“ราคา” ที่ต้องจ่ายและการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายที่ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าต้องการ

“ราคา” ที่ต้องจ่ายและการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายที่ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าต้องการ

“ราคา” ที่ต้องจ่ายและการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายที่ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าต้องการ
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

Highlight

  • การสำรวจขององค์การอนามัยโลก เมื่อปี 2562 พบว่า ในกลุ่มคนอายุระหว่าง 15 - 29 ปี โรคซึมเศร้าและโรควิตกกังวลเป็นโรคอันดับ 1 และ 2 ของภาระโรค
  • ในปีแรกของการระบาดของโรคโควิด-19 ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าและวิตกกังวลเพิ่มขึ้นร้อยละ 25
  • สำหรับในประเทศไทย 1 ใน 3 ของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า เสียเงินค่ารักษาคิดเป็น 21% ของรายได้ขึ้นไป
  • การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายที่ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าต้องการ ได้แก่ ราคายาที่ถูกลง ลักษณะการทำงานที่ยืดหยุ่นกับผู้ป่วยโรคซึมเศร้า และการทำประกันสุขภาพส่วนบุคคลได้

ปัจจุบันนี้ เป็นที่ทราบกันดีว่า ปัญหาสุขภาพจิตไม่ใช่แค่ความทุกข์ในระดับบุคคลเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และระบบสาธารณสุขด้วย จากการสำรวจภาระโรค การบาดเจ็บ และปัจจัยเสี่ยง (Global Burden of Diseases, Injuries, and Risk Factors Study) ขององค์การอนามัยโลก เมื่อปี 2562 พบว่า ในกลุ่มคนอายุระหว่าง 15 - 29 ปี โรคซึมเศร้าและโรควิตกกังวลเป็นโรคอันดับ 1 และ 2 ของภาระโรค ส่วนการฆ่าตัวตายเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตมากที่สุดเป็นอันดับที่ 4

นอกจากนี้ โรคโควิด-19 ที่ระบาดทั่วโลกในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้สถานการณ์ปัญหาสุขภาพจิตทั่วโลกแย่ลง โดยในปีแรกของการระบาด ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าและวิตกกังวลเพิ่มขึ้นร้อยละ 25 ขณะที่สัดส่วนงบประมาณด้านสุขภาพจิตของประเทศต่างๆ มีเพียงร้อยละ 2 ของงบประมาณสาธารณสุข จนกระทั่งในเดือนมิถุนายน 2565 รายงานขององค์การอนามัยโลกเรียกร้องให้ชาติต่างๆ ลงทุนกับสุขภาพจิตให้มากขึ้น

สำหรับประเทศไทย ตัวเลขประมาณการจากฐานข้อมูลของกรมสุขภาพจิต เมื่อเดือนมิถุนายน 2565 พบว่า มีผู้ป่วยโรคซึมเศร้าในประเทศไทยราว 1.35 ล้านคน อัตราการเข้าถึงบริการของผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาอยู่ที่ 88.33% ทว่าในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา จำนวนผู้ป่วยจิตเวชมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากผลกระทบจากโรคระบาด เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก

Rocket Media Lab จัดทำการสำรวจออนไลน์ระหว่างวันที่ 11 กรกฎาคม ถึง 30 กันยายน 2565 โดยเก็บข้อมูลผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยจากจิตแพทย์ว่าป่วยด้วยโรคซึมเศร้าและเข้ารับบริการในสถานพยาบาล เพื่อทำความเข้าใจภาระค่าใช้จ่ายที่ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าต้องเผชิญ ตลอดจนสะท้อนความต้องการของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าว่าอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง

รู้จัก (ส่วนหนึ่งของ) ผู้ป่วยโรคซึมเศร้า

จากการสำรวจออนไลน์ของ Rocket Media Lab มีผู้ตอบแบบสอบถามออนไลน์ทั้งหมด 506 คน ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 65.2 เพศชายร้อยละ 19.4 และ LGBTQ+ ร้อยละ 15 อื่นๆ ร้อยละ 0.4 และส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 21-30 ปี ร้อยละ 46.2 อันดับที่ 2 คือช่วงอายุ 31-40 ปี ร้อยละ 33.2 อันดับ 3 คือ 41-50 ปี ร้อยละ 11.1

ผู้ตอบแบบสอบถามมาจาก 50 จังหวัด ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ คิดเป็นร้อยละ 57.7 อันดับที่ 2 นนทบุรี ร้อยละ 7.1 อันดับที่ 3 เชียงใหม่ ร้อยละ 5.1 และมีผู้จบการศึกษาระดับปริญญาตรีมากที่สุด ร้อยละ 62.6 ส่วนใหญ่เป็นพนักงานบริษัทเอกชน คิดเป็นร้อยละ 37.2 อันดับที่ 2 นักเรียนหรือนักศึกษา ร้อยละ 15 อันดับที่ 3 รับจ้างอิสระ ร้อยละ 12.8

สำหรับรายได้ต่อเดือนส่วนใหญ่อยู่ที่ 15,001-30,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 32.8 อันดับที่ 2 คือผู้ที่มีรายได้ระหว่าง 30,001-45,000 บาท ร้อยละ 16.8 อันดับที่ 3 ผู้ที่มีรายได้ แต่ไม่ถึง 15,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 16

ร้อยละ 43.9 ของผู้ตอบแบบสอบถาม มีการพบแพทย์ทุก 1 เดือน รองลงมา พบแพทย์ทุก 2 เดือน ร้อยละ 20.2 อันดับ 3 พบแพทย์ทุก 3 เดือน ร้อยละ 18 อันดับ 4 พบแพทย์มากกว่า 1 ครั้งต่อเดือน ร้อยละ 8.1 และเกือบ 3 ใน 4 ของผู้ตอบแบบสอบถามใช้เวลาในการพบแพทย์ต่อครั้งไม่เกิน 1 ชั่วโมง คิดเป็นร้อยละ 72.3

นานเท่าใด กว่าจะเจอหมอที่ (คิดว่า) ใช่

จากรายงานของ Rocket Media Lab ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าหลายคนใช้เวลานานหลายปีกว่าจะรู้ว่าตนเองเป็นโรคซึมเศร้า 1 ใน 3 ของผู้ตอบแบบสอบถามหรือ ร้อยละ 33.6 ระบุว่า มีอาการมาแล้วนานกว่า 2 ปี จึงจะเริ่มรักษา

หลายคนใช้เวลานานกว่าจะเจอกับจิตแพทย์ที่เหมาะกับตนเอง ซึ่งไม่เพียงเสียเวลาและค่าใช้จ่ายมากมายจึงจะเชื่อมั่นในหมอที่รักษา แต่ยังทำให้อาการแย่ลงกว่าเดิมร่วมด้วย โดยร้อยละ 56.9 เปลี่ยนจิตแพทย์มาแล้วอย่างน้อย 1 ครั้ง ก่อนจะเข้ารับการรักษากับจิตแพทย์คนปัจจุบัน นอกจากนี้ ครึ่งหนึ่งของผู้ที่เคยเข้ารับการรักษากับจิตแพทย์มากกว่า 1 คน ใช้เวลารักษากับจิตแพทย์คนก่อนหน้ามากกว่า 1 ปี คิดเป็นร้อยละ 51.5

เมื่อพิจารณาเฉพาะผู้ที่ไม่พอใจแพทย์ที่ตนเองกำลังเข้ารับการรักษาพบว่า ให้เหตุผลว่าเป็นการรักษาตามสิทธิมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 24.4 และร้อยละ 17.7 ระบุว่าต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย ขณะที่ผู้ที่พอใจกับแพทย์ปัจจุบัน มีผู้ให้เหตุผลว่า เชื่อมั่นในประสิทธิภาพการรักษามากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 27.8

สำหรับเหตุผลตัดสินใจเลือกรักษาที่สถานพยาบาลปัจจุบันว่า มีผู้ตอบว่า เชื่อมั่นในประสิทธิภาพการรักษามากที่สุด ร้อยละ 25.9 อันดับที่ 2 ได้รับคำแนะนำจากบุคคลอื่น ร้อยละ 19.8 อันดับที่ 3 ตามสิทธิรักษาพยาบาล ร้อยละ 17.6 ซึ่งอาจสะท้อนว่าผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพในการรักษาเป็นลำดับต้นๆ

นอกจากนี้ สัดส่วนระหว่างผู้ที่เคยกับผู้ที่ไม่เคยหยุดรักษากลางคันใกล้เคียงกันมาก ร้อยละ 46.2 เคยหยุดรักษากลางคัน ขณะที่ร้อยละ 53.8 ไม่เคย สำหรับผู้ที่เคยหยุดรักษากลางคัน ให้เหตุผลว่า คิดว่าตนเองดีขึ้นแล้วมากที่สุดร้อยละ 20.9 รองลงมาเป็นเหตุผลด้านค่าใช้จ่าย ร้อยละ 19.2 ตามด้วยไม่สะดวกในการเดินทางมีร้อยละ 10.6 และผลข้างเคียงจากยา ร้อยละ 6.3

1 ใน 3 เสียเงินค่ารักษาคิดเป็น 21% ของรายได้ขึ้นไป

แม้ว่าค่าใช้จ่ายในการรักษาของผู้ป่วยด้วยโรคทางจิตเวชจะได้รับความคุ้มครองตามสิทธิการรักษาพยาบาลทั้งบัตรทอง บัตรประกันสังคม และบัตรข้าราชการ แต่ผู้ตอบแบบสอบถามจำนวนหนึ่งก็เลือกที่จะจ่ายค่ารักษาพยาบาลเอง เนื่องจากความไม่สะดวกจากการขอใบส่งตัวจากคลินิกต้นสังกัดเพื่อรักษาในโรงพยาบาลที่สะดวก โดยอธิบายว่า เลือกจ่ายเองเพราะเดินทางจุดเดียว วันเดียวจบ ลดความวุ่นวาย แทนที่จะใช้สิทธิรักษาฟรี

สถานพยาบาลที่ผู้ตอบแบบสอบถามเข้ารับการรักษาครั้งล่าสุด มีสัดส่วนใกล้เคียงกันระหว่างรัฐและเอกชน โดยมีผู้เข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลสังกัดรัฐ ร้อยละ 50.69 สังกัดเอกชนร้อยละ 48.51 อื่นๆ เช่น แอปพลิเคชั่น

ผู้ตอบแบบสอบถามซึ่งส่วนใหญ่มีรายได้มากกว่า 15,000 บาท จำนวนมากกว่า 2 ใน 3 เลือกชำระค่ารักษาเองทั้งหมด คิดเป็นร้อยละ 68.2 รองลงมาใช้สิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) ร้อยละ 11.9 อันดับที่ 3 สิทธิประกันสังคม ร้อยละ 8.7

สำหรับผู้ที่ใช้สิทธิเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล เกินครึ่งตอบว่า ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมด ร้อยละ 51.6 ครอบคลุมบางส่วน ร้อยละ 48.4 โดยเมื่อพิจารณาเหตุผลที่เข้ารับบริการของผู้ใช้สิทธิเบิกจ่ายพบว่า เลือกเพราะตามสิทธิเบิกจ่ายมากที่สุด ร้อยละ 67.3

ผู้ตอบแบบสอบถามเกือบ 1 ใน 3 หรือร้อยละ 29.6 ตอบว่า ค่ารักษาคิดเป็นร้อยละ 21 ของรายได้ขึ้นไป

