จริงหรือไม่? "น้ำผึ้ง" ใช้รักษาแผลได้

จริงหรือไม่? "น้ำผึ้ง" ใช้รักษาแผลได้

น้ำผึ้ง สามารถนำมาใช้เป็นยาทารักษาแผลได้ แต่ต้องเป็นน้ำผึ้งที่ผ่านมาตรฐานการผลิต ผ่านการจัดการกับสปอร์ของเชื้อบางชนิดเรียบร้อยแล้ว และมีความเข้มข้นที่มากพอที่จะยับยั้งการเติบโตของเชื้อได้ ดังนั้นควรปรึกษาหรืออยู่ในคำแนะนำจากแพทย์ก่อนใช้น้ำผึ้งรักษาแผลทุกครั้ง และหากไม่แน่ใจในคุณภาพของน้ำผึ้งจริงๆ แนะนำให้รักษาแผลด้วยวิธีปกติด้วยยาแผนปัจจุบันจะดีที่สุด

โลกออนไลน์มีการพูดถึงการทำแผลโดยใช้น้ำตาลในน้ำผึ้งเป็นตัวฆ่าเชื้อโรค จริงๆ แล้วน้ำผึ้งช่วยฆ่าเชื้อโรคในแผลได้หรือไม่

จริงหรือไม่? "น้ำผึ้ง" ใช้รักษาแผลได้

ข้อมูลจากมูลนิธิหมอชาวบ้าน ระบุว่า น้ำผึ้ง สามารถนำมาใช้รักษาแผลได้ ทั้งแผลสดและแผลเปื่อย (เรื้อรัง) เพราะความเข้มข้นของน้ำผึ้งจะทำให้เชื้อโรคฝ่อตาย ตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่ว่า สิ่งที่มีความเข้มข้นกว่า (เช่น น้ำผึ้ง) จะดูดสารน้ำจากสิ่งที่เข้มข้นน้อยกว่า (เช่น เชื้อโรค)

วิธีใช้น้ำผึ้งในการรักษาแผล 

  1. ถ้าเป็นแผลสด หากมีดินทรายเปรอะเปื้อน แรกสุดให้ฟอกล้างด้วยน้ำกับสบู่ให้เศษดินทรายออกเสียก่อน 
  2. ใช้สำลีหรือผ้ากอซ เช็ดแผลให้แห้ง 
  3. ใช้น้ำผึ้งทาลงบนเนื้อแผล ปิดด้วยผ้ากอซ 
  4. วันต่อไปเปิดทำแผลรอบใหม่ ให้ใช้น้ำเกลือหรือน้ำสุกชะเนื้อแผล (ไม่ควรใช้น้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น แอลกอฮอล์ โพวิโดนไอโอดีน ชะถูกเนื้อแผล แต่อนุโลมให้ชะบนผิวหนังรอบๆ แผลได้ ทั้งนี้ เพราะน้ำยาเหล่านี้จะทำลายเซลล์หรือเนื้อเยื่อในแผล อาจทำให้แผลหายช้าได้) 
  5. ใช้น้ำผึ้งทาบนเนื้อแผลแล้วปิดด้วยผ้ากอซอีกครั้ง 
  6. ทำแผลวันละ 1-2 ครั้ง 

การทำแผลด้วยน้ำผึ้ง จะสังเกตได้ว่าเนื้อแผลจะแดง ไม่มีหนองหรือการติดเชื้อ และเซลล์ผิวหนังจะงอกจากขอบแผลเข้า มาปกคลุมเนื้อแผลในเวลาไม่กี่วัน

ในกรณีที่เป็นแผลเปื่อย หรือมีคราบหนอง (เช่น แผลเบาหวาน แผลจากแรงกดทับ แผลเรื้อรังอื่นๆ)

  1. การทำแผลควรหาทางเอาคราบหนองออกเสียก่อน (เช่น ใช้ไม้พันสำลี หรือผ้ากอซ ชุบน้ำเกลือหรือน้ำสุก ขูดหรือเขี่ยเอาคราบหนองออก) 
  2. ทาแผลด้วยน้ำผึ้งให้ชุ่ม แล้วใช้ผ้ากอซปิด 
  3. ในระยะแรกควรทำแผลวันละ 2 ครั้ง เมื่อเนื้อแผลเริ่มแดงและแห้งดีจึงค่อยลดเหลือ 1 ครั้ง 
  4. เมื่อแผลสะอาด (ไม่มีคราบหนอง เนื้อแผลแดง หรือมีเลือดซิบ) ก็จะมีเซลล์ผิวหนังงอก จากขอบแผล ค่อยๆ เข้ามาปกคลุมเนื้อแผล

ข้อควรระวังในการใช้น้ำผึ้งรักษาแผล

อย่างไรก็ตาม นพ.พิรัตน์ โลกาพัฒนา หรือหมอแมว แพทย์แผนกอายุรกรรม โรงพยาบาลยันฮี อินเตอร์เนชั่นแนล ให้ข้อมูลเอาไว้ว่า ในกรณีที่จะใช้น้ำผึ้งมารักษาแผล เชื้อที่อยู่ในความสนใจ จะเป็นเชื้อ S.Aureus โดยเชื้อนี้มีค่าการเติบโตแบ่งตัวได้ หากมีน้ำมากพอในเนื้อเยื่อ ซึ่งน้ำตาลแต่ละชนิด มีความสามารถในการยับยั้งเชื้อได้ที่ความเข้มข้นไม่เท่ากัน (ซูโครส ฟรัคโตส กลูโคส ไม่เท่ากัน)

น้ำผึ้งที่ขายในท้องตลาด ถ้าผ่านมาตรฐานการผลิต จะมีการจัดการกับสปอร์ของเชื้อบางชนิดไปก่อนแล้ว ความเข้มข้นที่เอามาขาย คือต้องมากพอที่จะยับยั้งการเติบโตของเชื้อ (จะเข้มข้นกว่าน้ำผึ้งที่เก็บจากรังนิดนึง) ดังนั้น น้ำผึ้งที่ใช้ในการทดลองทดสอบทั้งหลาย มักจะเป็นน้ำผึ้งแบบเกรดวางขายในร้านค้าได้ เพื่อให้ได้ผลตรงกับการทดลอง โดยน้ำผึ้งป่า หรือน้ำผึ้งทำเอง ต้องระวังเรื่องความเข้มข้นอาจจะไม่เพียงพอ ต้องระวังเรื่องสปอร์ของ C.Difficile และเชื้อบัคเตรีบางชนิด ถ้าแผลมีเลือดออกหรือมีหนอง การใช้น้ำผึ้งต้องระวัง เพราะว่าเลือดที่ปนเข้ามาสัก 4-5% ของปริมาณน้ำผึ้งที่ใช้ สามารถลดความเข้มข้นของน้ำตาลจนทำให้ฤทธิ์การฆ่าเชื้อหมดไปได้

สรุปคือ น้ำผึ้ง สามารถนำมาใช้เป็นยาทารักษาแผลได้ แต่ต้องเป็นน้ำผึ้งที่ผ่านมาตรฐานการผลิต ผ่านการจัดการกับสปอร์ของเชื้อบางชนิดเรียบร้อยแล้ว และมีความเข้มข้นที่มากพอที่จะยับยั้งการเติบโตของเชื้อได้ ดังนั้นควรปรึกษาหรืออยู่ในคำแนะนำจากแพทย์ก่อนใช้น้ำผึ้งรักษาแผลทุกครั้ง และหากไม่แน่ใจในคุณภาพของน้ำผึ้งจริงๆ แนะนำให้รักษาแผลด้วยวิธีปกติด้วยยาแผนปัจจุบันจะดีที่สุด