3 วิธีตรวจหา “โควิด-19” มีอะไรบ้าง ประเทศไทยใช้วิธีไหน?

3 วิธีตรวจหา “โควิด-19” มีอะไรบ้าง ประเทศไทยใช้วิธีไหน?

อาจมีคนสงสัยอยู่บ้างว่าที่ให้คนที่มีความเสี่ยงไปตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 (COVID-19) มีวิธีการตรวจอย่างไรบ้าง 

นพ.โอภาส การย์กวินพงษ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ให้ข้อมูลว่า ขณะนี้มีการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ทั้งหมด 3 วิธีด้วยกัน ได้แก่

  1. การตรวจสารพันธุกรรมของไวรัส (RT-PCR)

ปัจจุบันประเทศไทยใช้วิธีนี้ และองค์การอนามัยโลกแนะนำ คือ วิธี RT-PCR เนื่องจากมีความไว ความจำเพาะสูง ทราบผลภายใน 3-5 ชั่วโมง และสามารถตรวจจับเชื้อไวรัสปริมาณน้อยๆ ในรูปแบบของสารพันธุกรรม ดังนั้นไม่ว่าจะเชื้อเป็น หรือเชื้อตาย ตรวจจับได้หมดจากสารคัดหลั่งทางเดินหายใจส่วนบน ส่วนล่างของผู้สงสัยติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ดังนั้น จึงเป็นวิธีที่เหมาะสมสำหรับการตรวจวินิจฉับโรคเพื่อการรักษาที่รวดเร็ว ตั้งแต่ระยะแรกของการเกิดโรค และใช้ติดตามผลการรักษาได้ นอกจากนี้ประเทศไทยยังสามารถผลิตขึ้นชุดตรวจเองได้ด้วย

องค์การอนามัยโลกแนะนำ คือ วิธี Real-time RT-PCR เนื่องจากมีความไว ความจำเพาะสูง ทราบผลภายใน3-5 ชั่วโมง และสามารถตรวจจับเชื้อไวรัสปริมาณน้อยๆในรูปแบบของสารพันธุกรรม ดังนั้น ไม่ว่าจะเชื้อเป็น หรือเชื้อตาย ตรวจจับได้หมดจากสารคัดหลั่งทางเดินหายใจส่วนบนส่วนล่าง ของผู้สงสัยติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ดังนั้น จึงเป็นวิธีที่เหมาะสมสำหรับการตรวจวินิจฉัยโรคเพื่อการรักษาที่รวดเร็ว ตั้งแต่ระยะแรกของการเกิดโรค และใช้ติดตามผลการรักษาได้

  1. การใช้ชุดตรวจภูมิคุ้มกัน หรือแรพพิด เทสต์ (Rapid test)

การตรวจภูมิคุ้มกัน (IgM/IgG) ด้วยชุดทดสอบแบบรวดเร็ว หรือ Rapid Test ทราบผลใน 15 นาที การตรวจวิธีนี้จะทำได้หลังมีอาการป่วย 5-7 วัน หรือได้รับเชื้อมาแล้ว 10-14 วัน ดังนั้น การใช้ Rapid Test ตรวจภูมิคุ้มกัน (IgM/IgG) ในช่วงแรกของการรับเชื้อ หรือช่วงแรกที่มีอาการ ผลการตรวจจะขึ้นลบ ซึ่งไม่ได้แสดงว่าผู้ป่วยไม่ได้ติดเชื้อโควิด-19 เนื่องจากภูมิคุ้มกันยังไม่เกิดขึ้น ทั้งนี้โดยปกติธรรมชาติของร่างกายเมื่อได้รับเชื้อ ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาต่อสู้กับเชื้อโรค ซึ่งภูมิคุ้มกันจะเกิดหลังจากมีอาการประมาณ 5-7 วัน

อย่างไรก็ตาม น้ำยาตรวจนี้ อย.อนุญาตใช้เฉพาะสถานพยาบาลเท่านั้น ไม่อนุญาตจำหน่ายทั่วไป ประชาชนอย่าซื้อมาตรวจเอง เพราะมีความยุ่งยากในการแปลผล และสรุปผล ต้องทำโดยบุคลากรทางการแพทย์ และสาธารณสุขเท่านั้น  

  1. การตรวจหาแอนติเจน (Antigen) หรือ RT-LAMP 

การตรวจด้วยวิธี RT-LAMP เหมือนการตรวจแบบมาตรฐานแต่มีความเร็วขึ้น ความแม่นยำอาจไม่สูงเท่าวิธีอื่น แต่จะสามารถช่วยคัดกรองผู้ป่วยได้มากขึ้น และเป็นสิ่งที่ทั่วโลกต้องการมากที่สุด โดยในขณะนี้ได้รับความร่วมมือจากโรงพยาบาลรามาธิบดี ในการพัฒนาชุดตรวจหาแอนติเจนเพื่อใช้ในประเทศไทย

นอกจากนี้ ยังมีวิธีการตรวจอื่นๆ ที่กำลังเข้ามาในประเทศอย่างไรก็ตาม หากมีการตรวจอะไรใหม่ๆ สิ่งที่เราต้องคิดเสมอคือ วิธีตรวจนั้นได้ผลหรือไม่ มีความแม่นยำเที่ยงตรงหรือไม่ และได้มาตรฐานหรือไม่ ซึ่งกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ดำเนินการตรวจประเมินอยู่ในขณะนี้ วิธีการตรวจแต่ละวิธีจะต้องเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมกับการตรวจ ตามดุลยพินิจของบุคลากรทางการแพทย์

เมื่อไรถึงสามารถตรวจหาไวรัสโควิด-19 พบ

เราอาจเคยได้ยินว่าในช่วงแรกๆ ที่เราติดเชื้อ จะมีระยะเชื้อฟักตัวที่ทำให้เราไม่พบอาการใดๆ อยู่ นพ.โอภาส ระบุว่า การตรวจเชื้อโควิด-19 ทางห้องปฏิบัติการ มีทั้งการตรวจหาเชื้อไวรัส และการตรวจภูมิคุ้มกัน การตรวจหาเชื้อไวรัส จะสามารถตรวจได้หลังจากผู้ป่วยได้รับเชื้อประมาณ 5-7 วัน ส่วนการตรวจภูมิคุ้มกันจะตรวจได้หลังมีอาการป่วยประมาณ 5-7 วันหรือหลังติดเชื้อแล้ว 10 - 14 วัน

 

ย้ำ! ผู้ที่เข้าเกณฑ์เสี่ยงติดโควิด-19 ตรวจฟรี

นพ.โอภาส ชี้แจงว่า ขณะนี้เครือข่ายห้องปฏิบัติการ (แล็บ) มี 60 แห่ง และมีน้ำยาสำรองกว่า 100,000 ชุด และผู้ที่เข้าเกณฑ์การสอบสวนโรครับการตรวจได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และขณะนี้สถานพยาบาลเอกชนมีความสนใจที่จะนำเข้าชุดแรพพิด เทสต์ ที่จะใช้หาตรวจเชื้อไวรัสในร่างกายหลังจากได้รับเชื้อแล้วประมาณ 10 วัน เข้ามาใช้ในประเทศไทย แต่อยู่ระหว่างการพิจารณาเรื่องการนำเข้าผลิตภัณฑ์เหล่านี้