
รศ. นพ. ปารยะ อาศนะเสน
สาขาโรคจมูกและโรคภูมิแพ้
ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
โรคหลอดลมอักเสบเป็นอย่างไร
โรคหลอดลมอักเสบ (bronchitis) เป็นโรคที่เกิดจากการอักเสบของเยื่อบุหลอดลม ซึ่งเป็นท่อที่นำลม หรืออากาศที่หายใจเข้าสู่ปอด ทำให้เยื่อบุหลอดลมบวม มีเสมหะในหลอดลม ทำให้ผู้ป่วยมีอาการไอ มีเสมหะ หายใจลำบาก หอบเหนื่อย แน่นหน้าอก อาจหายใจมีเสียงดังหวีดได้ อาจมีอาการเจ็บคอ แสบคอ หรือเจ็บหน้าอกได้ ผู้ป่วยอาจมีไข้ รู้สึกครั่นเนื้อ ครั่นตัวได้ ซึ่งควรวินิจฉัยแยกโรคจากโรคปอดบวม (pneumonia) ซึ่งทำให้ผู้ป่วยมีไข้ ไอ และหอบเหนื่อย
โรคหลอดลมอักเสบเกิดจากสาเหตุใด
อาการที่ผู้ป่วยต้องรีบไปพบแพทย์ คือ
การวินิจฉัยโรคทำอย่างไร
ทำได้โดย แพทย์จะซักประวัติ ตรวจร่างกาย โดยใช้ที่ฟังปอด ฟังหลอดลม ว่ามีการตีบแคบของหลอดลมหรือไม่ และให้การวินิจฉัยแยกโรคจากโรคอื่นๆ ที่ทำให้มีอาการไอ การที่เสมหะมีสีขาว หรือเขียว ไม่ได้ช่วยแยกว่าผู้ป่วยมีการติดเชื้อไวรัส หรือเชื้อแบคทีเรีย
การส่งตรวจภาพรังสีทรวงอก (chest X-ray) อาจช่วยวินิจฉัยแยกโรคปอดอักเสบได้ เนื่องจากอาการไอ อาจเป็นอาการเดียวของโรคปอดอักเสบในผู้สูงอายุ ที่นำผู้ป่วยมาพบแพทย์ นอกจากนั้นผู้สูงอายุที่เป็นโรคปอดอักเสบ อาจมีอาการที่ไม่จำเพาะได้ เช่น เบื่ออาหาร, ล้มง่าย, ทรงตัวไม่อยู่, ซึม, ปัสสาวะราด ผู้ป่วยสูงอายุที่มีอาการไอมาก หรือมีอาการที่ไม่จำเพาะดังกล่าว ควรได้รับการส่งตรวจภาพรังสีทรวงอกทุกราย
การรักษา
โรคหลอดลมอักเสบชนิดเฉียบพลัน มักจะหายได้เอง ภายใน 7-10 วัน ถ้าปฏิบัติตนถูกต้อง (ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส จึงไม่จำเป็นต้องรับประทานยาต้านจุลชีพ การรับประทานยาต้านจุลชีพในผู้สูงอายุโดยไม่จำเป็น อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงจากยา, มีปฏิกิริยาระหว่างยาต้านจุลชีพ และยาที่ผู้สูงอายุรับประทานประจำได้, เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มโดยไม่จำเป็น หรือทำให้เชื้อแบคทีเรียดื้อยา ) เช่น
การรักษาส่วนใหญ่จึงเป็นการรักษาตามอาการ ผู้ป่วยบางรายอาจต้องรับประทานยาต้านจุลชีพ (antibiotic) เพื่อกำจัดเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุ ถ้าหลอดลมอักเสบเฉียบพลันนั้นเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย (ซึ่งควรสงสัย ถ้าผู้ป่วยยังคงมีอาการไอ และไม่ดีขึ้นภายใน 14 วัน หรือผู้ป่วยมีโรคปอดเรื้อรังอยู่ก่อน) นอกจากนั้นถ้าสงสัยว่าผู้ป่วยติดเชื้อ Bordetella pertussis (ทำให้เกิดโรคไอกรน) (เช่น ผู้ป่วยที่ไม่ได้รับวัคซีนป้องกันโรคไอกรน ผู้ที่สัมผัสกับผู้ป่วยที่เป็นโรคไอกรน หรือผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีนป้องกันโรคไอกรน ผู้ป่วยที่อาการไอเกิดขึ้นติดกันเป็นชุดๆ หรือ ในช่วงสุดท้ายของการไอ มีเสียงดังวู๊ป หรือวู้) ก็ควรให้ยาต้านจุลชีกลุ่ม macrolides เพื่อลดการแพร่ระบาด หรือผู้ป่วยสูงอายุ (เช่นมีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป) ที่มีอัตราเสี่ยงสูงที่จะเกิดโรคปอดอักเสบ ก็ควรให้ยาต้านจุลชีพ
ยาต้านจุลชีพที่แพทย์ควรเลือกใช้เป็นอันดับแรก ถ้าผู้ป่วยไม่ได้แพ้ยา penicillin คือ amoxicillin แต่ถ้าผู้ป่วยแพ้ยา penicillin อาจพิจารณาเลือกใช้ยาในกลุ่ม macrolides เช่น clarithromycin, azithromycin, midecamycin ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่ตอบสนองต่อยาต้านจุลชีพกลุ่มแรก ถ้าผู้ป่วยไม่ได้แพ้ยา penicillin อาจพิจารณาให้ ยาต้านจุลชีพกลุ่มที่สอง เช่น amoxicillin/clavulanate, cefuroxime, cefprozil, cefpodoxime proxetil, cefdinir หรือ cefditoren pivoxil ถ้าผู้ป่วยแพ้ยา penicillin อาจพิจารณาเลือกใช้ยาในกลุ่ม fluoroquinolones ซึ่งควรรับประทานยาต้านจุลชีพ เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 7 – 10 วัน
โรคหลอดลมอักเสบชนิดเรื้อรัง ควรหาสาเหตุ และรักษาตามสาเหตุ อาจให้ยาลดการอักเสบของหลอดลม (inhaled corticosteroids or short-course systemic steroids), ยาขยายหลอดลม [inhaled β-adrenergic agonists (เช่น salbutamol), inhaled anticholinergics (เช่น ipratropium bromide) or oral bronchodilator] และหลีกเลี่ยงสาเหตุที่ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังของหลอดลม
วิธีป้องกัน
โรคหลอดลมอักเสบชนิดเฉียบพลัน ควรหลีกเลี่ยงสาเหตุที่ทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานต่ำลง (ได้แก่ เครียด,นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ, สัมผัสอากาศที่เย็นมากๆ เช่น ขณะนอนเปิดแอร์ หรือพัดลมเป่าจ่อ, ตากฝน หรือมีคนรอบข้างที่ไม่สบายคอยแพร่เชื้อให้) และหมั่นออกกำลังกายแบบแอโรบิก (การออกกำลังกายที่ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น หายใจเร็วขึ้นต่อเนื่องกัน เช่น วิ่ง, เดินเร็ว, ขึ้นลงบันได, ว่ายน้ำ, ขี่จักรยานแบบปรับน้ำหนักความฝืดได้, เตะฟุตบอล, เล่นเทนนิส, แบดมินตัน หรือบาสเกตบอล) อย่างน้อยวันละ 30 นาที อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน
โรคหลอดลมอักเสบชนิดเรื้อรัง ควรหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยง ควัน กลิ่นฉุน ควันบุหรี่ สารเคมี ฝุ่น สารระคายเคืองต่างๆ
ภาวะแทรกซ้อน
ถ้าให้การรักษาไม่ถูกต้อง การติดเชื้อจากหลอดลมอาจลามไปที่ปอด ทำให้เกิดปอดอักเสบ (pneumonia)ได้ หรือจากหลอดลมอักเสบเฉียบพลัน อาจกลายเป็นหลอดลมอักเสบเรื้อรัง หรือโรคถุงลมโป่งพองได้
___________________
อ่านบทความเพิ่มเติม >>>>> SIRIRAJ E-PUBLIC LIBRARY
ขอบคุณเนื้อหาจาก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
ขอขอบคุณ
ภาพ :iStock