ค่ารักษาพยาบาลก่อนใช้สิทธิเบิกจ่ายต่อครั้ง มีความหลากหลาย ตั้งแต่ไม่เสียเลยไปจนถึงมากสุดที่ 35,000 บาท โดยค่ามัธยฐานอยู่ที่ 1,800 บาท ทั้งนี้ มากกว่าครึ่งของผู้ตอบแบบสอบถาม (ร้อยละ 52) เป็นผู้ที่เสียค่ารักษาพยาบาล มากกว่า 1,501 บาทขึ้นไป กลุ่มที่มีจำนวนมากที่สุดคือ กลุ่มที่เสียค่าใช้จ่าย ตั้งแต่ 200 บาทต่อครั้ง อยู่ที่ร้อยละ 16.8%

สำหรับค่ายาก็มีความหลากหลาย ตั้งแต่ไม่เสียค่ายาเลยไปจนถึงมากสุดที่ 32,000 บาทต่อครั้ง โดยค่ามัธยฐานอยู่ที่ 2,075 บาท ทั้งนี้ เกือบครึ่งของผู้ตอบแบบสอบถาม (ร้อยละ 47.8) เป็นผู้ที่เสียค่ายามากกว่า 1,501 บาทขึ้นไป

1 ใน 3 ของผู้ตอบแบบสอบถามบำบัดซึมเศร้าเพิ่มเติมหลากหลายวิธี

นอกจากจิตแพทย์แล้ว ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งยังใช้วิธีการบำบัดอื่นร่วมด้วย เพื่อรักษาโรคซึมเศร้าให้หายไวขึ้น คิดเป็นร้อยละ 36.2 โดยให้เหตุผลหลากหลาย เช่น โรงพยาบาลที่เข้ารับการรักษาตามสิทธิบัตรทองในต่างจังหวัด มีจิตแพทย์แค่ 1 คนเท่านั้น จึงหาทางเลือกอื่นด้วยการพบนักจิตบำบัดที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเองร่วมด้วย อาการจึงดีขึ้น หรือมีกรณีที่อยู่ระหว่างนัดพบจิตแพทย์ แล้วหากเกิดความกังวลหรือจัดการตัวเองไม่ได้ ก็จะใช้บริการนักบำบัดที่ติดต่อได้ทันที

สำหรับผู้ที่ใช้การบำบัดอื่น แบ่งเป็น การบำบัดกับนักจิตวิทยามากที่สุด ร้อยละ 65.8 อันดับที่ 2 กิจกรรมบำบัดและศิลปะบำบัด เท่ากันที่ ร้อยละ 22.3 อันดับที่ 4 ดนตรีบำบัด ร้อยละ 10.9 อันดับที่ 5 ละครบำบัดร้อยละ 2.1 โดยค่ามัธยฐานของค่าใช้จ่ายต่อครั้งอยู่ที่ 500 บาท

ยาราคาถูก-ระบบการทำงานยืดหยุ่น ความหวังของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า

สำหรับการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายที่ผู้ตอบแบบสอบถาม ซึ่งส่วนใหญ่ชำระค่ารักษาเองทั้งหมด ต้องการให้เกิดขึ้น ได้แก่ ราคายาที่ถูกลง คิดเป็นร้อยละ 41.1 รองลงมาคือ ลักษณะการทำงานที่ยืดหยุ่นกับผู้ป่วยโรคซึมเศร้า ร้อยละ 27.3 อันดับที่ 3 คือ สามารถทำประกันสุขภาพส่วนบุคคลได้ ร้อยละ 27.1

ส่วนข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ ผู้ตอบแบบสอบถามเห็นว่า ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับปัญหาสุขภาพจิต ด้วยการสนับสนุนและผลิตบุคลากรทางด้านจิตให้มากขึ้น รวมทั้งมีการเชื่อมต่อการรักษาระหว่างจิตแพทย์และนักจิตบำบัดด้านอื่นตามความเหมาะสมของคนไข้ เนื่องจากที่ผ่านมาต้องรอแพทย์ตรวจนาน ขณะที่มีเวลาพบแพทย์สั้นๆ นอกจากนี้ในหลายจังหวัด มีตัวเลือกสถานให้พยาบาลหรือแพทย์ค่อนข้างน้อย ทำให้ต้องเดินทางไปรักษาไกล

นอกจากนี้ ผู้ตอบแบบสอบถามสะท้อนประสบการณ์การรักษาด้วยสิทธิการรักษาพยาบาลว่า ควรให้สิทธิรักษากับโรงพยาบาลโดยตรง โดยไม่ต้องไปขอใบส่งตัวจากคลินิกมิตรไมตรีที่เป็นต้นสังกัด เพราะต้องเดินทางเพิ่มหลายจุด วุ่นวาย เสียเวลา และเสียค่าเดินทาง

ขณะเดียวกันผู้ตอบแบบสอบถามก็ต้องการให้ยาจิตเวชที่มีคุณภาพอยู่ในหลักบัญชีแห่งชาติมากกว่านี้ เนื่องจากการใช้ยานอกบัญชีเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายมาก ผู้ตอบแบบสอบถามคนหนึ่งระบุว่า “อยากให้เบิกได้ โดยไม่จำกัดตัวยา เนื่องจากแพ้ยาในระบบที่ราคาถูก ทำให้ต้องจ่ายค่ายานอกระบบตัวที่ราคาแพงกว่าเองทั้งหมด เพิ่มปริมาณแพทย์โรงพยาบาลรัฐ สาเหตุที่ยอมไปเอกชนที่ราคาแพงกว่ามากๆ เพราะมีช่วงที่อาการแย่มากๆ ไม่สามารถทนรอเวลานัดของรพ.รัฐที่ต้องรอนานหลายเดือนได้”

นอกจากนี้ ผู้ตอบแบบสอบถามยังกังวลในประเด็นการทำประกันสุขภาพส่วนบุคคลกับบริษัทเอกชน เนื่องจากบริษัทปฏิเสธผู้ป่วยที่เป็นโรคซึมเศร้า อีกทั้งยังไม่ยอมให้ผู้ที่เคยเป็นโรคซึมเศร้าทำประกันสุขภาพด้วย ทั้งที่หายจากโรคมาแล้วหลายปี ผู้ตอบแบบสอบถามจึงต้องการให้มีการกำกับดูแลการทำประกันสุขภาพด้วย

ขณะเดียวกันก็ต้องการให้ภาครัฐสร้างความเข้าใจ เพื่อลดอคติต่อผู้ป่วยจิตเวชให้เห็นภาพด้านดีของผู้ป่วยมากขึ้น มากกว่าภาพที่น่ากลัว และอยากให้รัฐทำระบบการส่งต่อผู้ป่วยในการบำบัดรักษา เพื่อให้ผู้ป่วยอาการดีขึ้น สามารถกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างปกติ และมีงานทำ พร้อมมีสิทธิค่ารักษาครอบคลุมค่าใช้จ่ายในกระบวนการบำบัดฟื้นฟูและรักษา

เนื่องจากผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นวัยทำงาน จึงมีความเห็นว่า บริษัท นายจ้าง หรือฝ่ายทรัพยากรบุคคล ควรให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตของพนักงาน นอกจากสร้างความเข้าใจเพื่อลดการตีตราต่อผู้ป่วย เช่น การอบรมพนักงานแล้ว ควรมีนักจิตวิทยาประจำองค์กร เพื่อให้พนักงานเข้ารับการปรึกษาได้สะดวกขึ้น ผู้ตอบแบบสอบถามบางคนมองว่า ควรออกกฎหมายให้มีนักจิตวิทยาหรือเจ้าหน้าที่ที่เชี่ยวชาญประจำทุกสถานที่ทำงาน สถานศึกษา และชุมชน และจัดเวลาให้ทุกคนได้รับคำปรึกษาโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เป็นประจำ และเท่าเทียม ไม่ใช่เฉพาะผู้ป่วยเท่านั้น รวมทั้งมีระบบทำงานที่ยืดหยุ่นแก่ผู้ที่มีอาการจิตเวช รวมถึงมีระบบลาป่วยที่คำนึงถึงปัจจัยการพบจิตแพทย์ โดยขอให้การจ้างออกคือทางเลือกสุดท้าย

Gettyimages

ภาระค่าใช้จ่ายจากยาใน-นอกบัญชียาหลักแห่งชาติ

นพ.ปิยะวัฒน์ เด่นดำรงกุล คณะกรรมการสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทยเคยให้ความเห็นว่า การรักษาผู้ป่วยซึมเศร้าต้องใช้เวลานานในการตรวจ ขณะที่มีคนไข้มารับการรักษาจำนวนมาก แต่จำนวนแพทย์มีจำกัดทำให้แพทย์ต้องบริหารเวลา ด้วยสภาวะที่มีผู้ป่วยแออัด คนไข้หลายคนจึงเลือกรักษากับโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งมีค่าใช้จ่ายแตกต่างจากโรงพยาบาลรัฐมาก นพ.ปิยะวัฒน์ จึงเสนอว่า กระทรวงสาธารณสุขควรเพิ่มบุคลากรเพื่อรองรับกับปริมาณผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่มากขึ้น และเพิ่มงบประมาณสายด่วนสุขภาพจิตเพื่อให้ผู้มีภาวะซึมเศร้าได้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญได้สะดวกมากยิ่งขึ้น

ขณะเดียวกันผู้ป่วยส่วนหนึ่งไม่ตอบสนองต่อยาในบัญชียาหลักแห่งชาติ ทำให้ต้องใช้ยาที่อยู่นอกบัญชีที่มีราคาสูง นพ.พนม เกตุมาน ที่ปรึกษาภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ให้สัมภาษณ์ในประเด็นนี้ว่า การจ่ายยาของแพทย์ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย แพทย์บางคนใช้ยาในบัญชียาหลัก ซึ่งปัจจุบันมี 8 รายการ บางคนก็ชอบใช้ยานอกบัญชี แต่ก็เห็นว่า ควรเพิ่มยาในบัญชีหลักให้มากขึ้น เพื่อรองรับผู้ป่วยกลุ่มที่ไม่สามารถใช้ยาในบัญชียาหลักได้ เนื่องจากค่าใช้จ่ายระหว่างยาในบัญชีกับนอกบัญชีต่างกันมากหลายเท่าตัว

ด้านนิมิตร์ เทียนอุดม กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ย้ำหลักการว่า โรคซึมเศร้าเป็นสิทธิประโยชน์ในทุกระบบ ไม่ว่าประกันสังคม บัตรทอง ข้าราชการ หมายความว่าถ้าเราป่วย สิทธิประโยชน์คือไม่จำเป็นต้องจ่ายค่ารักษา

ส่วนกรณีที่ต้องใช้ยา หลักการคือ ยาที่ระบบจะจ่ายต้องเป็นยาที่อยู่ในบัญชียาหลัก ซึ่งกลไกและกระบวนการพิจารณายาของบัญชียาหลักคือ หมอ กระทรวง กอง ที่ดูแลเรื่องนี้อยู่รวมถึงภาคประชาชน จะเสนอให้อนุกรรมการบัญชียาหลักแห่งชาติพิจารณาว่า ยาตัวไหนที่ควรเข้ามาอยู่ในบัญชี โดยมีงานวิชาการเข้ามาสนับสนุน ถ้ายาตัวไหนผ่านเข้าไป ก็จะอยู่ในสิทธิประโยชน์ ผู้ป่วยก็ไม่ต้องจ่ายเงินส่วนต่างค่ายา

