พรีวิว Toyota C-HR 2018 ใหม่ สัมผัสครอสโอเวอร์ดีไซน์เฉียบก่อนใครถึงญี่ปุ่น

พรีวิว Toyota C-HR 2018 ใหม่ สัมผัสครอสโอเวอร์ดีไซน์เฉียบก่อนใครถึงญี่ปุ่น

     Toyota C-HR 2018 ถือเป็นรถยนต์อีกหนึ่งรุ่นที่หลายคนกำลังเฝ้ารอวางจำหน่ายในประเทศไทย ด้วยกระแสความนิยมของรถครอสโอเวอร์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กับดีไซน์สุดเฉียบที่สลัดภาพลักษณ์โตโยต้าแบบเดิมๆ ทิ้งไปจนหมด จึงเป็นโอกาสอันดีที่ Sanook! Auto ได้สัมผัสกับรถคันนี้ก่อนใครไกลถึงประเทศญี่ปุ่น

105

     ตลาดรถยนต์เอสยูวี-ครอสโอเวอร์ขนาดเล็กกำลังเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วโลกไม่เว้นแม้แต่บ้านเรา อันจะเห็นได้จากยอดจำหน่ายรถประเภทนี้ที่เติบโตสวนทางกับรถประเภทอื่นอย่างน่าตกใจ เนื่องจากรถครอสโอเวอร์มีจุดเด่นด้านความอเนกประสงค์มากกว่ารถเก๋ง แต่ก็ไม่เทอะทะเหมือนกับเอสยูวีขนาดใหญ่ จึงสามารถดึงดูดลูกค้าทั้งเพศหญิงและเพศชายได้อย่างไม่ยากเย็น

     ค่ายญี่ปุ่นยักษ์ใหญ่อย่างโตโยต้าก็เป็นอีกหนึ่งผู้ผลิตที่เข้ามาร่วมเล่นตลาดกลุ่มนี้ด้วย แม้ว่าจะทิ้งช่วงให้คู่แข่งโกยกอบยอดขายไปนานพอสมควร แต่การเปิดตัวทีหลัง ก็เป็นโอกาสให้โตโยต้าทุ่มเวลาพัฒนารถยนต์รุ่นนี้ให้ดึงดูดลูกค้าได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

106

     Toyota C-HR เวอร์ชั่นต้นแบบถูกเปิดตัวครั้งแรกในโลกที่งาน Paris Motor Show 2014 ขณะที่โฉมโปรดัคชั่นถูกเปิดตัวตามมาให้หลังที่งาน Geneva Motor Show 2016 ซึ่งแม้ว่าจะมีการปรับเส้นสายให้เหมาะสมกับการใช้งานจริงมากขึ้น แต่ก็ยังคงให้ซึ่งดีไซน์อันเย้ายวนน่าดึงดูดตั้งแต่ครั้งแรกที่พบเห็น

     Toyota C-HR ใหม่ ถูกพัฒนาขึ้นบนแพล็ตฟอร์ม TNGA (Toyota New Global Architecture) ซึ่งถูกใช้กับ Prius เจเนอเรชั่นใหม่ล่าสุดนั่นเอง และยังจะถูกนำไปใช้กับรถรุ่นอื่นๆ ของโตโยต้าในอนาคต เช่น Corolla/Auris หรือแม้กระทั่ง Camry ใหม่อีกด้วย เนื่องจากแพล็ตฟอร์มชุดนี้มีความยืดหยุ่น สามารถประยุกต์ใช้กับรถที่มีขนาดต่างกันไป อีกทั้งยังพัฒนาให้รองรับการติดตั้งขุมพลังไฟฟ้า ทำให้ TNGA กลายเป็นแพล็ตฟอร์มที่ทันสมัยและดีที่สุดของโตโยต้าในขณะนี้

144

     สำหรับ Toyota C-HR ในตลาดบ้านเกิดที่ญี่ปุ่น มีให้เลือกทั้งหมด 2 ขุมพลังด้วยกัน เริ่มต้นที่เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบขนาด 1.2 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 116 แรงม้า ที่ 5,200 – 5,600 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 185 นิวตัน-เมตร ที่ 1,500 – 4,000 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ Super CVT-i พร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ ให้อัตราสิ้นเปลือง 15.4 กม./ลิตร

     แต่ที่น่าสนใจกว่านั้น ก็คือ ขุมพลังแบบไฮบริดที่จะวางจำหน่ายในบ้านเราด้วย ซึ่งเครื่องยนต์บล็อกนี้ทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.8 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 98 แรงม้า ที่ 5,200 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 142 นิวตัน-เมตร ที่ 3,600 รอบต่อนาที ควบคู่กับมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้กำลังสูงสุด 72 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 163 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์ซีวีทีแบบไฟฟ้า และมีให้เลือกเฉพาะรุ่นขับเคลื่อนสองล้อ ซึ่งหากเทียบกับสเป็คเครื่องยนต์ของ Prius ใหม่ จะเห็นว่าตัวเลขสมรรถนะออกมาเท่ากันพอดี

101

     สำหรับแบตเตอรี่ของ C-HR Hybrid 2018 ใหม่ เป็นแบบ Nickel-metal Hydride (Ni-MH) ความจุ 6.5 แอมป์แปร์-ชั่วโมง (Ah) ให้แรงดันไฟสูงถึง 201.6 โวลต์ มีประสิทธิภาพการชาร์จเพิ่มขึ้น 28 เปอร์เซ็นต์ แต่มีขนาดเล็กลงจากเดิม 10 เปอร์เซ็นต์

     ซึ่งหลายคนยังคงถกเถียงว่าทำไมโตโยต้าไม่ใช้แบตเตอรี่แบบลิเธียมไอออน เช่นเดียวกับค่ายอื่นๆ ยังใช้แบตเตอรี่แบบ Ni-MH ที่ดูเหมือนจะล้าหลังกว่าชาวบ้านเขา ประเด็นนี้โตโยต้าเคยให้คำตอบว่าความจริงแล้วโตโยต้ามีแบตเตอรี่แบบลิเธียมไอออนให้เลือกใน Prius ด้วย (เฉพาะตลาดญี่ปุ่น) แต่ยอดขายส่วนใหญ่ยังคงเป็นแบตเตอรี่แบบ Ni-MH อยู่ดี ซึ่งแบตเตอรี่ทั้งสองแบบมีข้อดี-ข้อด้อยต่างกันไป เช่น...

     แบตเตอรี่แบบนิกเกิลให้ประสิทธิภาพการปล่อยประจุไฟฟ้าดีกว่าแบบลิเธียม ในขณะเดียวกันแบตลิเธียมก็ให้ประสิทธิภาพการชาร์จไฟดีกว่า ส่วนประสิทธิภาพด้านอื่นๆ เช่น ขนาด, ความทนทาน, ราคา และความปลอดภัย อยู่ในระดับเดียวกัน

100

     ขณะเดียวกันหากพูดถึงกระบวนการรีไซเคิลแบตเตอรี่นั้น โตโยต้าระบุว่าแบตเตอรี่แบบนิกเกิล สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ทั้งหมด ขณะที่แบตเตอรี่แบบลิเธียมปัจจุบันยังไม่มีเทคโนโลยีเพียงพอในการกำจัดหรือนำกลับมาใช้อย่างสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งแปลว่าในระยะยาวนั้น แบตเตอรี่แบบนิกเกิลเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่า บนพื้นฐานของเทคโนโลยีในปัจจุบัน

     ตัวแบตเตอรี่ถูกติดตั้งไว้บริเวณใต้เบาะนั่งด้านหลัง ช่วยเพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระได้มากขึ้น และยังช่วยลดจุดศูนย์ถ่วงของรถให้ต่ำลงได้ อันเป็นผลจากการพัฒนาแพล็ตฟอร์ม TNGA ให้เหมาะสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ

159

     ด้านดีไซน์ของ Toyota C-HR 2018 ถูกติตดั้งไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์ LED พร้อม Daytime Running Light ซึ่งหากเป็นรุ่น LED Edition ก็จะได้ไฟเลี้ยวแบบ LED ด้วย ซึ่งเป็นไฟเลี้ยวแบบไดนามิคที่จะสว่างขึ้นจากด้านในสู่ด้านนอก ดูสวยงาม ขณะที่ไฟท้ายก็จะเป็น LED แบบเส้น พร้อมไฟเลี้ยวและไฟถอยหลังแบบ LED ทั้งหมด ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าเมื่อวางจำหน่ายในบ้านเราแล้ว จะได้ไฟแบบไหนเข้ามา

154

146

     ขณะที่ไฟท้ายแบบปกตินั้น จะมีเฉพาะหลอดไฟหรี่และไฟเบรกที่เป็นแบบ LED แต่ยังคงสะท้อนผ่านโคมแบบมัลติรีเฟลกเตอร์เหมือนกับหลอดไส้ปกติ ดังนั้น หากดูเผินๆ ก็จะเหมือนเป็นไฟธรรมดาที่ไม่ใช่แบบ LED

122

     ดีไซน์ตัวถังเน้นความโฉบเฉี่ยวด้วยไฟหน้าทรงเรียวยาวต่อเนื่องกับกระจังหน้า เส้นสายแนวประตูออกแบบให้ดูเว้าลึกชัดเจน ซึ่งไม่ค่อยจะพบเห็นนักจากค่ายโตโยต้า โป่งซุ้มล้อขนาดใหญ่ช่วยเสริมให้รถดูมั่นคง แข็งแรง แนวหลังคาลาดเทไปทางด้านหลัง พร้อมสปอยเลอร์ขนาดใหญ่เหนือประตูท้าย ขณะที่ไฟท้ายถูกออกแบบให้ดูโฉบเฉี่ยว พร้อมกันชนท้ายที่ตกแต่งให้ดูบึกบึน ประตูคู่หลังถูกออกแบบที่เปิดไว้บริเวณขอบหน้าต่าง เน้นความเป็นรถคูเป้สองประตู

118

     เข้ามาภายในห้องโดยสารที่ถูกตกแต่งด้วยโทนสีดำ ซึ่งในเวอร์ชั่นญี่ปุ่นมีเฉพาะเบาะผ้า ตำแหน่งที่นั่งฝั่งคนขับถูกออกแบบในสไตล์ค็อกพิท ให้ความรู้สึกกระชับ ปุ่มควบคุมต่างๆ ถูกจัดวางไว้ใกล้มือ โดดเด่นด้วยหน้าจออินโฟเทนเม้นท์ขนาดใหญ่ที่วางเหนือแผงคอนโซล

     ซึ่งห้องโดยสารด้านหน้าให้ความรู้สึกเหมือนกับนั่งอยู่ในรถระดับ B-Segment ทั่วไป ความกว้างแม้จะไม่ได้มากมายนัก แต่ก็ไม่ถึงกับอึดอัด ตำแหน่งเบาะนั่งค่อนข้างสูงตามสไตล์รถครอสโอเวอร์ พื้นที่เหนือศีรษะเหลือเฟือเพียงพอ

112

121

     แต่สำหรับเบาะนั่งด้านหลังนั้น กลับรู้สึกว่ามีความอึดอัดเล็กน้อย ด้วยแนวขอบหน้าต่างที่หนาเป็นพิเศษ ทำให้บรรยากาศในห้องโดยสารด้านหลังค่อนข้างอึมครึม พื้นที่เหนือศีรษะสำหรับผู้เขียนที่มีความสูง 173 เซนติเมตรพบว่า เมื่อนั่งหลังชิดพนักพิงเบาะนั่ง จะเหลือพื้นที่พอให้สอดนิ้วได้ประมาณ 3 นิ้ว ซึ่งพื้นที่ที่ค่อนข้างจำกัดนี้ แลกมาด้วยดีไซน์ภายนอกที่โฉบเฉี่ยวตามสไตล์รถสปอร์ต

     มาถึงจุดนี้จึงอาจพูดได้ว่า Toyota C-HR เป็นรถสปอร์ตครอสโอเวอร์ที่เน้นการนั่งโดยสารเบาะหน้ามากกว่า ขณะที่เบาะนั่งด้านหลังมาในสไตล์รถคูเป้สองประตู คือ เพียงพอให้สามารถโดยสารในระยะทางใกล้ๆ แต่หากเดินทางไกลๆ อาจรู้สึกอึดอัดได้

134

     สำหรับการทดสอบในครั้งนี้ เราไม่ได้มีโอกาสทดสอบขับ แต่เป็นการทดสอบนั่ง โดยมีทีมงานชาวญี่ปุ่นของโตโยต้าเป็นผู้ขับให้

     สำหรับเส้นทางการทดสอบครั้งนี้ อยู่ใกล้กับสนาม Central Circuit ห่างจากเมืองโกเบประมาณ 1 ชั่วโมงเศษ โดยมีระยะทางทดสอบทั้งสิ้นเพียง 17 กิโลเมตร พอให้ได้หอมปากหอมคอ ซึ่งผู้เขียนมีโอกาสได้เป็นผู้โดยสารตอนหลังของรถคันนี้

     เมื่อขบวนเริ่มออกตัว สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือการทำงานของระบบไฮบริดที่ไม่ต่างไปจากไฮบริดรุ่นก่อนหน้าของโตโยต้า โดยช่วงออกตัวจะใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อเคลื่อนที่ออกจากจุดหยุดนิ่ง จากนั้นเครื่องยนต์จะเริ่มทำงานเพื่อเสริมกำลังให้รถพุ่งไปข้างหน้า ความเร็วเฉลี่ยในการทดสอบถูกจำกัดไว้ที่ 60 กม./ชม. ตามกฎหมายจราจรอันเข้มงวดของญี่ปุ่น

132

     ช่วงล่างของ Toyota C-HR ถูกเซ็ทมาค่อนข้างหนึบและหนักแน่นกว่าที่คิดไว้ แต่ยังเหลือความนุ่มไว้ซับแรงสะเทือนได้บ้าง ตัวรถสามารถลัดเลาะไปตามแนวเขาได้อย่างมั่นคง แต่ทว่าความเร็ว 60 กม./ชม. ก็ไม่สูงพอที่จะให้ช่วงล่างได้แสดงความสามารถออกมาได้อย่างเต็มที่นัก แต่ก็พอจะบอกได้ว่าช่วงล่างของ C-HR ถูกเน้นความสปอร์ต แน่นหนึบ ตามที่มันควรจะเป็นตั้งแต่แรก

153

     หลังจากเดินทางกลับมายังจุดเริ่มต้นที่สนาม Central Circuit เราก็มุ่งหน้าต่อเพื่อไปทดสอบสมรรถนะบนสนามแข่ง โดยจะมีทั้งการขับขี่แบบปกติและแบบ Hot Lap เพื่อรีดสมรรถนะของรถคันนี้ให้ได้ออกมามากที่สุด โดยที่เรายังคงเป็นเพียงผู้โดยสารเช่นเคย

     ซึ่งการขับขี่บนสนามดังกล่าว ผู้เขียนได้ขยับมาเป็นผู้โดยสารตอนหน้า เพื่อให้ได้ความรู้สึกใกล้เคียงกับผู้ขับขี่มากที่สุด ซึ่งช่วงล่างของ C-HR สามารถเข้าโค้งได้อย่างแม่นยำและง่ายดาย ขณะที่อาการโคลงมีให้เห็นน้อยกว่าที่คิดไว้ แม้ว่าตัวบอดี้จะค่อนข้างสูงในลักษณะครอสโอเวอร์ก็ตาม

150

     ขุมพลังของเครื่องยนต์ไฮบริดให้อัตราเร่งอย่างที่คาดหวังไว้ แม้จะไม่ได้พุ่งจนหลังติดเบาะ แต่ก็สามารถแตะความเร็ว 120 กม./ชม. ได้อย่างไม่ยากเย็น ซึ่งอัตราเร่งจะมาในแนวราบเรียบตามฉบับเกียร์ E-CVT

     สำหรับอัตราสิ้นเปลืองหลังจากทดสอบวิ่งบนถนนจริงพบว่าได้ตัวเลข 27.1 กม./ลิตร กับการขับขี่ด้วยความเร็วจำกัด ซึ่งถือว่าน่าประทับใจไม่น้อย เมื่อเทียบว่านี่คือรถครอสโอเวอร์ที่มีล้อและยางขนาดใหญ่ พร้อมทั้งบอดี้ที่ต้านลมมากกว่ารถเก๋งทั่วไป

149

     สรุป Toyota C-HR 2018 ใหม่ เป็นรถที่มีดีไซน์ดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่มีอายุน้อยลง โดดเด่นด้วยขุมพลังแบบไฮบริดที่ให้ความประหยัด ช่วงล่างเน้นความสปอร์ตแน่นหนึบ สามารถเข้าโค้งหนักๆ ได้ใกล้เคียงกับรถซีดาน พื้นที่ห้องโดยสารด้านหน้าให้ความกว้างขวางใกล้เคียงรถ B-Segment แต่ต้องทำใจว่าพื้นที่ด้านหลังอาจนั่งไม่สบายนัก แลกมากับดีไซน์ภายนอกที่ดูโฉบเฉี่ยว

     ส่วนบ้านเราคาดว่าจะเริ่มส่งมอบกันภายในปี 2018 นี้ โดยจะจัดแสดงคันจริงให้ได้สัมผัสกันที่งานมอเตอร์เอ็กซ์โป 2017

160

     หากใครสนใจก็เตรียมเก็บเงินได้เลย!

 

ติดตามSanook! Auto