
แพทย์หญิงวันทนา ไทรงาม ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสตูล กล่าวว่า ในปัจจุบันโรคไตเรื้อรังเป็นโรคที่พบได้บ่อย และเป็นปัญหาสาธารณสุขที่มีความรุนแรงมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นสาเหตุหนึ่งที่นำไปสู่ภาวะทุพพลภาพและอัตราการสูญเสียชีวิตที่สูง
ส่วนใหญ่โรคไตมีสาเหตุจากโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง โดยที่ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการปฏิบัติตัวไม่ถูกต้อง ทั้งในเรื่องของการรับประทานยา การรับประทานอาหารซึ่งโรคไตในระยะแรกจะไม่แสดงอาการ ทำให้ผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาจากทีมสุขภาพได้ทันท่วงที ซึ่งจากปัญหาดังกล่าวจึงจำเป็นที่จะต้องได้รับความรู้ เกิดการตระหนักสู่การปรับใจและปรับตัว เพื่อชะลอการเสื่อมของไตและนำไปสู่การมีสุขภาวะที่ดี
สำหรับโรคไตแบ่งออกเป็น 5 ระยะ ตามค่าการทำงานของไตหรือ GFR (Glomerular Filtration Rate) ซึ่งระยะที่จะต้องดูแลอย่างใกล้ชิดคือระยะที่ 4 คือไตเสื่อมมากทำงานได้เหลือน้อยกว่า 35% และระยะ 5 คือไตวายระยะเรื้อรังทำงานได้น้อยกว่า 15%
ในส่วนของอาการของโรคไตที่พบบ่อยคือระยะแรก ผู้ป่วยบางรายไม่มีอาการ แต่ทราบว่าเป็นโรคไต จากผลตรวจเลือดหรือผลตรวจปัสสาวะผิดปกติ นอกจากนี้จะสังเกตเห็นอาการอื่นๆ เช่น
ข้อมูลจากศูนย์โรคไต โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ระบุว่า ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายจะมีอาการดังต่อไปนี้
การรักษาโรคไต จะเป็นการบำบัดทดแทนไต เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและยืดชีวิตให้ยาวนานขึ้น โดยมี 3 วิธี คือ
เป็นการนำของเสียและน้ำออกจากเลือด โดยเลือดจะออกจากตัวผู้ป่วยทางหลอดเลือดดำแล้วผ่านตัวกรองเพื่อกำจัดของเสีย ปรับสมดุลเกลือแร่และกรดด่างเพื่อให้กลายเป็นเลือดดีก่อนที่เครื่องไตเทียมจะนำเลือดนั้นกลับสู่ร่างกาย
เป็นการใส่น้ำยาล้างไตเข้าไปในช่องท้องผ่านทางสายที่ฝังไว้ในช่องท้องผู้ป่วยเพื่อกรองของเสียในร่างกายออก
เป็นการผ่าตัดเอาไตของผู้อื่นมาใส่ไว้ในร่างกายผู้ป่วยเพื่อทดแทนไตเดิมที่ไม่สามารถทำงานได้แล้ว โดยไตใหม่นั้นอาจได้จากผู้บริจาคที่มีชีวิต (living donor) หรือจากผู้บริจาคที่เสียชีวิต (deceased donor) ผ่านการรับบริจาคโดยศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย