ขับตามรถไฟฟ้าทำไมชอบเบรกเอง? เกิดจากอะไร และทำอย่างไรไม่ให้ชนท้าย

ถ้าใครดูคลิปข่าวในประเทศจะพบว่ามีการนำเสนอเรื่องรถยนต์ไฟฟ้าเบรกเอง นำไปสู่อุบัติเหตุทั้งร้ายแรง และไม่ได้ร้ายแรง แต่ก็สร้างความเสียหายทั้งเวลา และ ทรัพย์สิน มากมาย
ทำไม “รถไฟฟ้าชอบเบรกเองได้?” วันนี้ Sanook Auto จะมาไขคำตอบ
ทำไมรถยนต์ไฟฟ้าเบรกเองได้
จริงๆ มีหลายสาเหตุ เช่น รถไฟฟ้ามีระบบที่ทำให้เกิดการชะลอความเร็วได้มากกว่ารถน้ำมันแบบเดิม โดยเฉพาะ Regenerative Braking และ One-Pedal Driving แต่ยังมีระบบช่วยขับบางประเภท เช่น Adaptive Cruise Control และ Automatic Emergency Braking ที่สามารถสั่งลดความเร็วหรือเบรกได้เช่นกัน ทำให้รู้สึกว่า เรากำลังตกอยู่ในอันตรายเลยด้วยซ้ำ
และยำระบบเบรกแบบนี้อยู่ในรถไฮบริตบางรุ่นด้วยซ้ำ
หลังกการทำงานของ Regenerative Braking
รถไฟฟ้าส่วนใหญ่มีระบบ Regenerative Braking หรือระบบหน่วงด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งต่างจากรถเครื่องยนต์ทั่วไปตรงที่ เมื่อผู้ขับยกเท้าออกจากคันเร่ง มอเตอร์สามารถเปลี่ยนจากการขับเคลื่อนมาเป็นการสร้างแรงต้านเพื่อชะลอรถ พร้อมนำพลังงานบางส่วนกลับไปเก็บไว้ในแบตเตอรี่
ผลคือรถสามารถลดความเร็วได้ค่อนข้างมากโดยที่ผู้ขับยังไม่ได้เหยียบแป้นเบรกเลย แต่ว่าระบบนี้จะไม่ได้หยุดเหมือนกับ การ เปิดระบบ One-Pedal
One-Pedal คืออะไร?
One-Pedal Driving เป็นระบบที่ให้ผู้ขับควบคุมทั้งการเร่งและการชะลอรถผ่านแป้นคันเร่งเป็นหลัก เมื่อเหยียบคันเร่ง รถจะเร่งตามปกติ แต่เมื่อค่อยๆ ผ่อนคันเร่ง รถก็จะเริ่มชะลอ และหากยกเท้าออกมาก ระบบจะเพิ่มแรง Regenerative Braking มากขึ้น
ผู้ผลิตบางรายออกแบบระบบให้รถสามารถลดความเร็วลงจนเกือบหยุดหรือหยุดสนิทได้โดยไม่ต้องเหยียบเบรก ทำให้การขับในเมืองหรือรถติดสะดวกขึ้น เพราะผู้ขับไม่ต้องสลับเท้าระหว่างคันเร่งกับเบรกบ่อยๆ
ใช้ระบบนี้ถอดคันเร่งไฟเบรกตอดไหม
โดยทั่วไปรถรุ่นใหม่จะมีการควบคุมไฟเบรกตามระดับการชะลอของรถ ไม่ได้ดูเพียงว่าผู้ขับเหยียบแป้นเบรกหรือไม่
ตัวอย่างระบบของ Tesla ระบุว่ารถสามารถสั่งเปิดไฟเบรกเมื่อ Regenerative Braking มีแรงหน่วงถึงระดับที่กำหนด ขณะที่รถรุ่นอื่นก็มีแนวทางควบคุมไฟเบรกตามมาตรฐานและการออกแบบของผู้ผลิตแตกต่างกันไป
ดังนั้นไม่ควรคิดว่า “ถ้าไฟเบรกไม่ติด แปลว่ารถข้างหน้าจะไม่ชะลอ” เพราะ EV ยังสามารถเริ่มลดความเร็วจากการถอนคันเร่งได้ และไฟเบรกจะติดเมื่อการชะลอถึงเงื่อนไขของระบบ
เกิดจาก Adaptive Cruise Control สั่งลดความเร็ว
รถยนต์รุ่นใหม่จำนวนมาก ไม่ได้จำกัดเฉพาะ EV มีระบบ Adaptive Cruise Control หรือ ACC ซึ่งสามารถปรับความเร็วรถเพื่อรักษาระยะห่างจากรถคันหน้าโดยอัตโนมัติ หากรถด้านหน้าช้าลง ระบบ ACC อาจถอนกำลังขับและเพิ่มแรงชะลอเอง โดยบางสถานการณ์สามารถใช้เบรกได้ด้วย
สำหรับรถที่มีระบบ Traffic Jam Assist หรือระบบขับตามรถคันหน้าในความเร็วต่ำ การเร่งและชะลอก็อาจเกิดขึ้นโดยระบบช่วยขับ ไม่ใช่การควบคุมจากเท้าของผู้ขับทั้งหมด
แต่ร้ายแรงสุดคือกรณีที่มีรถตัดหน้า รถก็จะเบรกเองได้แล้วเกิดปัญหาตามมา ซึ่งเกิดจากระบบ AEB

ถ้ารถเหมือน “เบรกแรงเอง” อาจเป็น AEB
อีกระบบที่สามารถเบรกได้โดยอัตโนมัติคือ Automatic Emergency Braking หรือ AEB ระบบนี้ใช้กล้อง เรดาร์ หรือเซ็นเซอร์ตรวจสอบสิ่งกีดขวางด้านหน้า หากระบบประเมินว่ามีความเสี่ยงจะเกิดการชน และผู้ขับยังตอบสนองไม่เพียงพอ รถสามารถสั่งเบรกให้เองเพื่อหลีกเลี่ยงการชนหรือลดความรุนแรงของอุบัติเหตุ
ดังนั้นเหตุการณ์ที่รถข้างหน้าลดความเร็วอย่างกะทันหันอาจไม่ได้เกิดจาก Regenerative Braking เสมอไป แต่อาจเป็นระบบช่วยขับที่ตรวจพบความเสี่ยงบางอย่างด้านหน้า
ด้วยเหตุลผทั้งหมด และประกอบกับคนไทยมีนิสัยขับรถที่ใกล้คันหน้าเกินไป จนทำเกิดอุบัติเหตุได้เช่นเดียวกัน
วิธีรับมือเมื่อขับตามรถไฟฟ้า
ถ้าไม่อยากให้คุณเป็นผู้ประสบภัยจากรถไฟฟ้า หรือรถสมัยใหม่ที่มีระบบเหล่านี้จนทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ ก็มีวิธีรับมือดังนี้
1. อย่าขับจี้ท้าย
วิธีง่ายที่สุดคือเพิ่มระยะห่างจากรถด้านหน้า เพราะไม่ว่าเขาจะใช้ Regen, เหยียบเบรก หรือ AEB ทำงาน รถของเราก็จะมีเวลามากขึ้นในการตอบสนอง
หลักทั่วไปคือควรมีระยะตามที่มากพอให้สามารถหยุดรถได้หากรถด้านหน้าชะลออย่างกะทันหัน และควรเพิ่มระยะมากขึ้นเมื่อฝนตก ถนนลื่น หรือทัศนวิสัยไม่ดี
2. อย่ามองแต่ไฟเบรก ให้ดูความเร็วของรถคันหน้าด้วย
ผู้ขับจำนวนมากใช้ไฟเบรกเป็นสัญญาณหลักในการตัดสินใจว่าจะชะลอหรือไม่ แต่เมื่อขับตามรถ EV ควรสังเกตการเคลื่อนที่ของตัวรถด้วย
หากเห็นระยะห่างลดลงหรือรถคันหน้าชะลอ แม้ไฟเบรกเพิ่งเริ่มติด ก็ควรถอนคันเร่งก่อนแทนที่จะรอจนต้องเบรกแรง
3. มองให้ไกลกว่ารถคันหน้า 1 คัน
พยายามมองผ่านกระจกของรถคันหน้าไปยังสภาพการจราจรด้านหน้าถัดไป หากเห็นรถหลายคันเริ่มเบรก ไฟแดงอยู่ข้างหน้า หรือมีรถกำลังเปลี่ยนเลนเข้ามา เราจะสามารถคาดเดาได้ว่ารถที่ตามอยู่อาจต้องชะลอในไม่ช้า
การอ่านสถานการณ์ล่วงหน้าช่วยลดการเบรกแบบฉุกเฉินได้มากกว่าการมองเพียงท้ายรถคันหน้า
4. ถ้ารถด้านหน้าขับแบบเร่งแล้วถอนบ่อย ให้เพิ่มระยะอีก
EV บางคันตั้ง One-Pedal Driving ไว้แรง ผู้ขับที่ยังไม่ชินอาจมีจังหวะเหยียบแล้วถอนคันเร่งบ่อย ทำให้รถเร่งและชะลอสลับกัน
หากเจอรถที่มีพฤติกรรมลักษณะนี้ ไม่จำเป็นต้องพยายามรักษาระยะใกล้ ให้เพิ่มช่องว่างไว้เพื่อดูดซับความเร็วที่เปลี่ยนแปลงแทน
5. ถ้ารู้สึกไม่มั่นใจ เปลี่ยนเลนอย่างปลอดภัย
หากรถข้างหน้ามีจังหวะเบรกหรือชะลอที่คาดเดาได้ยาก และมีช่องทางอื่นที่สามารถเปลี่ยนได้อย่างปลอดภัย การเปลี่ยนเลนแล้วเว้นระยะจากรถคันนั้นอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่าขับจี้แล้วพยายามตามจังหวะให้ทัน
คนขับรถไฟฟ้า หรือมีระบบหน่วงเองต้องปรับตัว
คนขับรถไฟฟ้าก็สามารถลดความเสี่ยงให้รถด้านหลังได้เช่นกัน โดยเฉพาะหากเพิ่งเริ่มใช้ One-Pedal Driving
ควรฝึกการค่อยๆ ผ่อนคันเร่งแทนการถอนเท้าทันที เพื่อให้คุณสามารถควบคุมไม่ได้ ไมต้องทำให้รถเบรกจตนคันหนัลตกใจ และ หากมีรถตามใกล้มาก ควรเพิ่มความนุ่มนวลในการชะลอ ไม่เบรกหรือถอนคันเร่งเพื่อ “สั่งสอน” รถด้านหลัง และหากมีพื้นที่ปลอดภัยก็ควรเปิดทางให้รถที่เร่งรีบผ่านไปแทน

เบรกเองไม่น่ากลัวถ้ารู้ตัวทัน
สาเหตุหลักมาจากธรรมชาติของรถไฟฟ้าที่มี Regenerative Braking ซึ่งสามารถชะลอรถได้ทันทีเมื่อผู้ขับถอนคันเร่ง โดยเฉพาะในโหมด One-Pedal Driving นอกจากนี้ ACC และ AEB ก็สามารถเข้ามาควบคุมการชะลอหรือเบรกได้ในบางสถานการณ์
แต่ประเด็นสำคัญไม่ใช่ว่า “รถไฟฟ้าอันตรายเพราะเบรกเอง” เพราะระบบเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยควบคุมรถและเพิ่มความปลอดภัย สิ่งที่คนขับรถด้านหลังควรเปลี่ยนคือ อย่าขับจี้ อย่ารอไฟเบรกเพียงอย่างเดียว และมองสถานการณ์ด้านหน้าให้ไกลขึ้น
เพราะไม่ว่ารถข้างหน้าจะเป็น EV รถไฮบริด หรือรถน้ำมัน หากเราเว้นระยะน้อยเกินไป การเบรกฉุกเฉินเพียงครั้งเดียวก็สามารถเปลี่ยนจากการชะลอธรรมดาให้กลายเป็นอุบัติเหตุชนท้ายได้ทันที
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี




