3 วิธี ลดเสี่ยง “ตับคั่งไขมัน” โรคร้ายที่อาจกลายเป็น “ตับแข็ง” ได้

3 วิธี ลดเสี่ยง “ตับคั่งไขมัน” โรคร้ายที่อาจกลายเป็น “ตับแข็ง” ได้

อ.นพ.อัครวิทย์ พูลสมบัติ สาขาวิชาโรคทางเดินอาหารและตับ ภาควิชาอารยุศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า โรคตับคั่งไขมัน เป็นโรคที่มักไม่แสดงอาการ ส่วนมากตรวจพบเมื่อค่าสภาวะตับในเลือดผิดปกติ หรือตับอักเสบ และสาเหตุสำคัญมาจากพฤติกรรมในการกินอาหาร และการใช้ชีวิตของเรานี่เอง


สาเหตุของโรคตับคั่งไขมัน

  • เป็นโรคอ้วนลงพุง

  • มีไขมันสะสมอยู่ที่ตับ

  • ดื่มสุราอย่างเรื้อรัง

  • รับประทานยาบางชนิดเป็นเวลานาน โดยเฉพาะฮอร์โมนและสเตรียรอยด์ ยาคุมกำเนิด ยารักษามะเร็งเต้านม

  • ผลข้างเคียงจากโรค เช่น เบาหวาน มีถุงน้ำในรังไข่ เส้นเลือดหัวใจตีบ ความดันโลหิตสูง

>> กินไม่ระวัง เสี่ยงโรคตับคั่งไขมัน


อันตรายของโรคตับคั่งไขมัน

ผู้ป่วยโรคตับชนิดนี้ส่วนใหญ่มักตรวจเลือดไม่พบการอักเสบของตับ และไม่มีอาการแสดงของโรค โรคนี้ถือเป็นภัยเงียบที่ไม่มีสัญญาณเตือน หากปล่อยไว้ก็จะเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ เนื่องจากมักพบว่าผู้ป่วยโรคตับคั่งไขมัน มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคตับแข็ง โรคหลอดเลือดแดงและหัวใจ ซึ่งเป็นสาเหตุการตายที่พบร่วมได้บ่อยในผู้ป่วยโรคตับคั่งไขมัน

>> รู้ก่อนเป็น “โรคตับคั่งไขมัน” ต้นตอ “ตับแข็ง”


3 วิธี ลดเสี่ยง “ตับคั่งไขมัน”

  1. ประเมินสุขภาพของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา เช่น รู้ตัวอยู่เสมอว่ากำลังอยู่ในภาวะโรคอ้วนหรือไม่ เสี่ยงเบาหวานอยู่หรือเปล่า ถ้าใช่ ต้องตั้งเป้าควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติให้ได้ และต้องรักษาน้ำหนักให้คงที่ไปเรื่อยๆ ด้วย จากงานวิจัยพบว่า 80% ของผู้ป่วยที่ลดน้ำหนักลงได้อย่างน้อย 10% จะน้ำหนักเพิ่มขึ้นมาใหม่ได้ภายใน 1 ปี ดังนั้นการควบคุมน้ำหนักให้คงที่จึงสำคัญมาก

  2. ให้ความสำคัญกับการรับประทานอาหาร และการออกกำลังกายเป็นอย่างแรกๆ เพราะสุขภาพจะดีได้ เริ่มจากสองสิ่งนี้ โดยต้องวางแผนการออกกำลังกายให้ดี เช่น เริ่มจากออกกำลังกายประเภทแอโรบิค วิ่ง ปั่นจักรยานวันละ 15 นาที 5-7 วันต่อสัปดาห์ หลังจากทำได้ติดต่อกัน 1-2 สัปดาห์แล้ว ให้เริ่มออกกำลังกาย 30 นาที 5-7 วันต่อสัปดาห์ เป็นเวลา 1-2 สัปดาห์ จากนั้นจึงเริ่มเพิ่มการออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่งอีกอย่างน้อย 2 ครั้ง ต่อสัปดาห์ ระหว่างนี้ลดการรับประทานอาหารพลังงานสูงอย่าง แป้ง และน้ำตาลที่เป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยว ขนม น้ำหวาน เนื้อสัตว์ติดไขมัน หันมาเน้นผักผลไม้ โปรตีนไขมันน้อย และคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ข้าวกล้อง เป็นต้น

  3. ให้กำลังใจตัวเอง กระตุ้นให้ตัวเองทำให้สำเร็จ ระหว่างการออกกำลังกาย และควบคุมอาหาร อาจมีช่วงที่ห้ามใจตัวเองไม่ได้ ขอให้ตั้งสติแล้วดึงตัวเองกลับมาสู้ใหม่ ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนว่าน้ำหนักต้องลงเท่าไร รูปร่างต้องกระชับส่วนลงกี่นิ้ว ไม่ว่าจะพลาดกี่ครั้ง ขอให้เรียกสติกลับมาใหม่ให้ได้ทุกครั้ง

ติดตามSanook! Health

ติดตาม เกร็ดความรู้ ข้อมูลน่ารู้ เรื่องสุขภาพ ได้ที่ https://www.sanook.com/health/ ทุกๆ เรื่องที่คุณอยากรู้ ร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!