ลองขับ eMG6 2018 ใหม่ ขุมพลังปลั๊กอินไฮบริดบ้าพลัง 622 นิวตัน-เมตร จะแรงไปถึงไหน!

ลองขับ eMG6 2018 ใหม่ ขุมพลังปลั๊กอินไฮบริดบ้าพลัง 622 นิวตัน-เมตร จะแรงไปถึงไหน!

     MG แม้ว่าเพิ่งจะทำตลาดในบ้านเราอย่างจริงจังได้เพียงไม่นาน แต่จากที่เราได้มีโอกาสไปบุกสำนักงานใหญ่ของ SAIC MG ณ เมืองเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ก็รับรู้ได้ทันทีว่าเอ็มจีเป็นแบรนด์ที่มีอนาคตอีกยาวไกล และจะกลายมาเป็นคู่แข่งสำคัญในแวดวงอุตสาหกรรมยานยนต์ของโลกในอีกไม่ช้านี้

200_1

     เป็นโอกาสอันดีที่ Sanook! Auto ได้เกียรติรับเชิญจาก บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เข้าร่วมงาน “Energize The Future: 2018 SAIC Motor Overseas Media Tour” ไกลถึงกรุงเซี่ยงไฮ้ เพื่อชมความก้าวหน้าของเอ็มจี ทั้งด้านโปรดักส์และแผนการดำเนินงานในอนาคต รวมถึงร่วมทดสอบรถยนต์ MG และ Maxus ที่วางจำหน่ายอยู่ในประเทศจีนขณะนี้ด้วย

     หลายคนคงทราบดีอยู่แล้วว่า MG เคยเป็นแบรนด์รถยนต์เก่าแก่สัญชาติอังกฤษ ก่อนจะถูก Shanghai Automotive Industry Corporation (SAIC) เข้ารวบกิจการในภายหลัง หลังจากนั้นจึงได้ย้ายฐาน R&D และสร้างโรงงานผลิตในประเทศจีน จึงไม่แปลกที่ใครจะเข้าใจว่า MG ก็คือแบรนด์รถยนต์จีนดีดีนี่เอง

252

     ในวันแรกของงาน 2018 SAIC Motor Overseas Media Tour ครั้งนี้ ทางเอ็มจีเปิดโอกาสให้เราได้เข้าร่วมทดสอบรถยนต์จำนวนหลายรุ่นกันอย่างจุใจที่สนามแข่ง Shanghai Tianma Circuit ซึ่งผ่านการรับรองการแข่งขัน F3 จาก FIA ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ MG3 ไมเนอร์เชนจ์ใหม่ ที่เพิ่งเปิดตัวในบ้านเราด้วย >> อ่านรีวิว MG3 2018 ไมเนอร์เชนจ์ที่นี่

     นอกเหนือจาก MG3 ไมเนอร์เชนจ์ใหม่แล้ว ยังมี MG ZS 1.5 NSE, MG6 1.5, รถเอสยูวี Maxus D90, รถแวน Maxus G10 ที่มีข่าวว่าจะเข้ามาเป็นคู่แข่ง Hyundai H-1 ในบ้านเรา แต่ไฮไลท์เด็ดอยู่ที่รถปลั๊กอินไฮบริด eMG6 ซึ่งสร้างความเซอร์ไพรซ์ให้ผม และกลุ่มนักข่าวชาวไทย ถึงขนาดต้องออกปากเรียกร้องให้ผู้บริหารของเอ็มจีประเทศไทย นำรถรุ่นนี้เข้ามาจำหน่ายเถอะ (แต่มีเงื่อนไขว่าราคาต้องดีด้วยนะ) รับรองว่าขายดีไม่แพ้กับ MG ZS ในช่วงเวลานี้แน่ๆ

210

     ที่ผมกล้าพูดเช่นนั้น เพราะสมรรถนะของ eMG6 มีความใกล้เคียงกับรถ Plug-in Hybrid แบรนด์หรูจากเยอรมนีอย่าง BMW 330e และ Mercedes-Benz เป็นอย่างมาก หากนำเข้ามาจำหน่ายในงบประมาณ 1 ล้านบาทต้น ไปจนถึงล้านกลางๆ ได้แล้วล่ะก็ จะกลายเป็นเซ็กเม้นต์ใหม่ที่ช่วยให้คนไทยได้สัมผัสเทคโนโลยีไฮบริดเสียบปลั๊กกันได้ง่ายขึ้น เพราะปัจจุบันรถ C-Segment เครื่องยนต์เบนซินรุ่นท็อปก็กระโดดไปแตะ 1.2 ล้านบาทกันแล้ว

211

     ผมขอพูดถึงรายละเอียดของ eMG6 ใหม่สักเล็กน้อย เนื่องจากรถคันนี้ใช้พื้นฐานร่วมกับรุ่นเครื่องยนต์สันดาปปกติ แต่มีการเปลี่ยนเครื่องยนต์เป็นแบบ E-Drive Hybrid ทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 1.0 ลิตร และมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด พร้อมแบตเตอรี่แบบลิเธียมไอออนขนาด 9.1 กิโลวัตต์ชั่วโมง ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์ไฟฟ้า EDU

     ระบบไฮบริดของ eMG6 ให้กำลังสูงสุดอยู่ที่ 228 แรงม้า (HP) แรงบิดสูงสุด 622 นิวตัน-เมตร (อ่านไม่ผิดหรอกครับ 622 นิวตัน-เมตรจริงๆ) เคลมอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ไว้ที่ 7.9 วินาที สามารถขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวได้ไกล 53 กิโลเมตร และขับเคลื่อนในระบบไฮบริดได้ไกลสุด 705 กิโลเมตร (เงื่อนไขคือ น้ำมันเต็ม+แบตเตอรี่เต็ม)

     ส่วนแบตเตอรี่จะใช้เวลาชาร์จตั้งแต่หมดเกลี้ยงจนถึง 100% ในเวลา 3 ชั่วโมง ด้วยกำลังไฟบ้านปกติผ่านสายชาร์จที่แถมมาให้กับตัวรถเนี่ยแหละครับ

217

     ขณะที่อ็อพชั่นติดรถของ eMG6 คันนี้ ขอยกเฉพาะไฮไลท์เด่นๆ เช่น ไฟหน้า LED, มาตรวัดความเร็วหน้าจอสีขนาด 12.3 นิ้ว, ระบบอินโฟเทนเม้นท์หน้าจอสัมผัส 10.1 นิ้ว, ระบบเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ท Internet Intelligent System V2.0 พร้อม AI Voice Control, ระบบนำทางด้วย Big Data, in-car WiFi, ระบบอัพเดตซอฟท์แวร์ผ่าน OTA, ระบบ MG Pilot Intelligent Active Driving Assist พร้อมฟังก์ชั่นควบคุมรถด้วยรีโมท, ระบบป้องกันการชนด้านหน้า AEB, ระบบช่วยจอดอัตโนมัติ Automatic Parking Assistant, ระบบไฟสูงอัตโนมัติ Intelligent Headlight Control เป็นต้น

     ที่กล่าวมาข้างต้นนี่แค่น้ำจิ้มนะครับ เพราะตัวรถจริงๆ ยังมีฟังก์ชั่นอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งเราขอไม่ยกมาพูดถึงในตอนนี้ นอกเสียจากว่าทางผู้บริหารจะใจป้ำสั่งนำเข้ามาขายในบ้านเรา เมื่อนั้นจะกางสเป็คให้ดูกันแบบเต็มๆ ไปเลย

213

     แม้ว่าตัว eMG6 เองจะมีฟังก์ชั่นมากมายขนาดนี้ แต่ก็อย่าเข้าใจผิดว่า SAIC MG เน้นยัดอ็อพชั่นกองพะเนินมาสร้างความคุ้มค่ามาดึงดูดลูกค้าเพียงอย่างเดียวนะครับ เพราะทันทีที่เราได้มีโอกาสเป็นผู้ขับขี่ในสเตชั่นทดสอบแบบ Mini Circuit ที่มีการขับขี่เป็นวงกลมและแบบ Slalom นั้น เราได้รู้สึกถึงอัตราเร่งของ eMG6 ที่มาแรงและหนักจนหลังติดเบาะ รวมถึงรอยต่อระหว่างมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์ ที่ทำได้เนียนไม่แพ้รถไฮบริดจากแบรนด์ชั้นนำเลย

100

     ซึ่งความรู้สึกนี้ชวนให้นึกถึงครั้งที่ผมทดสอบขับ BMW 330e ในรูปแบบ Slalom ที่มีกำลังให้เค้นอย่างเหลือเฟือ มากเสียจนเรากดคันเร่งได้เพียง 3 ใน 4 ของระยะทั้งหมดเท่านั้น มิเช่นนั้น หากเหยียบกันแบบมิดเท้าจริงๆ ระบบควบคุมเสถียรภาพก็คงเอาไม่อยู่ เกิดอาการอันเดอร์สเตียร์แหกโค้งกันกระจายแน่ๆ อ้อ... ลืมบอกไปว่า eMG6 ส่งกำลังขับเคลื่อนไปยังล้อคู่หน้าเท่านั้นนะครับ

     แต่น่าเสียดายที่เราไม่ได้มีโอกาสกดคันเร่งแบบยาวๆ เพราะทางเอ็มจีวางเส้นทางแบบ Slalom ดักเอาไว้เรียบร้อย ถึงกระนั้นเราก็ยังสัมผัสได้ถึงความหนึบของช่วงล่าง ที่ผมพูดได้เต็มปากเลยว่าเทียบเท่ากับรถซีดานยุโรปรุ่นใหม่ๆ ที่เน้นเพิ่มความนุ่มนวล แต่ยังคงให้ความหนึบแน่นและเกาะถนนเป็นอย่างดี

105

     นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของรถยนต์ที่เราได้เข้าทดสอบกันในครั้งนี้ เพราะในงานยังมีรถเอสยูวีรุ่นใหญ่อย่าง Maxus D90 ที่เซ็ทช่วงล่างออกมาได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อเช่นกัน รวมถึงรถเอ็มพีวี Maxus G10  ที่สามารถเทียบเคียง Hyundai H-1 ทั้งในด้านสมรรถนะและประโยชน์ในงานได้อย่างสูสีมาก

201_1

     จากจุดนี้เองทำให้เราได้ทราบว่า ภายใต้ภาพลักษณ์ MG ที่หลายคนมองว่าเป็นแบรนด์จีนไปเรียบร้อยนั้น ทางบริษัทแม่อย่าง SAIC ก็กำลังพยายามอย่างสุดความสามารถ ในการพัฒนารถยนต์ของพวกเขาให้มีสมรรถนะเทียบชั้นกับแบรนด์รถยนต์ชั้นนำของโลก ขณะที่ eMG6 ที่เราได้ทดสอบนั้น ก็เป็นเครื่องพิสูจน์อย่างดีแล้วว่า MG สามารถทำได้ และทำได้ดีกว่าที่คิดด้วย และมั่นใจว่า MG จะกลายเป็นผู้ผลิตรถยนต์ระดับโลกในระยะเวลาอีกไม่นานต่อจากนี้

241

     วันที่สองของงานครั้งนี้ ทางเอ็มจีได้เปิดบ้านให้เราเข้าเยี่ยมชมศูนย์ R&D และโรงงานผลิตในกรุงเซี่ยงไฮ้ เผยให้เห็นถึงความพร้อมในการพัฒนารถยนต์ไม่แพ้กับแบรนด์รถยนต์จากฝั่งญี่ปุ่นที่เราเคยมีโอกาสเข้าเยี่ยมชมเช่นกัน

239

     ศูนย์เทคนิคของ SAIC Passenger Vehicle แห่งนี้ ถูกก่อสร้างมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 และเสร็จสิ้นในปีเดียวกัน มีการลงทุนก่อสร้างกว่า  4 พันล้านหยวน เนื้อที่ครอบคลุมกว่า 419,000 ตารางเมตร และเป็นหนึ่งในศูนย์ R&D ที่ใหญ่และก้าวหน้ามากที่สุดในประเทศจีน

     ศูนย์แห่งนี้มีแล็บวิจัยรถยนต์หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นศูนย์ทดสอบการชน ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่พาเราเยี่ยมชมระบุว่า กว่าจะเป็นรถยนต์หนึ่งโมเดลที่วางจำหน่ายในโชว์รูมจริงนั้น จะต้องมีการทดสอบการชนถึง 40 ครั้ง เพื่อให้ได้มาตรฐานความปลอดภัยสูงที่สุดเท่าที่จะทำได้

246

     ไม่เพียงเท่านั้น SAIC ยังลงทุนสร้างอุโมงค์ลมเพื่อทดสอบหลักอากาศพลศาสตร์ของรถแต่ละคัน เพื่อให้มีสมรรถนะดีที่สุดและประหยัดน้ำมันควบคู่กันไป, ศูนย์ทดสอบมาตรฐานไอเสีย, ศูนย์ทดสอบ NVH หรือ Noise Vibration and Harshness, ห้องปฏิบัติการระบบส่งกำลัง เป็นต้น

227

     ขณะที่โรงงานผลิตของ SAIC มีจำนวน 2 แห่งในเซี่ยงไฮ้ ประกอบด้วยเมือง Lingang และ Nanjing Pukou ซึ่งทั้งสองแห่งมีกำลังการผลิตรวมกันมากกว่า 800,000 คัน โดยโรงงานในเมือง Lingang ที่เราได้เข้าชมครั้งนี้ ครอบคลุมการผลิตตั้งแต่การ Stamping, การพ่นสี, การประกอบเครื่องยนต์และเกียร์ เป็นต้น

223

     จุดสำคัญของรถยนต์ MG ที่เราคนไทยเองก็เริ่มสัมผัสได้ นั่นคือ การปรับเปลี่ยนดีไซน์ของตัวรถให้มีความทันสมัยและเป็นสากลมากขึ้น ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการใช้ Design Language ใหม่ ของเอ็มจีที่เรียกว่า “Emotional Dynamism” ซึ่งเป็นผลงานของทีมออกแบบ SAIC Design ที่รับผิดชอบทั้งแบรนด์ MG และ Maxus โดยที่ทั้งสองรุ่นมีเป้าหมายต่างกันไปอย่างชัดเจน

     กล่าวคือ MG จะเน้นความทันสมัย ดูพรีเมียม น่าหลงใหล เข้าถึงคนอายุน้อยได้มากขึ้น และตั้งเป้าเพื่อดึงดูดความสนใจของลูกค้าในระดับโลก ขณะที่แบรนด์ Maxus จะเน้นรถยนต์เพื่อการพาณิชย์เป็นหลัก โดยมีดีไซน์เน้นจับกลุ่มชาวจีนอยู่บ้าง ไม่ถึงกับ MG ที่เน้นความสากลมากกว่า

203

     โดยเรายังได้สัมผัสกับรถต้นแบบ MG X-Motion ที่คาดว่าจะมาแทนที่ MG GS ในระยะเวลาอีกไม่นานนี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการออกแบบใหม่ของเอ็มจีอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งคุณผู้อ่านดูจากรูปแล้วคงไม่ต้องบอกนะครับว่ารถคันนี้ถูกออกแบบได้สวยงามขนาดไหน ก็หวังว่าโฉมโปรดัคชั่นจะสามารถถอดแบบจากรถคอนเซ็พท์คันนี้มาให้ได้มากที่สุดก็แล้วกัน

205

     ส่วนอีกคันเป็นรถต้นแบบ Tarantula จากฝั่ง Maxus ที่ออกแบบได้หวือหวาไม่แพ้กัน

000

     ปัจจุบัน MG มีตลาดอยู่ในทวีปต่างๆ นอกเหนือจากไทยและจีน ประกอบด้วย ออสเตรเลีย, อเมริกาใต้, ตะวันออกกลาง รวมถึงชาติดั้งเดิมอย่างอังกฤษ

224

     ขณะที่ไทยเองเป็นประเทศหลักในกลุ่มอาเซียน ปัจจุบันขึ้นเป็นแบรนด์รถยนต์อันดับที่ 8 ในด้านยอดขาย มีอัตราการเติบโตถึง 200 เปอร์เซ็นต์ ภายในระยะเวลาเพียง 3 ปีที่เริ่มทำตลาด โดยโรงงานแห่งใหม่ในจังหวัดชลบุรีมีกำลังการผลิตถึง 100,000 คันต่อปี โดยที่ผ่านมานับตั้งแต่ต้นปีถึงสิ้นสุดเดือนพฤษภาคม 2561 มียอดจำหน่ายไปแล้วกว่า 9,829 คัน เติบโตขึ้นถึง 115 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว อันเป็นผลจากการเปิดตัวเอสยูวีรุ่นล่าสุด MG ZS นั่นเอง

254

     แม้ว่า MG จะเป็นแบรนด์รถยนต์เล็กๆ ท่ามกลางการแข่งขันอย่างหนักหน่วงของค่ายรถยนต์ระดับโลกทั้งฝั่งญี่ปุ่น, อเมริกา และยุโรป แต่การเยี่ยมชมครั้งนี้ทำให้เราเห็นถึงศักยภาพอันแข็งแกร่งของเอ็มจี ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนเองให้เทียบกับแบรนด์ชั้นนำได้อย่างไม่น้อยหน้า แถมยังจะดีกว่าเสียด้วยซ้ำไป อันเป็นผลจากเศรษฐกิจและตลาดของจีนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกเวลานี้ รวมถึงความรู้ความสามารถของชาวจีนยุคใหม่ที่เก่งกาจไม่แพ้ชาติไหน

     เราจะไม่แปลกใจเลยหากเอ็มจีสามารถก้าวมาเป็นคู่แข่งเบอร์สำคัญในอนาคตนับต่อจากนี้ไป

 

ติดตามSanook! Auto