iStockphoto

นิมิตร์ อธิบายต่อว่า กรณีที่เรามักได้ยินว่าคนที่เป็นโรคซึมเศร้าบอกว่าค่ายาแพงมาก หมายความว่าน่าจะเป็นยานอกบัญชี พอเป็นยานอกบัญชี โรงพยาบาลก็จะเรียกเก็บเงิน ซึ่งมีทางเลือกสองทาง ทางที่หนึ่งคือ เราเจรจากับหมอให้เปลี่ยนยาให้ โดยเลือกยาที่อยู่ในบัญชียาหลัก และอีกทางเลือก สำหรับผู้ป่วยในระบบบัตรทองและประกันสังคม คือผู้ป่วยต้องยืนยันสิทธิว่า ถ้าหมอผู้รักษา เป็นคนตัดสินใจใช้ยาตัวที่อยู่นอกบัญชียาหลักให้เรา โดยที่เราไม่ได้เป็นคนร้องขอ หลักการคือเราไม่ต้องจ่ายเงิน

"หมอก็มีหน้าที่จ่ายยาแล้วไปอุทธรณ์กับระบบว่ายาตัวนี้มันสำคัญ จำเป็นต้องใช้ ไม่มีตัวเลือกอื่น แต่ราคาอาจจะแพงกว่า เพราะฉะนั้นก็ไปเคลมเงินเพิ่มกับระบบ ทีนี้ถ้าระบบถูกเคลมเงินเพิ่มจากยาตัวนี้มากขึ้นๆ เรื่อยๆ คนจ่ายเงินคือ สปสช. หรือประกันสังคม ต้องเป็นคนเสนอยาตัวนี้เข้ามาให้กรรมการบัญชียาหลักพิจารณา เพื่อให้อยู่ในบัญชีเสีย เพราะถ้าใช้บ่อย เท่ากับว่ามีความสำคัญ จำเป็น"

นิมิตร์ เล่าว่า ที่ผ่านมา ผู้ป่วยโรคอื่นๆ เช่น เบาหวาน ไต ผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ซึ่งมีความเรื้อรังของโรค ต้องจ่ายค่ายาอยู่เรื่อยๆ พอได้รู้ข้อเท็จจริงนี้ก็พยายามยืนยันสิทธิและได้ผลพอสมควร แต่ยังไม่มากพอ เพราะบางคนก็กลัวว่าร้องเรียนไปจะถูกกลั่นแกล้ง ไม่รักษา

"นี่คือสารหลักที่เราส่งเสียงบอกกับผู้คนว่าเรามีสิทธิอย่างนี้นะ เพียงแต่ในทางปฏิบัติจริง ต้องแข็งแรงพอ เพราะมันต้องไปเผชิญหน้ากับห้องยา ห้องเก็บเงิน สมมติเราไปถูกเรียกเก็บเงินตรงห้องแล้วเราบอกไม่จ่าย แล้วขอให้เปลี่ยนเป็นบัญชียาหลัก ห้องเก็บเงินจะบอกว่าคุณต้องไปบอกกับหมอ พอจะกลับไปหาหมอ หมอที่ตรวจเราอาจจะออกเวรไปแล้ว เพราะฉะนั้น ถ้าหมอตรวจเสร็จแล้วบอกว่าเดี๋ยวจ่ายยาให้ ต้องต่อรองตรงนั้นเลยว่าเป็นยาอะไร ยาอยู่นอกบัญชีไหม มีตัวอื่นไหม ถ้ามีตัวในบัญชีหมอต้องเปลี่ยนเป็นตัวในบัญชีให้ เราไม่พร้อมจ่ายเงิน แล้วถ้าไม่มี หมอต้องเขียนไปว่าไม่มียาตัวอื่นให้เลือก เพราะฉะนั้น คุณเก็บเงินเราไม่ได้ ต้องต่อรองตั้งแต่ตอนอยู่กับหมอ พอเราแข็งขัน ยืนยันแบบนี้เขาก็ต้องยอม"

“ย้ำว่า ต้องไม่มีส่วนต่าง กรณีถือบัตรทอง เราจ่ายได้เต็มที่ 30 บาท ถ้าประกันสังคม ต้องไม่จ่ายเลย ถ้าถูกเก็บส่วนต่าง ต้องร้องเรียนและเอาเงินคืน แต่เบื้องต้นคือต้องไม่จ่าย”

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล