รีวิว Nissan Note 2017 ใหม่ อีโคคาร์ฟังก์ชั่นล้ำในราคาคุ้มค่า

รีวิว Nissan Note 2017 ใหม่ อีโคคาร์ฟังก์ชั่นล้ำในราคาคุ้มค่า
S! Auto

สนับสนุนเนื้อหา

     ตลาดรถยนต์นั่งระดับอีโคคาร์ในปัจจุบัน ยังคงได้รับกระแสตอบรับที่ดีเรื่อยมา อันเห็นได้จากการเปิดตัวรถยนต์อีโคคาร์รุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการแนะนำอีโคคาร์เฟส 2 ในอนาคตที่น่าจะเรียกกระแสอีโคคาร์ให้คึกคักมากยิ่งขึ้น

     นิสสัน โน๊ต 2017 เป็นอีโคคาร์อีกหนึ่งรุ่นที่เพิ่งได้รับการเปิดตัวในบ้านเรา อันที่จริง Note เองควรจะเปิดตัวในบ้านเรามานานแล้ว เพราะด้วยดีไซน์พิมพ์นิยมที่น่าจะถูกใจชาวไทย สามารถใส่เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร ทำตลาดกับคู่แข่งระดับ B-Segment ที่นิสสันยังมีช่องโหว่ในตลาดนี้ได้อย่างสบาย แต่เอาน่ะ! ถึงจะมาช้าไปหน่อย แต่ก็ยังดีกว่าไม่มา

136

     Nissan Note 2017 ถูกเปิดตัวเป็นครั้งแรกในบ้านเราเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2560 ที่ผ่านมา โดยรถรุ่นนี้ถูกทำตลาดในต่างประเทศจนกระทั่งได้รับการไมเนอร์เชนจ์แล้ว แต่สำหรับตลาดไทยได้นำเอาโฉมไมเนอร์เชนจ์นี่แหละ มาเป็นโมเดลใหม่ของบ้านเรา ซึ่งก็ถือว่าสดใหม่อยู่พอสมควร ซึ่งอนาคตเมื่อถึงคราวฟูลโมเดลเชนจ์จะเป็นอย่างไร ก็คงต้องค่อยว่ากัน เพราะอายุตลาดโมเดลนี้ก็ถือว่าผ่านมาครึ่งทางแล้ว

     ปัจจุบัน Nissan Note ถูกทำตลาดควบคู่ไปกับรุ่น March โดยตัดรุ่นท็อปของ March ออก แล้วจึงเสียบ Note เข้าไปแทน โดย Note จะมีให้เลือกทั้งหมด 2 รุ่นย่อย ได้แก่ 1.2 V และ 1.2 VL  มีราคาแตกต่างกันอยู่ที่ 72,000 บาท ซึ่งถือว่าเยอะพอสมควร

132

     Nissan Note ใหม่ ถูกวางให้เป็นรถอีโคคาร์ที่มีขนาดบอดี้ใหญ่มากขึ้น เน้นจับกลุ่มผู้ที่ชื่นชอบฟังก์ชั่นล้ำสมัย เน้นการใช้งานในเมืองเป็นหลัก และยังสามารถขับออกนอกเมืองได้ ห้องโดยสารเน้นความอรรถประโยชน์ พร้อมดีไซน์ที่ร่วมสมัยมากขึ้น และยังเป็นอีโคคาร์รุ่นแรกของนิสสันที่มาพร้อมเทคโนโลยี ‘Nissan Intelligent Mobility’ ซึ่งเน้นความปลอดภัยระดับสูงและการประหยัดน้ำมันที่ดี

232

     ตัวถังของ นิสสัน โน้ต 2017 มีลักษณะเป็นแบบแฮทช์แบ็ค 5 ประตู เน้นดีไซน์ที่ดูปราดเปรียวโฉบเฉี่ยว แต่ยังคงไว้ซึ่งความโอ่โถงของห้องโดยสาร ด้านหน้าของรุ่น 1.2 VL ถูกติดตั้งไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์ LED พร้อมไฟ Signature Light แบบ LED ซึ่งจะสว่างขึ้นเมื่อเปิดไฟหรี่ มาพร้อมระบบปรับมุมสูง-ต่ำได้ ออกแบบรับกับกระจังหน้าทรง V-Motion เอกลักษณ์ของนิสสัน กันชนหน้าถูกตกแต่งด้วยโครเมียม พร้อมตัดหมอกคู่หน้าแบบฮาโลเจน

236

     เส้นสายด้านข้างถือเป็นพิมพ์นิยมสำหรับรถแฮทช์แบ็ค ด้วยการออกแบบให้มีกระจกหูช้างคู่หน้า และกระจกโอเปร่าด้านหลัง กระจกมองข้างแบบปรับ-พับด้วยไฟฟ้าพร้อมไฟเลี้ยว ถูกติดตั้งยึดไว้กับบานประตู ตัวถังด้านข้างออกแบบให้มีเส้นเว้าช่วยเพิ่มมิติให้กับตัวรถ พร้อมมือเปิดประตูชุบโครเมียมเพิ่มความหรูหรา

     ด้านท้ายติดตั้งไฟท้ายแบบ Signature Light ดีไซน์แบบบูมเมอแรง พร้อมไฟเบรกแบบ LED ชุดไฟออกแบบให้มีลักษณะกึ่งโคมดำเพิ่มความสปอร์ต ติดตั้งสปอยเลอร์บนประตูหลังมาให้เฉพาะรุ่น 1.2 VL ขณะที่เสาอากาศรับวิทยุจะถูกติดตั้งไว้เหนือหลังคาช่วงหลัง ติดตั้งล้ออัลลอยขนาด 15 นิ้ว พร้อมยางขนาด 185/65 R15

228

     ขนาดตัวถังของ Nissan Note ถือว่าเป็นจุดเด่นในรถระดับเดียวกัน ด้วยความยาวตลอดคันอยู่ที่ 4,105 มิลลิเมตร ความกว้าง 1,695 มิลลิเมตร ความสูง 1,535 มิลลิเมตร ความยาวฐานล้อ 2,600 มิลลิเมตร หากเทียบกับอีโคคาร์ตัวถังแฮทช์แบ็คด้วยกันพบว่า Note มีขนาดใกล้เคียงกับ Toyota Yaris (4,115x1,700x1,475 มม.) ขณะที่อีโคคาร์รุ่นอื่น Note มีขนาดใหญ่กว่าชาวบ้านเขาหมด และยังมีขนาดใหญ่กว่า B-Segment ขนาด 1.5 ลิตรอย่าง Honda Jazz ด้วย (3,955x1,695x1,525 มม.)

     ซึ่งว่ากันตามจริงแล้ว รถยนต์ทั้ง 3 รุ่นที่ยกตัวอย่างมานั้น (Yaris, Note และ Jazz) ในตลาดโลกก็ถือเป็นรถในระดับเดียวกัน เพียงแต่ถูกนำมาจับใส่เครื่องยนต์ 1.2 ลิตร เพื่อให้เข้าเกณฑ์อีโคคาร์ในบ้านเราเท่านั้นเอง

144

     ห้องโดยสารของ Note ถูกตกแต่งเน้นโทนสีดำเป็นหลัก เบาะนั่งถูกหุ้มด้วยผ้าสีดำสลับสีเบจ เบาะนั่งฝั่งคนขับสามารถปรับสูง-ต่ำได้ (ซึ่งแม้ว่าจะปรับให้ต่ำที่สุดแล้ว สำหรับตัวผู้เขียนเองก็ยังถือว่าค่อนข้างสูงอยู่ดี) เบาะนั่งด้านหลังในรุ่น 1.2 VL สามารถปรับพับแยกแบบ 60:40 ได้ ตัวฟองน้ำที่บุภายในเบาะมีลักษณะค่อนข้างนิ่มยวบไปสักนิด อาจทำให้รู้สึกไม่สบายตัวขณะนั่งไปนานๆ

     การซัพพอร์ตต้นขาและแผ่นหลังของตัวเบาะนั่งคู่หน้าถือว่ารับได้ แม้ว่าว่าพนักพิงหลังจะซัพพอร์ตแผ่นหลังช่วงบนได้ไม่ดีเท่าที่ควรนัก ขณะที่ตัวเบาะรองนั่งก็มีขนาดค่อนข้างเล็ก แต่ที่น่าเป็นห่วงจริงๆ ก็คือเบาะนั่งด้านหลัง ที่มีฐานเบาะค่อนข้างสั้น ไม่สามารถซัพพอร์ตต้นขาได้อย่างเต็มที่ แต่ก็แลกมาด้วยพนักพิงที่สามารถปรับเอนได้

181

     ดีไซน์คอนโซลหน้าถูกยกมาจาก March/Almera แทบทั้งหมด ต่างกันที่ช่องแอร์ตรงกลางแบบกลม ตกแต่งคอนโซลด้วยสีดำ Piano Black ในรุ่น 1.2 VL ติดตั้งเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว รองรับ CD/DVD/MP3 ได้ 1 แผ่น รองรับการเชื่อมต่อ USB/Bluetooth พร้อมช่อง AV-in และ HDMI พร้อมปุ่มควบคุมเครื่องเสียงและรับสาย-วางสายโทรศัพท์บนพวงมาลัย ขับกำลังเสียงผ่านลำโพงรอบคัน 4 จุด

155

     ไล่ลงมาเป็นแผงควบคุมระบบปรับอากาศอัตโนมัติทรงกลมหน้าตาคุ้นเคยดีซึ่งยกมาจาก March/Almera เช่นกัน ติดตั้งช่องวางแก้วน้ำ 2 ตำแหน่งไว้ข้างใต้ ขณะที่บริเวณแผงประตู ไม่ว่าจะเป็นมือเปิดประตูแบบโครเมียมและสวิตช์ควบคุมกระจกไฟฟ้ามีลักษณะเหมือนอีโคคาร์รุ่นน้องด้วยเช่นกัน

146

     ฝั่งผู้ขับขี่ติดตั้งพวงมาลัยหุ้มหนังแบบ 3 ก้านดีไซน์ใหม่แบบเดียวกับ March เวอร์ชั่นยุโรปที่เพิ่งเปิดตัวไปไม่นาน ตัวพวงมาลัยให้ความแบกระชับค่อนข้างดี มีเว้าช่วยจับให้ถนัดมือ ออกแบบให้วงพวงมาลัยตัดตรงด้านล่างเพิ่มความสปอร์ต และช่วยให้มีพื้นที่ช่วงขาเพิ่มขึ้น ปุ่มควบคุมเครื่องเสียงและโทรศัพท์ทั้งหมดถูกติดตั้งไว้ฝั่งซ้ายของพวงมาลัย

     ขณะที่กุญแจรีโมทและปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ถูกติดตั้งให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน เหนือเพดานเป็นไฟในห้องโดยสาร 2 ตำแหน่ง สำหรับผู้โดยสารตอนหน้า และกลางห้องโดยสาร ซึ่งตำแหน่งด้านหน้าไม่สามารถเปิดแยกซ้าย-ขวาได้ มีช่องจ่ายไฟ 12 โวลต์ให้ 1 ตำแหน่ง รวมถึงช่องเสียบ USB สำหรับชาร์จไฟอีก 1 ตำแหน่ง บริเวณที่วางแขนระหว่างเบาะนั่งคู่หน้า

159

     ในรุ่น 1.2 VL ติดตั้งกล้องมองหลังตัดแสงอัตโนมัติ ซึ่งสามารถใช้แสดงผลจากกล้องมองภาพทิศทาง Intelligent Around View Monitor ได้ มาพร้อมฟีเจอร์ตรวจจับและส่งสัญญาณเตือนวัตถุและบุคคลเคลื่อนไหวได้ (Moving Object Detection) แต่การที่ติดตั้งจอแสดงภาพไว้กับกระจกมองหลังนั้น แน่นอนว่าภาพที่ได้จะมีขนาดค่อนข้างเล็ก และยังเบียดเบียนพื้นที่ในการมองกระจกหลังส่วนหนึ่งออกไปด้วย จึงจำเป็นต้องใช้งานให้ชินกันสักเล็กน้อย รวมถึงไม่มีเซ็นเซอร์สำหรับกะระยะด้านท้ายมาให้

     ด้านระบบความปลอดภัยถือเป็นฟีเจอร์เด่นใน นิสสัน โน๊ต ใหม่ เพราะนอกจากจะถูกติดตั้งกล้องมองภาพรอบคันแล้ว ยังมีระบบช่วยเตือนก่อนการชนด้านหน้าอัจฉริยะ (Intelligent Forward Collision Warning), ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัจฉริยะ (Intelligent Emergency Braking) ที่สามารถตรวจจับรถยนต์และบุคคลได้ รวมถึงระบบเตือนเมื่อรถออกนอกช่องทาง (Lane Departure Warning) ซึ่งทุกระบบทำงานผ่านกล้องที่ติดตั้งไว้บริเวณกระจกบังลมหน้า

165

     ขณะที่ระบบความปลอดภัยพื้นฐานมีมาให้อย่างครบครันในทุกรุ่นย่อย ได้แก่ ถุงลมนิรภัยคู่หน้า, ระบบเบรก ABS/EBD และ BA, ระบบช่วยควบคุมเสถียรภาพ VDC, ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HSA), เข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุดทั้ง 5 ที่นั่ง, จุดยึดเบาะนั่งสำหรับเด็ก ISOFIX เป็นต้น

153

     ขุมพลังของ Nissan Note 2017 ถูกยกมาจาก March/Almera เช่นกัน โดยเป็นเครื่องยนต์รหัส HR12DE แบบ 3 สูบ DOHC ความจุ 1.2 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 79 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 106 นิวตัน-เมตร ที่ 4,400 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ X-TRONIC CVT พร้อมระบบ D-Step Logic ที่ช่วยเสริมการทำงานของเกียร์ให้สัมพันธ์กับสภาพการขับขี่มากขึ้น

     อัตราการบริโภคเชื้อเพลิงของ Note 2017 ถูกเคลมไว้ที่ 20 กม./ลิตร ตามมาตรฐานอีโคคาร์ รองรับพลังงานทางเลือก E20 ได้

     โครงสร้างช่วงล่างของ Note ถูกยกมาจาก Almera แทบทั้งหมด ช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบอิสระ แม็คเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังแบบทอร์ชั่นบีมพร้อมเหล็กกันโคลง ติดตั้งพวงมาลัยแบบไฟฟ้า EPS พร้อมระบบเบรกแบบหน้าดิสก์-หลังดรัมทุกรุ่นย่อย

176

     สัมผัสแรกที่ก้าวเข้ามายังห้องโดยสารของ Note 2017 ใหม่ ก็รู้สึกถึงความโล่งโปร่งสบาย ห้องโดยสารสามารถจุผู้โดยสาร 5 คนได้อย่างเหลือๆ แต่จะติหน่อยก็ตรงที่เบาะนั่งที่มีฐานรองค่อนข้างสั้น และฟองน้ำที่ค่อนข้างนิ่มยวบไปนิด ขณะที่เบาะนั่งสำหรับผู้ขับขี่อยู่ในระดับค่อนข้างสูง แม้ว่าจะปรับลงมาสุดแล้วก็ตามที

     อัตราเร่งของ Nissan Note ในช่วงออกตัวตั้งแต่ความเร็ว 0-60 กม./ชม. ถือว่าน่าพอใจสำหรับเครื่องยนต์ 1.2 ลิตร บวกกับการเปลี่ยนเกียร์ที่ลื่นไหลตามสไตล์ CVT แต่เมื่อพ้นความเร็ว 60 กม./ชม. ก็จะเริ่มมีอาการหน่วงให้เห็นแล้ว การที่ความเร็วค่อยๆ ไต่ขึ้นไปจนแตะระดับ 100 กม./ชม. ใช้เวลาอยู่พอสมควร ดังนั้น การเร่งแซงในช่วงที่เป็นถนนสองเลนอาจต้องเผื่อระยะห่างระหว่างรถคันที่สวนมาไว้เยอะกว่าปกติสักนิด

101

     แม้ว่าบางช่วงเราสามารถทำความเร็วแตะ 140 กม./ชม. ได้ แต่ก็ใช้เวลาและเค้นคันเร่งกันอยู่พอสมควร แต่ความเร็วที่แนะนำสำหรับ Note อยู่ที่ประมาณ 100-110 กม./ชม. ก็น่าจะเพียงพอ หากขับด้วยความเร็วมากกว่านั้น รอบเครื่องยนต์จะสวิงแทบตลอดเวลา เพราะสมองกลเกียร์จะสั่งให้เปลี่ยนอัตราทดเพื่อเรียกกำลังให้สูงขึ้นอยู่เรื่อยๆ

     ด้านช่วงล่างถือว่าเซ็ทมาให้ค่อนข้างนุ่มนวลทีเดียว รองรับแรงสะเทือนได้ดี สามารถโดยสารได้อย่างสะดวกสบาย แต่ด้วยตัวถังที่มีลักษณะค่อนข้างสูง ทำให้มีอาการโยนบ้างขณะเข้าโค้ง จึงเหมาะสำหรับการขับขี่แบบเรื่อยๆ ไม่เร่งรีบมากกว่า

108

     ขณะที่ระบบเบรกถูกเซ็ทมาค่อนข้างลึก จังหวะที่กดแป้นเบรกลงไปครั้งแรกประมาณ 1 ใน 4 ของระยะทั้งหมด แทบจะไม่มีการลดความเร็วเลย จำเป็นต้องกดเพิ่มเพื่อให้ความเร็วลดลงมา ซึ่งเป็นบุคลิกคล้ายรถยุโรปนิดๆ จึงจำเป็นต้องอาศัยความชินสักหน่อย จะจึงเบรกได้ตามใจสั่ง

140

     สรุป Nissan Note 2017 ใหม่ ถือเป็นอีโคคาร์ที่สดใหม่ที่สุดในตลาดขณะนี้ ดีไซน์สวยลงตัว ห้องโดยสารกว้างขวาง แต่ติดที่เบาะนั่งโดยสารค่อนข้างเล็ก สมรรถนะจากเครื่องยนต์ 1.2 ลิตร เหมาะสำหรับการใช้งานในเมืองเป็นหลัก เดินทางต่างจังหวัดนานๆครั้งแบบไม่เร่งรีบ ช่วงล่างเน้นความนุ่มนวล นั่งสบาย มีฟีเจอร์ความปลอดภัยหลากหลาย และโดดเด่นกว่าอีโคคาร์ระดับเดียวกัน วัสดุภายในหลายจุดอาจดูด้อยไปบ้าง แต่ก็ดีขึ้นกว่า March/Almera

     ด้วยราคาจำหน่ายราว 5 แสนกลางค่อนไปทางปลาย ไปจนถึง 6 แสนกลาง ก็ถือว่าได้ความคุ้มค่าแบบครบครัน เชื่อว่ารถคันนี้มีกลุ่มลูกค้าที่เหมาะสมจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียวครับ

215

ราคาจำหน่าย Nissan Note 2017 ใหม่

Nissan Note 1.2V ราคา 568,000 บาท
Nissan Note 1.2VL ราคา 640,000 บาท

ขอขอบคุณผู้บริหารและฝ่ายประชาสัมผัส บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ให้เกียรติเชิญเข้าร่วมทดสอบในครั้งนี้

 

ติดตามSanook! Auto