รีวิว All-new MG5 2021 ใหม่ สมรรถนะอาจไม่ใช่คำตอบ แต่ออปชันคือสุดปัง!

รีวิว All-new MG5 2021 ใหม่ สมรรถนะอาจไม่ใช่คำตอบ แต่ออปชันคือสุดปัง!

     จากภาวะความหวาดกลัวของโรคโควิด-19 และสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ที่สุดในรอบหลายสิบปี เป็นตัวฉุดรั้งให้ยอดจำหน่ายรถใหม่ตกต่ำลงไป แม้แต่ยอดวิวของบทความรถเปิดตัวใหม่บนเว็บไซต์ Sanook Auto ก็ลดลงจากปีก่อนๆ อย่างเห็นได้ชัด แต่นั่นไม่ใช่สำหรับ “All-new MG5” คันนี้

378053

     แน่นอนล่ะครับว่าตลาดรถยนต์ในปัจจุบันก็ยังคงมีการแข่งขันกันสูง แถมผู้บริโภคก็มีทางเลือกเพิ่มมากขึ้นกว่าแต่ก่อน การเปิดตัว All-new MG5 ด้วยราคาจำหน่ายแบบเข้าถึงง่าย มีรูปลักษณ์ที่โดดเด่น พร้อมด้วยอุปกรณ์มาตรฐานครบครันเหนือกว่าคู่แข่ง จึงมีผู้ให้ความสนใจรถคันนี้อยู่เป็นจำนวนมาก และหลายคนก็พร้อมที่จะควักเงินในกระเป๋าแม้ว่าเรายังอยู่ในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ก็ตาม Sanook Auto จึงไม่พลาดที่จะมารีวิว All-new MG5 ใหม่ ให้คุณผู้อ่านได้รู้จักกันมากยิ่งขึ้นครับ

     MG5 ใหม่ ถูกพัฒนาต่อเนื่องมาเป็นเจเนอเรชันที่ 2 แล้ว โดยมีการออกแบบภายใต้แนวทางล่าสุดของเอ็มจี ซึ่งจะถูกนำไปใช้กับรถเอ็มจีรุ่นอื่นๆ ในอนาคต (ปัจจุบันเอสยูวี MG ONE ในประเทศจีนก็มีรูปลักษณ์คล้ายคลึงกับ MG5 ค่อนข้างมาก ซึ่งจนป่านนี้ก็ยังไม่วางจำหน่ายเลยด้วยซ้ำ) โดยบ้านเรามีให้เลือกทั้งหมด 3 รุ่นย่อย ประกอบด้วย

  • รุ่น C
  • รุ่น D
  • รุ่น X

808177

     จากการพูดคุยกับคุณพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการบริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจุบัน All-new MG5 มียอดจองเข้ามาแล้วกว่า 3,500 คัน ภายในระยะเวลาประมาณ 1 เดือนหลังจากเปิดตัว (ปัจจุบันคาดว่าตัวเลขน่าจะสูงกว่านั้น) โดยรุ่นที่ได้รับความนิยมมากที่สุดเป็นรุ่นท็อป (รุ่น X) คิดเป็นสัดส่วนถึง 80% ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเท่าใดนักเนื่องจากเป็นรุ่นที่มีอุปกรณ์มาตรฐานโดดเด่นที่สุด แถมยังมีราคาไม่ถึง 7 แสนบาท หลายคนจึงยอมควักกระเป๋าเพิ่มไม่กี่บาทในแต่ละเดือนเพื่อแลกกับรุ่นท็อปมาครอบครอง

     บทความรีวิวครั้งนี้จึงขอเน้นไปที่รุ่น X ซึ่งเป็นรุ่นท็อปสุดกับราคาจำหน่ายอยู่ที่ 689,000 บาท

ภายนอก

     ดีไซน์ภายนอกของ MG5 ใหม่ ถูกออกแบบเน้นความโฉบเฉี่ยวรอบคัน มาพร้อมเส้นสายที่ให้ความรู้สึกคล้ายกับรถคูเป้ 4 ประตู ซึ่งวิศวกรของเอ็มจีมีความพยายามอย่างยิ่งยวดในการออกแบบแนวหลังคาด้านหลังเพื่อไม่ให้เบียดเบียนพื้นที่เหนือศีรษะมากจนเกินไป โดยทั้งรุ่น C, D และ X ถูกติดตั้งไฟหน้าแบบ LED พร้อมระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติตามสภาพแสง ขณะที่รุ่น D และ X ถูกเพิ่มเติมด้วยไฟส่องสว่างเวลากลางวันแบบ LED ช่วยเพิ่มความโดดเด่นและปลอดภัย

458670

     ขณะที่กระจังแบบ 3 มิติถูกออกแบบโดยเรียกว่า Digital Burning Grille มีความกว้างตลอดแนวกันชน ตกแต่งด้วยสีดำเพิ่มความดุดัน โดยไม่มีไฟตัดหมอกคู่หน้ามาให้แม้แต่รุ่นเดียว ขณะที่ไฟท้าย LED ดีไซน์ Leopard Claw หรือ “กรงเล็บเสือดาว” มีให้เหมือนกันทุกรุ่น พร้อมไฟตัดหมอกด้านหลัง และไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED

     ในรุ่น D และ X ถูกติดตั้งกระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยว พร้อมระบบปรับและพับด้วยไฟฟ้า (รุ่น C เฉพาะปรับไฟฟ้าเท่านั้น) ขณะที่รุ่น X เป็นเพียงรุ่นเดียวที่มีหลังคาซันรูฟมาให้ ซึ่งยังคงเป็นซันรูฟขนาดปกติติดตั้งไว้เหนือศีรษะผู้โดยสารด้านหน้า ไม่ใช่หลังคาแบบพาโนรามิกที่มีความกว้างไปถึงด้านหลัง โดยรุ่น X มาพร้อมล้ออัลลอยสีทูโทนขนาด 17 นิ้ว, รุ่น D เป็นล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว และรุ่น C เป็นล้อกระทะขนาด 16 นิ้วพร้อมฝาครอบล้อ

366764

ภายใน

     ภายในห้องโดยสารของรุ่น X ถูกตกแต่งด้วยสีดำ-แดง ยกเว้นตัวถังสีเหลืองจะให้เป็นสีดำล้วน เพราะถ้าเป็นภายนอกสีเหลืองตัดกับภายในสีแดงคงดูไม่จืดเท่าไหร่นัก ติดตั้งเบาะนั่งหุ้มหนังสังเคราะห์ปรับไฟฟ้า 6 ทิศทางฝั่งผู้ขับขี่ ขณะที่ฝั่งผู้โดยสารเป็นแบบปรับมือ 4 ทิศทาง พร้อมทั้งกล่องเก็บสัมภาระระหว่างเบาะนั่งคู่หน้าที่สามารถใช้เป็นที่วางแขนได้ ซึ่งการตกแต่งภายในของ MG5 ถือว่าทำได้ดีเกินราคา ทั้งในแง่คุณภาพวัสดุและการประกอบ

145148

     ในรุ่น X เป็นรุ่นเดียวที่ถูกติดตั้งหน้าจอมาตรวัด Digital Multi-function Display ขนาด 7 นิ้ว สามารถแสดงข้อมูลได้อย่างหลากหลายไม่เว้นแม้กระทั่งแรงจี ไปจนถึงแรงม้าและแรงบิดของเครื่องยนต์ในขณะนั้น ส่วนพวงมาลัยถูกหุ้มด้วยวัสดุหนัง มีวงรอบขนาดกะทัดรัดพร้อมด้วยกริปเพิ่มความกระชับมือ สามารถปรับสูง-ต่ำได้เท่านั้น ไม่สามารถยืดเข้า-ออกได้ เสริมด้วยกระจกไฟฟ้าแบบ One-touch มาให้ครบทั้ง 4 บาน และระบบเบรกมือไฟฟ้า EPB พร้อมฟังก์ชันช่วยเหยียบเบรกค้าง Auto Vehicle Hold มาให้

632370

     ไฮไลท์เด่นอีกหนึ่งอย่างของ All-new MG5 ใหม่ ที่มีให้เฉพาะรุ่น X นั่นก็คือ ระบบกุญแจแบบ Digital Key ซึ่งนอกจากจะสามารถล็อก-ปลดล็อกประตูรถจากสมาร์ทโฟนได้แล้วนั้น ยังสามารถใช้เป็นกุญแจเพื่อสตาร์ทเครื่องยนต์ได้อีกต่างหาก โดยแทบไม่มีความจำเป็นที่จะต้องพกกุญแจตัวจริงเลยด้วยซ้ำไป ซึ่งการทำงานของ Digital Key จะต้องอยู่ในระยะบลูทูธเพื่อสั่งสตาร์ทเครื่องยนต์ โดยผู้ขับขี่สามารถกดปุ่มคำว่า “Start Stop Engine” บนสมาร์ทโฟน จากนั้นจึงค่อยกดปุ่มสตาร์ทในรถอีกครั้ง เครื่องยนต์ก็จะติดขึ้นโดยไม่ต้องอาศัยกุญแจตัวจริง

     นอกจากนี้ กุญแจ Digital Key ยังสามารถส่งต่อไปให้ผู้อื่นใช้งานผ่านแอปพลิเคชัน i-SMART เช่น บุคคลในครอบครัวหรือเพื่อน พร้อมทั้งสามารถกำหนดระยะเวลาการใช้งานได้ จึงไม่จำเป็นต้องมอบกุญแจตัวจริงให้ผู้อื่นแต่อย่างใด โดยระบบ i-SMART ใน MG5 ยังสามารถระบุตำแหน่งของตัวรถได้ ถ้าใครเอารถไปใช้นอกลู่นอกทางก็สามารถรู้ได้ทันที

digitalkeyfunction

     หน้าจออินโฟเมนท์ของ MG5 ทุกรุ่นย่อยเป็นแบบสัมผัสขนาด 10 นิ้ว วางตัวอยู่ในระดับสายตาของผู้ขับขี่ (แต่ระบบเชื่อมต่อ i-SMART จะมีเฉพาะในรุ่น X เท่านั้น) รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay, ระบบเชื่อมต่อ Bluetooth, ระบบเชื่อมต่อมัลติมีเดียสมาร์ทโฟน Android, ช่อง USB จำนวน 3 ตำแหน่ง, ปุ่มควบคุมเครื่องเสียง และรับ-วางสายโทรศัพท์บนพวงมาลัย และลำโพงจำนวน 6 ตัวรอบคัน (รุ่น C ให้ลำโพง 4 ตัว) อีกทั้งยังสามารถแสดงภาพจากกล้องรอบทิศทางแบบ 3 มิติได้ (รุ่น D เป็นกล้องมองภาพด้านหลัง และรุ่น C ไม่มีกล้อง)

ระบบความปลอดภัย

     MG5 เฉพาะรุ่น X มีการติดตั้งระบบความปลอดภัยขั้นสูง ประกอบด้วย

  • ระบบช่วยเตือนเมื่อต้องการเปลี่ยนเลน (Lane Change Assist)
  • ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตา (Blind Spot Detection)
  • ระบบช่วยเตือนขณะถอยหลัง (Rear Cross Traffic Alert)
  • ระบบช่วยเตือนการชนด้านหลัง (Rear Collision Warning)

mg5_safety_

     ขณะที่ระบบความปลอดภัยมาตรฐานอื่นๆ ของ MG5 ในทุกรุ่นย่อย ได้แก่ ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล TCS, ระบบควบคุมการเบรกในขณะเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง XDS, ระบบเบรก ABS/EBD, ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HAS, ไฟสัญญาณแจ้งเตือนเมื่อเบรกฉุกเฉิน ESS, ไฟส่องนำทางหลังดับเครื่องยนต์ (Follow Me Home Light), สัญญาณเตือนระยะถอยหลัง, จุดยึดเบาะนั่งเด็ก ISOFIX ที่เบาะแถวหลัง, ถุงลมนิรภัยคู่หน้า, ถุงลมนิรภัยด้านข้าง (เฉพาะรุ่น D และ X) และม่านถุงลมนิรภัย (เฉพาะรุ่น X)

เครื่องยนต์และช่วงล่าง

     All-new MG5 ใหม่ ติดตั้งเครื่องยนต์เบนซิน DOHC 4 สูบ VTi-TECH ความจุ 1.5 ลิตร ให้กำลังสุงสุด 114 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 150 นิวตัน-เมตร ที่ 4,500 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ CVT แบบ 8 สปีด รองรับเชื้อเพลิงทางเลือก E85 ได้ และมีอัตราสิ้นเปลืองตามที่ปรากฎบนอีโคสติกเกอร์อยู่ที่ 5.6 ลิตร/100 กม. หรือประมาณ 17.8 กม./ลิตร

     ขณะที่ช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบอิสระแม็คเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังแบบทอร์ชันบีม พร้อมด้วยระบบดิสก์เบรกทั้งด้านหน้าและด้านหลัง

783298

การขับขี่

     ในด้านการขับขี่ของ All-new MG5 นั้น ต้องออกตัวก่อนว่าผู้เขียนได้มีโอกาสทดสอบรถคันนี้บนสนาม MG Driving Experience Centre เป็นระยะทางสั้นๆ เท่านั้น ไม่ได้ขับลงถนนจริงแต่อย่างใด แต่ก็จะพยายามกล่าวถึงสมรรถนะของรถคันนี้ให้ได้มากที่สุดก็แล้วกัน

265028

     ในด้านอัตราเร่งออกจากจุดหยุดนิ่งถือว่าออกไปในแนวนุ่มนวล ไม่กระโชกโฮกฮาก อาจจะต้องรอรอบสักเล็กน้อยก่อนที่เครื่องยนต์จะสามารถสร้างแรงบิดเพื่อส่งให้รถพุ่งออกไปข้างหน้าได้อย่างเต็มที่ อันที่จริงในช่วงจังหวะออกตัวมันมีบุคลิกคล้ายกับ Yaris 1.2 เกียร์อัตโนมัติ CVT ซึ่งไม่ได้จี๊ดจ๊าดเท่าไหร่นัก แต่เมื่อแตะความเร็วประมาณ​ 30 กม./ชม. จึงค่อยเริ่มรู้สึกถึงแรงดึงที่หนักกว่าเล็กน้อย

     หากว่ากันตามตรง สมรรถนะเครื่องยนต์ของ MG5 ถือว่าไม่ได้โดดเด่นอะไรนัก มันทำได้ดีสุดเพียงแค่ใช้งานทั่วไปเท่านั้น อย่าคาดหวังว่าพละกำลัง 114 แรงม้า แรงบิด 150 นิวตัน-เมตรตามที่ปรากฏบนโบรชัวร์จะต้องแรงเหมือนกับคู่แข่งทางฝั่งญี่ปุ่น แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดคือการทำงานของเกียร์อัตโนมัติ CVT ที่ถ่ายทอดกำลังได้อย่างลื่นไหล แตกต่างไปจากรถเอ็มจีรุ่นก่อนๆ อย่างชัดเจน มันเพียงพอที่จะทำให้รู้สึกแฮปปี้กับการขับขี่รถคันนี้ขึ้นมาบ้าง

157649

     แต่สิ่งที่ MG5 ยังคงทำได้ดีตามฉบับเอ็มจี ก็คือช่วงล่างที่ไว้ใจได้ แม้ว่าจะเป็นรถเล็กขนาดกึ่งกลางระหว่าง B-segment และ C-Segment แต่ก็มีช่วงล่างที่ให้ความหนึบหนับกำลังดี ไม่อ่อนหรือแข็งจนเกินไป สามารถสนุกสนานไปกับการเข้าโค้งได้อย่างมั่นใจ ขณะที่พวงมาลัยก็ให้ความคมกำลังดี สามารถขับขี่ลัดเลาะได้แม่นยำตามใจสั่ง เอาเป็นว่ามันคือรถที่มีช่วงล่างดีที่สุดคันหนึ่งเมื่อเทียบกับคู่แข่งเลยล่ะ

สรุป

     All-new MG5 ใหม่ ถูกปรับปรุงพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นแทบในทุกด้าน มาพร้อมรูปลักษณ์ภายนอก-ภายในดีไซน์โฉบเฉี่ยว เห็นในรูปรู้สึกก็รู้สึกว้าวแล้ว พอเห็นคันจริงยิ่งว้าวกว่า อุปกรณ์มาตรฐานภายในมีให้ครบครัน แถมเหนือกว่าคู่แข่งด้วยซ้ำไป ลองคิดดูว่าจะมีรถราคาต่ำกว่า 7 แสนบาทคันไหนที่มีทั้งเบาะผู้ขับขี่ปรับไฟฟ้า, กุญแจ Digital Key, จออินโฟเทนเมนท์ขนาด 10 นิ้ว, ระบบเตือนมุมอับสายตา, Cruise Control ทั้งยังมีระบบเชื่อมต่อ i-SMART ที่ใช้งานได้จริง แค่นี้ก็เรียกได้ว่าคุ้มเกินคุ้มแล้ว (ส่วนการใช้งานระยะยาวคงต้องไปพิสูจน์กันเอาเอง)

      ทั้งหมดนี้แลกมากับสมรรถนะเครื่องยนต์ที่อยู่ในระดับพอใช้งานในชีวิตประจำวันทั่วไป ไม่ได้ต้องการความเร่งรีบอะไรขนาดนั้น พาไปเที่ยวทั่วไทยได้แบบไม่รีบร้อน แต่ช่วงล่างก็มีดีพอที่จะช่วยให้รู้สึกสนุกสนานกับการขับขี่ขึ้นมาบ้าง ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับคุณผู้อ่านแล้วล่ะครับว่าจะ “กล้า” เลือกเอ็มจีมาเป็นคู่หูร่วมเดินทางได้แค่ไหน

 

กำลังโหลดข้อมูล