ผู้สูงอายุเดินช้า ก้าวขาไม่ออก ทรงตัวไม่ดี เสี่ยงภาวะ "โพรงน้ำในสมองโต"

ผู้สูงอายุเดินช้า ก้าวขาไม่ออก ทรงตัวไม่ดี เสี่ยงภาวะ "โพรงน้ำในสมองโต"
S! Health (Rewrite)

สนับสนุนเนื้อหา

ร่างกายของมนุษย์เราเมื่อผ่านการใช้งานมาอย่างยาวนานตามกาลเวลา ก็มักจะเกิดความแปรปรวนของระบบต่างๆ ตามความเสื่อมลงของช่วงอายุ ซึ่งอาการที่พบมากในผู้สูงอายุ คือ อาการเดินเซ ความทรงจำแย่ลง กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ซึ่งหลายคนคงคิดว่าเป็นอาการของโรคอัลไซเมอร์ หรือ โรคสมองเสื่อม แต่ความจริงแล้วมีภาวะอาการทางสมองชนิดหนึ่งที่ทำให้มีอาการตามนี้ และสามารถรักษาหายได้ คือ ภาวะโพรงน้ำในสมองโต

 

ภาวะโพรงน้ำในสมองโต คืออะไร?

สมองของเรามีช่องสี่ช่องด้านใน ที่เรียกว่า โพรงน้ำสมอง ให้น้ำในสมองและไขสันหลังไหลผ่านถึงกันได้ และมีการดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด โดยการสร้างและการดูดซึมจะต้องสมดุลกัน เพื่อให้ระดับความดันของน้ำในสมองเป็นปกติ  แต่หากความสมดุลระหว่างการสร้างและการดูดซึมน้ำเข้าสู่กระแสเลือดเสียไป จะทำให้เกิดภาวะโพรงน้ำในสมองโต โดยโพรงสมองที่โตขึ้นจะค่อยๆ ขยายตัวขึ้นช้าๆ และส่งผลต่อเนื้อเยื่อสมอง จนก่อให้เกิดอาการผิดปกติแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่ความดันในโพรงสมองก็ยังเป็นปกติ ซึ่งภาวะนี้พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และเป็นสาเหตุของโรคสมองเสื่อมประมาณ 5-10 เปอร์เซ็นต์

 

อาการภาวะโพรงน้ำในสมองโต

อาการของภาวะโพรงน้ำในสมองโตจะเกิดขึ้นอย่างช้าๆ มีอาการเดินผิดปกติ เดินช้า ก้าวขาไม่ออก ยกขาไม่พ้นจากพื้น เดินซอยเท้า การทรงตัวไม่ดี เดินลำบาก และเดินเซ เวลาเดินต้องกางขากว้างเพื่อช่วยพยุงตัว ล้มบ่อย การเดินแย่ลงอย่างช้าๆ จนอาจเดินไม่ได้เลยในท้ายที่สุด  นอกจากนี้ยังมีอาการสมองเสื่อม สมาธิสั้น  เฉื่อยชา ไม่ค่อยสนใจ รวมทั้งมีความจำที่แย่ลง  อาการจะค่อยเป็นค่อยไปในช่วงระยะเวลา 6 เดือน ถึง 1 ปี และในระยะท้ายผู้ป่วยจะเริ่มมีปัญหาปัสสาวะราด เริ่มต้นจะมีปัสสาวะบ่อย กลั้นไม่อยู่ อาจปัสสาวะออกมาโดยไม่บอก หรือปัสสาวะราดออกมาโดยเข้าห้องน้ำไม่ทัน บางครั้งไม่สามารถควบคุมการถ่ายอุจจาระได้

 

การรักษาภาวะโพรงน้ำในสมองโต

การวินิจฉัยโรคสามารถพิจารณาจากอาการผิดปกติร่วมกับการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง CT หรือ แม่เหล็กไฟฟ้าสมอง MRI ว่ามีการขยายตัวใหญ่ขึ้นของโพรงสมอง โดยไม่สัมพันธ์กับความเหี่ยวของสมองหรือไม่ หากพบรอยโรคแพทย์จะทำการทดสอบ เจาะระบายน้ำออกมา 30-50 ซีซี และประเมินอาการผู้ป่วยหลังการเจาะน้ำไขสันหลัง โดยเฉพาะการเดินว่าดีขึ้นหรือไม่ ซึ่งถ้าดีขึ้นก็ช่วยสนับสนุนการวินิจฉัย และก็มีแนวโน้มสูงว่าหลังผ่าตัดฝังท่อระบายน้ำเข้าสู่ช่องท้องอาการจะดีขึ้นจริง โดยการผ่าตัดฝังท่อระบายน้ำ ส่วนใหญ่มักจะเป็นการผ่าตัดฝังท่อระบายน้ำจากโพรงสมองเข้าสู่ช่องท้อง หรือผ่าตัดฝังท่อระบายน้ำจากช่องไขสันหลังเข้าสู่ช่องท้อง เป็นการผ่าตัดที่ค่อนข้างปลอดภัย โอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนและผลข้างเคียงจากการผ่าตัดต่ำ แต่ความเสี่ยงจากการผ่าตัดมักไม่ใช่ความเสี่ยงของการผ่าตัดโดยตรง แต่มักเป็นความเสี่ยงอันเนื่องจากการมีโรคต่างๆ ของผู้สูงอายุ โดยการรักษาภาวะนี้ได้ผลดี 70-90 เปอร์เซ็นต์ 

หลังจากผ่าตัดแล้วสมองจะสามารถส่งคำสั่งมาควบคุมขาให้เดินได้ดีขึ้น แต่ผู้ป่วยสูงอายุที่เดินไม่ได้มาเป็นเวลานานจะมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง ดังนั้นการทำกายภาพบำบัดจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ต้องทำอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหลายเดือนจึงจะเริ่มเห็นผล อาการต่างๆ ที่ค่อยๆ ดีขึ้นอย่างช้าๆ รวมทั้งอาการสมองเสื่อมก็จะดีขึ้นอย่างช้าๆ ข้อสำคัญคือทุกคนในครอบครัวต้องช่วยกันระวังการล้ม และอุบัติเหตุต่างๆ ฝึกการปัสสาวะให้เป็นเวลา และฝึกบริหารสมองเพื่อชะลอการเสื่อมของสมอง

ทั้งนี้หากพบอาการเดินผิดปกติของผู้สูงอายุอาจเกิดจากโรคอื่นๆ เช่น โรคพาร์กินสัน โรคเข่าเสื่อม โรคกระดูกสันหลัง นอกจากนี้ยังมีอาการหลงลืมของโรคอัลไซเมอร์  ซึ่งโรคต่างๆ เหล่านี้สามารถพบได้บ่อยในผู้สูงอายุ จึงทำให้การวินิจฉัยภาวะน้ำเกินในโพรงสมองทำได้ลำบาก ดังนั้นหากมีอาการของโรคสมองเสื่อม หรือ เดินเซ ควรรีบพบแพทย์เพื่อประเมินว่า เกิดจากภาวะโพรงน้ำในสมองโตหรือไม่ ช่วยให้การรักษาเป็นไปอย่างทันท่วงที

ติดตามSanook! Health

ติดตาม เกร็ดความรู้ ข้อมูลน่ารู้ เรื่องสุขภาพ ได้ที่ https://www.sanook.com/health/ ทุกๆ เรื่องที่คุณอยากรู้ ร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!