ชาร์จรถ EV ที่บ้าน ทำค่าไฟพุ่ง จนน่ากลัว จริงไหม? อยากประหยัดต้องทำอย่างไรดี?

จา่กเรื่องปัญหาค่าน้ำมันที่พุ่งสูงจนทำให้หลายคนเลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV เพื่อจะทำให้ประหยัดค่าพลังงานแทน จนทำให้เกิดคำถามมากมาย และหนึ่งในคำถามยอดฮิตของคนที่กำลังจะซื้อรถ EV คือ “ถ้าชาร์จไฟที่บ้าน ค่าไฟจะพุ่งแค่ไหน?” และหนักจนคนบ่นจริงไหน
วันนี้ Sanook Auto สรุปให้เข้าใจง่ายว่า ชาร์จรถไฟฟ้าที่บ้านกินไฟแค่ไหน ค่าไฟเพิ่มประมาณเท่าไร และมีวิธีช่วยลดค่าใช้จ่ายได้อย่างไรบ้าง

ชาร์จรถ EV ที่บ้าน ค่าไฟเพิ่มจริงไหม?
เรื่องต้องบอกว่า การเปลี่ยนมาใช้รถ EV และชาร์จไฟบ้าน ทำให้ค่าไฟเพิ่มขึ้นแน่นอน เพราะรถ EV ใช้ไฟฟ้าจากบ้านโดยตรงในการชาร์จแบตเตอรี่ ยิ่งขับเยอะ ชาร์จบ่อย ค่าไฟก็จะเพิ่มมากขึ้นตามระยะทางใช้งาน
อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายต่อกิโลเมตรของรถ EV โดยทั่วไปยังต่ำกว่ารถใช้น้ำมัน โดยเฉพาะผู้ที่ชาร์จไฟที่บ้านเป็นหลัก แทนการใช้สถานีชาร์จด่วนเป็นประจำ
ตัวอย่างคำนวณค่าไฟแบบเข้าใจง่าย
สมมติรถ EV ใช้พลังงานเฉลี่ยประมาณ 15 kWh ต่อระยะทาง 100 กม. และค่าไฟบ้านเฉลี่ยอยู่ราว 4.5 บาทต่อหน่วย
- ขับ 100 กม. ใช้ไฟประมาณ 15 หน่วย
- ค่าไฟประมาณ 67.5 บาท
- เท่ากับประมาณ 0.67 บาทต่อกิโลเมตร
หากขับเดือนละ 1,500 กม. จะใช้ไฟประมาณ 225 หน่วย หรือมีค่าไฟเพิ่มขึ้นราว 1,000 บาทต่อเดือน ทั้งนี้ตัวเลขจริงขึ้นอยู่กับรุ่นรถ พฤติกรรมการขับขี่ ค่าไฟ และรูปแบบการชาร์จ
ทำไมบางบ้านค่าไฟพุ่งมากกว่าที่คิด?
สาเหตุที่ค่าไฟอาจเพิ่มสูงกว่าปกติ มักเกิดจากปัจจัยเหล่านี้
- ชาร์จรถทุกวัน แม้แบตเตอรี่ยังเหลือมาก
- ใช้ Wallbox กำลังสูงร่วมกับเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นจำนวนมาก
- ชาร์จช่วงกลางวันที่ค่าไฟรวมสูงจากการใช้แอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้า
- บ้านใช้มิเตอร์ไฟฟ้าไม่เหมาะสมกับโหลดที่เพิ่มขึ้น
- ขับรถระยะไกลบ่อย ทำให้ต้องชาร์จไฟมากขึ้น

วิธีประหยัดค่าไฟเมื่อชาร์จ EV ที่บ้าน
1. ชาร์จช่วงกลางคืน
การชาร์จช่วงกลางคืนช่วยลดภาระไฟฟ้าในบ้าน เพราะเป็นช่วงที่เครื่องใช้ไฟฟ้าหลายอย่างไม่ได้ทำงานพร้อมกัน และเหมาะกับการเสียบชาร์จทิ้งไว้จนถึงเช้า
2. ใช้มิเตอร์ TOU ถ้าชาร์จรถเป็นประจำ
ผู้ใช้ EV ที่ชาร์จไฟบ้านบ่อย ควรพิจารณามิเตอร์แบบ TOU ซึ่งคิดค่าไฟต่างกันตามช่วงเวลา โดยช่วง Off-peak มักถูกกว่าช่วงกลางวัน เหมาะกับคนที่ตั้งเวลาชาร์จตอนกลางคืนได้
3. ตั้งเวลาชาร์จผ่านรถหรือ Wallbox
รถ EV และ Wallbox หลายรุ่นสามารถตั้งเวลาชาร์จได้ ช่วยให้เริ่มชาร์จในช่วงเวลาที่เหมาะสมโดยไม่ต้องคอยเสียบหรือถอดเอง
4. ไม่จำเป็นต้องชาร์จเต็ม 100% ทุกครั้ง
สำหรับการใช้งานประจำวัน ควรตั้งชาร์จไว้ประมาณ 80-90% ก็เพียงพอในหลายกรณี การชาร์จเต็ม 100% ควรใช้เมื่อมีแผนเดินทางไกลเท่านั้น วิธีนี้ยังช่วยถนอมแบตเตอรี่ในระยะยาวด้วย
5. ตรวจระบบไฟบ้านก่อนติดตั้ง Wallbox
ก่อนติดตั้งเครื่องชาร์จ ควรให้ช่างผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบมิเตอร์ สายไฟ เบรกเกอร์ และระบบกราวด์ เพื่อให้รองรับโหลดไฟได้อย่างปลอดภัย ลดความเสี่ยงไฟตก ไฟเกิน หรือความร้อนสะสม
6. ขับให้ประหยัดไฟ
การขับนุ่มนวล ไม่เร่งกระชาก ใช้ระบบ Regenerative Braking ให้เหมาะสม และตรวจลมยางสม่ำเสมอ จะช่วยลดการใช้พลังงาน ทำให้ชาร์จไฟน้อยลงและประหยัดค่าไฟได้จริง
7. ใช้โซลาร์เซลล์ร่วมกับ EV หากใช้งานเยอะ
บ้านที่มีโซลาร์เซลล์สามารถช่วยลดค่าไฟจากการชาร์จ EV ได้ โดยเฉพาะผู้ที่จอดรถกลางวันและสามารถชาร์จจากไฟที่ผลิตเองได้ แต่ต้องคำนวณต้นทุนติดตั้งและพฤติกรรมใช้งานให้เหมาะสมก่อนตัดสินใจ
ชาร์จที่บ้าน vs ชาร์จด่วน แบบไหนคุ้มกว่า?
อีกเรื่องที่อยากให้คิดเกี่ยวกับเรื่องการชาร์จไฟรถที่บ้าน กับ การชาร์จได่วนแบบไหนคุ้มค่าวกัน โดยทั่วไป การชาร์จที่บ้านมักประหยัดกว่าการชาร์จด่วนตามสถานี เพราะค่าไฟต่อหน่วยต่ำกว่า เมื่อถึงช่วง Off Peak แต่การชาร์จด่วนยังจำเป็นสำหรับการเดินทางไกล หรือกรณีต้องการเติมไฟอย่างรวดเร็ว
วิธีที่เหมาะที่สุดคือ ใช้การชาร์จที่บ้านเป็นหลัก และใช้สถานีชาร์จด่วนเฉพาะเวลาจำเป็น เพราะจะเป็นการยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าของคุณ

สรุปปิดท้าย
ดังนั้นเราจึงสรุปตรงๆ ว่าการชาร์จรถ EV ที่บ้านทำให้ค่าไฟเพิ่มขึ้นจริง แต่ไม่ได้แปลว่าค่าใช้จ่ายรวมจะแพงกว่ารถน้ำมัน เพราะต้นทุนพลังงานต่อกิโลเมตรของรถไฟฟ้ายังถือว่าต่ำกว่าในหลายกรณี
และไม่ต้องห่วงเพราะจริงๆ มีวิธีประหยัดค่าไฟได้ หากต้องการประหยัดที่สุด ควรชาร์จช่วงกลางคืน ใช้มิเตอร์ TOU ตั้งเวลาชาร์จ ไม่ชาร์จเต็ม 100% ทุกวัน และตรวจระบบไฟบ้านให้พร้อมก่อนติดตั้ง Wallbox และ หากเป็นคนใช้รถทุกวันควรจะจัดการแผ่นการชาร์จที่เหมาะสม และไปใช้ระบบชาร์จไฟด่วนเท่าที่จำเป็น รับรองรถยนต์ไฟฟ้าคันนี้จะถึงจุดคุ้มทุนและคืนทุนได้เร็วสมกับที่จะซื้อมาใช้แบบประหยัดพลังงานได้เช่นเดียวกัน
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี



