ้น ทำให้อาหารเคลื่อนผ่านลำไส้เร็ว ร่างกายดูดซึมน้ำกลับได้ไม่เต็มที่ จึงเกิดอาการถ่ายเหลวหรือท้องเสียได้
ฮอร์โมนก็มีส่วนทำให้ลำไส้แปรปรวน
ในช่วงก่อนและระหว่างมีประจำเดือน ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจส่งผลต่อการทำงานของระบบทางเดินอาหาร ทำให้บางคนมีอาการท้องอืด คลื่นไส้ ปวดท้อง หรือขับถ่ายบ่อยกว่าปกติร่วมด้วย
อาการเหล่านี้มักเกิดในช่วงต้นของรอบเดือน และจะค่อย ๆ ดีขึ้นเองภายใน 1-3 วัน เมื่อระดับโพรสตาแกลนดินลดลง
ทำไมบางคนเป็นหนักกว่าคนอื่น?
แม้ผู้หญิงหลายคนจะมีอาการถ่ายเหลวช่วงมีประจำเดือน แต่ความรุนแรงแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น
- ร่างกายสร้างโพรสตาแกลนดินในปริมาณมาก
- มีอาการปวดประจำเดือนรุนแรง
- มีภาวะลำไส้แปรปรวน (IBS) อยู่เดิม
- ความเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือรับประทานอาหารรสจัดในช่วงมีประจำเดือน
อาการแบบไหนถือว่าปกติ?
หากถ่ายเหลววันละไม่กี่ครั้งในช่วง 1-3 วันแรกของการมีประจำเดือน และไม่มีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย โดยทั่วไปถือว่าเป็นปฏิกิริยาตามธรรมชาติของร่างกาย
เมื่อไรควรไปพบแพทย์?
ควรรีบพบแพทย์ หากมีอาการต่อไปนี้ร่วมด้วย
- ท้องเสียรุนแรงหรือเป็นต่อเนื่องหลายวัน
- มีเลือดปนในอุจจาระ หรืออุจจาระสีดำผิดปกติ
- ปวดท้องรุนแรงผิดปกติ
- มีไข้ อาเจียนมาก หรือมีอาการขาดน้ำ
- ท้องเสียทุกครั้งจนกระทบการใช้ชีวิตประจำวัน
วิธีบรรเทาอาการท้องเสียช่วงมีประจำเดือน
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อทดแทนน้ำที่สูญเสีย
- รับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก กล้วย
- หลีกเลี่ยงอาหารเผ็ดจัด มันจัด ของทอด และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
- ลดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน หากกระตุ้นให้ถ่ายบ่อยขึ้น
- พักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายเบา ๆ เพื่อช่วยลดอาการปวดประจำเดือน
- หากปวดประจำเดือนมาก สามารถใช้ยาแก้อักเสบกลุ่ม NSAIDs ตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร ซึ่งช่วยลดการสร้างโพรสตาแกลนดินได้
อาการท้องเสียช่วงมีประจำเดือน เกิดจากระดับโพรสตาแกลนดินที่เพิ่มขึ้น ทำให้ทั้งมดลูกและลำไส้บีบตัวมากกว่าปกติ จึงเกิดอาการปวดท้องและถ่ายเหลวได้ในเวลาเดียวกัน โดยส่วนใหญ่เป็นอาการชั่วคราวและจะหายเองภายในไม่กี่วัน แต่หากมีอาการรุนแรง ถ่ายเป็นเลือด หรือมีไข้ร่วมด้วย ควรรีบพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง
อ่านเพิ่มเติม
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี