พาชม NEW MG URBAN รถไฟฟ้าแฮทช์แบ็กผลิตไทย ก่อนเปิดตัว 17 มิถุนายนนี้

พาชม NEW MG URBAN รถไฟฟ้าแฮทช์แบ็กผลิตไทย ก่อนเปิดตัว 17 มิถุนายนนี้

พาชม NEW MG URBAN รถไฟฟ้าแฮทช์แบ็กผลิตไทย ก่อนเปิดตัว 17 มิถุนายนนี้
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ก่อนหน้านี้ทาง MG ประเทศไทยได้เยผว่า NEW MG URBAN รถยนต์ไฟฟ้าแฮทช์แบ็กรุ่นล่าสุดจาก MG เตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทยวันที่ 17 มิถุนายนนี้ โดยรุ่นนี้มีจุดเด่นสำคัญคือเป็นรถพลังงานไฟฟ้าที่ ผลิตในประเทศไทยแบบ CKD พัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์การใช้งานของคนเมืองยุคใหม่ ภายใต้แนวคิด “LIFE EASY” หรือการทำให้ชีวิตประจำวันง่ายขึ้น คล่องตัวขึ้น และใช้งานได้หลากหลายขึ้น

ก่อนถึงวันเปิดตัวจริง Sanook Auto ขอพาชมรอบคันและสรุปสเปกเบื้องต้นของ NEW MG URBAN ก่อนพบคันจริงเร็วๆ นี้

รู้จัก MG URBAN

newmgurban02

NEW MG URBAN เป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ MG วางตำแหน่งให้เป็นรถสำหรับชีวิตคนเมืองโดยเฉพาะ จุดเด่นคือขนาดตัวถังที่ไม่ใหญ่เกินไปสำหรับการใช้งานในเมือง แต่ยังมีฐานล้อยาวถึง 2,750 มิลลิเมตร เพื่อเพิ่มพื้นที่ภายในห้องโดยสาร

ตัวรถมีให้เลือกทั้งหมด 3 รุ่นย่อย ได้แก่ STANDARD, MAX และ ULTRA โดยแต่ละรุ่นจะมีรายละเอียดอุปกรณ์และฟีเจอร์แตกต่างกัน ทั้งขนาดหน้าจอ ระบบเชื่อมต่อ ระบบช่วยจอด และฟีเจอร์อัจฉริยะผ่านสมาร์ทโฟน

พัฒนาบนแพลตฟอร์ม SAIC E3 Pure Electric Platform

NEW MG URBAN ถูกพัฒนาขึ้นบน SAIC E3 Pure Electric Platform ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ออกแบบมาเพื่อรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ ไม่ใช่การนำโครงสร้างรถน้ำมันมาดัดแปลง

จุดเด่นของแพลตฟอร์มนี้คือโครงสร้างแบบ Cell-to-Body หรือ CTB ที่ผสานตัวถังและแบตเตอรี่เข้าเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างรถ ช่วยให้ตัวรถมีน้ำหนักเบาลง แต่ยังคงความแข็งแรง ลดจุดศูนย์ถ่วง เพิ่มเสถียรภาพในการขับขี่ และช่วยให้ห้องโดยสารมีพื้นที่ใช้สอยมากขึ้น

newmgurban04(1)

ดีไซน์ภายนอก สดใส ทันสมัย ใช้ได้ทุกไลฟ์สไตล์

ดีไซน์ของ NEW MG URBAN มาในแนวคิด Gender Neutral Trendy เน้นความทันสมัย ดูเป็นมิตร และไม่จำกัดกลุ่มผู้ใช้ ไม่ว่าจะเป็นวัยทำงาน คนเมือง ครอบครัวขนาดเล็ก หรือผู้ที่มองหารถไฟฟ้าสำหรับใช้งานประจำวัน

ด้านหน้าโดดเด่นด้วย โลโก้เรืองแสง Illuminated Logo พร้อมไฟหน้า LED ที่มีระบบเปิด-ปิดอัตโนมัติ เสริมด้วยไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่เวลากลางวัน หรือ Daytime Running Lights

ด้านท้ายมาพร้อมไฟท้าย LED ดีไซน์ Union Jack เพิ่มความโดดเด่นให้ตัวรถ พร้อมสปอยเลอร์หลัง ระบบไล่ฝ้ากระจกหลัง และระบบเปิด-ปิดประตูท้ายไฟฟ้าแบบอัตโนมัติ

มิติตัวถัง NEW MG URBAN

รายการ รายละเอียด
ความยาว 4,395 มิลลิเมตร
ความกว้าง

1,842 มิลลิเมตร

ความสูง 1,549 มิลลิเมตร
ฐานล้อ 2,750 มิลลิเมตร
รัศมีวงเลี้ยว 5.2 เมตร


จากตัวเลขจะเห็นว่า NEW MG URBAN มีขนาดตัวถังใหญ่พอสำหรับการใช้งานแบบครอบครัวขนาดเล็ก แต่ยังคล่องตัวพอสำหรับขับในเมือง โดยมีรัศมีวงเลี้ยว 5.2 เมตร ช่วยให้การกลับรถหรือจอดในพื้นที่จำกัดทำได้ง่ายขึ้น ส่วนล้อรุ่น STANDARD จะมาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว พร้อม Aero Wheel Cover เพื่อช่วยเรื่องประสิทธิภาพอากาศพลศาสตร์ ขณะที่รุ่น MAX และ ULTRA จะได้ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว เพิ่มภาพลักษณ์ที่สปอร์ตและพรีเมียมขึ้น

นอกจากนี้ รุ่น MAX และ ULTRA ยังมาพร้อมกระจกมองข้างปรับและพับไฟฟ้า พร้อมไฟเลี้ยวในตัว เพิ่มความสะดวกในการใช้งานประจำวัน

newmgurban06(1)

ภายในห้องโดยสารของ NEW MG URBAN ถูกออกแบบให้โปร่ง กว้าง และใช้งานจริงได้สะดวก โดยมีจุดเด่นคือหน้าจอแสดงผลและระบบความบันเทิงขนาดใหญ่ ทุกรุ่นมาพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ Multi-Information Cluster ขนาด 7 นิ้ว ส่วนหน้าจอ Infotainment จะแตกต่างกันตามรุ่นย่อย โดยรุ่น STANDARD ได้หน้าจอสัมผัสขนาด 12.8 นิ้ว ขณะที่รุ่น MAX และ ULTRA ได้หน้าจอขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 15.6 นิ้ว

รุ่นท็อป ULTRA จะมาพร้อมระบบอัจฉริยะที่ควบคุมด้วยชิป Qualcomm Snapdragon 8155 ซึ่งเป็นชิปที่ถูกใช้ในรถยนต์ยุคใหม่หลายรุ่น เพื่อรองรับระบบอินโฟเทนเมนต์และการประมวลผลในห้องโดยสารให้ตอบสนองรวดเร็วขึ้น ทำให้รุ่น ULTRA น่าสนใจสำหรับผู้ใช้ที่ให้ความสำคัญกับหน้าจอ ระบบเชื่อมต่อ และประสบการณ์ดิจิทัลภายในรถ

ฟีเจอร์ภายในที่น่าสนใจ

  • Interactive Ambient Lights 256 เฉดสี ในรุ่น MAX และ ULTRA
  • ระบบเครื่องเสียง 4 ลำโพงในรุ่น STANDARD และ 6 ลำโพงในรุ่น MAX / ULTRA
  • พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันหุ้มหนัง ปรับได้ 4 ทิศทาง
  • เบาะคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทางทุกรุ่น
  • เบาะหน้า พร้อมระบบเป่าลม ในรุ่น MAX และ ULTRA
  • เบาะหุ้มหนังสังเคราะห์ลาย Diamond Cut
  • หลังคากระจกพาโนรามิกเต็มแผ่น พร้อมม่านบังแดด
  • ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ พร้อมช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง
  • Wireless Charger 50 วัตต์ ในรุ่น MAX และ ULTRA
  • USB Type-C จำนวน 3 จุด

แม้จะเป็นรถแฮทช์แบ็ก แต่ NEW MG URBAN ให้พื้นที่ใช้งานค่อนข้างจริงจัง โดยเบาะหลังมีระยะวางขา 984 มิลลิเมตร พร้อมพนักพิงที่สามารถพับได้แบบ 60:40 และมีที่วางแขนพร้อมที่วางแก้วน้ำ

newmgurban05

พื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายเป็นแบบสองชั้น สามารถจุได้สูงสุด 480 ลิตร และเมื่อพับเบาะหลังจะเพิ่มความจุเป็น 1,266 ลิตร เหมาะกับคนที่ต้องใช้รถทั้งในชีวิตประจำวันและทริปสั้น ๆ ช่วงวันหยุด

ด้านเทคโนโลยี NEW MG URBAN รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย พร้อมระบบ AI Voice Command และระบบสั่งงานอัจฉริยะผ่านสมาร์ทโฟน รุ่น MAX จะได้ระบบ i-SMART พร้อมฟังก์ชัน Remote Parking, ปลดล็อกรถผ่านมือถือ, เปิดแอร์ล่วงหน้าผ่านมือถือ, Smart Check, Smart Command และ Smart Connect ส่วนรุ่น ULTRA จะได้ระบบ i-SMART PRO ที่เพิ่มฟังก์ชัน Smart Parking Assist, Remote Auto Parking และสามารถเปิดระบบ Cooling Seat ผ่านมือถือได้

NEW MG URBAN ทุกรุ่นรองรับระบบ V2L หรือ Vehicle-to-Load สามารถเปลี่ยนรถให้เป็นแหล่งจ่ายไฟสำหรับอุปกรณ์ไฟฟ้าภายนอกได้สูงสุด 3.3 kW

ฟีเจอร์นี้เหมาะกับคนที่ชอบเดินทาง แคมปิ้ง ทำกิจกรรมนอกสถานที่ หรือใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าขนาดเล็กนอกบ้าน เช่น กาต้มน้ำ หม้อไฟฟ้า ไฟส่องสว่าง หรืออุปกรณ์ทำงานบางประเภท

ขุมพลังของ MG URBAN

NEW MG URBAN ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าแบบ Permanent Magnet Synchronous Motor โดยรุ่น STANDARD ให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้า หรือ 110 กิโลวัตต์ ส่วนรุ่น MAX และ ULTRA ให้กำลังสูงสุด 160 แรงม้า หรือ 118 กิโลวัตต์

ทั้ง 3 รุ่นให้แรงบิดสูงสุดเท่ากันที่ 250 นิวตันเมตร ซึ่งถือว่าเพียงพอสำหรับการใช้งานในเมืองและการเดินทางทั่วไป โดยมอเตอร์ไฟฟ้าจะให้แรงบิดทันทีตั้งแต่ออกตัว ช่วยให้การขับขี่คล่องตัว

สเปกแบตเตอรี่ / การชาร์จไฟ

แบตเตอรี่ของ NEW MG URBAN เป็นแบบ Lithium-Iron Phosphate หรือ LFP จาก CATL โดยมีความจุแตกต่างกันตามรุ่นย่อย

รุ่นย่อย กำลังสูงสุด แบตเตอรี่ ระยะทางสูงสุด
STANDARD 150 แรงม้า 42.8 kWh 435 กม. ตามมาตรฐาน NEDC
MAX 160 แรงม้า 53.9 kWh 530 กม. ตามมาตรฐาน NEDC
ULTRA 160 แรงม้า 53.9 kWh 530 กม. ตามมาตรฐาน NEDC

รุ่น STANDARD เหมาะกับคนที่ใช้รถในเมืองเป็นหลักและต้องการรถไฟฟ้าราคาจับต้องง่ายกว่า ส่วนรุ่น MAX และ ULTRA จะตอบโจทย์คนที่ต้องการระยะทางไกลขึ้นและฟีเจอร์ครบกว่า

ด้านการชาร์จ รุ่น STANDARD รองรับการชาร์จเร็ว Quick Charge จาก 10-80% ใช้เวลาประมาณ 28 นาที ที่กำลังชาร์จสูงสุด 82 kW ส่วนรุ่น MAX และ ULTRA ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ที่กำลังชาร์จสูงสุด 88 kW หากชาร์จแบบธรรมดาผ่าน MG Home Charger ทุกรุ่นรองรับกำลังชาร์จ 6.6 kW

รุ่นย่อย Quick Charge 10-80% กำลังชาร์จเร็วสูงสุด ชาร์จ AC
STANDARD ประมาณ 28 นาที 82 kW 6.6 kW
MAX / ULTRA ประมาณ 30 นาที 88 kW 6.6 kW

โหมดขับขี่ 5 รูปแบบ

NEW MG URBAN มีโหมดการขับขี่ให้เลือกทั้งหมด 5 รูปแบบ ได้แก่

  • ECO
  • NORMAL
  • SPORT
  • SNOW
  • CUSTOM

นอกจากนี้ยังมีระบบ One Pedal ที่ช่วยให้ผู้ขับสามารถเร่งและชะลอรถได้ด้วยคันเร่งเป็นหลัก เหมาะกับการใช้งานในเมืองที่มีจังหวะเร่ง-ชะลอบ่อย

newmgurban01

ช่วงล่างและระบบเบรก

ช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบ MacPherson Strut ส่วนด้านหลังเป็นแบบ Torsion Beam ซึ่งเป็นเซ็ตอัปที่พบได้บ่อยในรถยนต์กลุ่มแฮทช์แบ็ก เน้นความทนทาน ใช้งานง่าย และควบคุมรถได้มั่นคง

ระบบเบรกเป็นดิสก์เบรก 4 ล้อ โดยด้านหน้าเป็นแบบ Ventilated Disc และด้านหลังเป็น Disc Brake พร้อมระบบเบรกมือไฟฟ้า EPB และ Auto Vehicle Hold

ความปลอดภัยจัดเต็ม ADAS ระดับ L2

NEW MG URBAN มาพร้อมระบบความปลอดภัยมาตรฐานยุโรป และได้รับการระบุว่าผ่านมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาวจาก Euro NCAP และ ANCAP

จุดเด่นคือระบบช่วยขับขี่ขั้นสูง ADAS ระดับ L2 พร้อมระบบช่วยจอดอัจฉริยะ Smart Auto Parking Solution และอุปกรณ์ตรวจจับรอบคันรวมทั้งหมด 21 ตำแหน่ง ประกอบด้วยเซ็นเซอร์ 12 ตำแหน่ง กล้องรอบคัน 6 ตัว และเรดาร์ 3 ตำแหน่ง

ระบบช่วยขับขี่เด่น

  • ระบบแสดงภาพรอบทิศทางแบบ 3 มิติ พร้อม Multi-Lane View
  • ระบบช่วยจอดอัตโนมัติ SAPS
  • ระบบเปลี่ยนเลนอัตโนมัติ ALC พร้อมระบบเตือน
  • ระบบควบคุมรถให้อยู่กึ่งกลางเลน LCC
  • Adaptive Cruise Control
  • Intelligent Cruise Assist
  • Traffic Jam Assist
  • ระบบช่วยควบคุมเมื่อออกนอกเลน ELK
  • ระบบเตือนการชนด้านหน้า FCW
  • ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ AEB
  • ระบบช่วยป้องกันอุบัติเหตุจากมุมอับสายตา เช่น LCA, BSD, RCTA, RCTB, DOW และ RCW
  • ระบบตรวจจับพฤติกรรมผู้ขับขี่ DMS
  • ระบบตรวจสอบแรงดันลมยาง TPMS

ถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง

ด้านอุปกรณ์ความปลอดภัยพื้นฐาน NEW MG URBAN มีถุงลมนิรภัยรวม 7 ตำแหน่ง ได้แก่ คู่หน้า ด้านข้าง ม่านถุงลมนิรภัย และถุงลมกลาง รวมถึงจุดยึดเบาะนั่งเด็ก ISOFIX และเข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงรั้งกลับพร้อมผ่อนแรงอัตโนมัติ

สีตัวถังมีให้เลือก 5 สี

NEW MG URBAN มีสีตัวถังให้เลือกทั้งหมด 5 สี ได้แก่

  • ม่วง Lavender Purple
  • เบจ Modern Beige
  • ขาว Arctic White
  • เทา Andes Grey
  • ดำ Pearl Black

ภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยโทนสีทูโทน เทา-ดำ ให้บรรยากาศเรียบง่ายแต่ทันสมัย

สรุปสเปก NEW MG URBAN

รายการ รายละเอียด
ตัวถัง แฮทช์แบ็กไฟฟ้า
การผลิต ผลิตในประเทศไทยแบบ CKD
แพลตฟอร์ม SAIC E3 Pure Electric Platform แบบ Cell-to-Body
มิติตัวถัง 4,395 x 1,842 x 1,549 มม.
ฐานล้อ 2,750 มม.
มอเตอร์ Permanent Magnet Synchronous Motor
กำลังสูงสุด 150 แรงม้า ในรุ่น STANDARD / 160 แรงม้า ในรุ่น MAX และ ULTRA
แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร
แบตเตอรี่ LFP จาก CATL ขนาด 42.8 และ 53.9 kWh
ระยะทางขับขี่สูงสุด 435-530 กม. ตามมาตรฐาน NEDC
ชาร์จเร็ว 10-80% ประมาณ 28-30 นาที
ระบบช่วยขับขี่ ADAS ระดับ L2
ถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง
รุ่นย่อย STANDARD, MAX, ULTRA


แต่ในภาพรวมแล้ว NEW MG URBAN เป็นรถที่น่าสนใจในกลุ่มแฮทช์แบ็กไฟฟ้า เพราะไม่ได้ขายแค่ความเป็น EV ขนาดกะทัดรัด แต่พยายามใส่ฟีเจอร์สำหรับชีวิตคนเมืองมาให้ครบ ทั้งหน้าจอใหญ่ ระบบเชื่อมต่อไร้สาย V2L ระบบช่วยจอดอัตโนมัติ และพื้นที่เก็บของที่มากพอสำหรับใช้งานจริง

จุดที่ต้องจับตาคือราคาจำหน่ายจริง เพราะถ้า MG วางราคาได้เหมาะสม NEW MG URBAN อาจกลายเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกสำคัญสำหรับคนที่กำลังมองหารถไฟฟ้าคันแรก หรือรถ EV สำหรับครอบครัวขนาดเล็กที่ใช้งานได้ทั้งในเมืองและเดินทางต่างจังหวัดเป็นครั้งคราว หรือไม่ คงต้องรอวันที่ 17 มิถุนายน ถึงจะได้คำตอบ

อัลบั้มภาพ 8 ภาพ

อัลบั้มภาพ 8 ภาพ ของ พาชม NEW MG URBAN รถไฟฟ้าแฮทช์แบ็กผลิตไทย ก่อนเปิดตัว 17 มิถุนายนนี้

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล