รีวิว Volvo XC90 D5 AWD Momentum ใหม่ เมื่อความหรูล้ำผสานความไฮเทคอย่างลงตัว

รีวิว Volvo XC90 D5 AWD Momentum ใหม่ เมื่อความหรูล้ำผสานความไฮเทคอย่างลงตัว
S! Auto

สนับสนุนเนื้อหา

     Volvo XC90 เจเนอเรชั่นใหม่ ถือเป็นแฟลกชิพโมเดลของค่ายที่เชื่อว่าเศรษฐีกระเป๋าหนักหลายคนกำลังจับตามอง หลังจากที่โฉมแรกกินอายุตลาดกว่า 12 ปี ดังนั้น การกลับมาของ XC90 ใหม่ครั้งนี้ เรียกว่าไม่ธรรมดา เพราะนี่คือที่สุดของเอสยูวีระดับหรู ที่ล้ำทั้งรูปลักษณ์และเทคโนโลยีความปลอดภัย ที่มาสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับวอลโว่เลยทีเดียว

     คราวนี้ Sanook! Auto ได้รับเกียรติเชิญเข้าร่วมทดสอบ All-new Volvo XC90 D5 AWD Momentum รุ่นใหม่ล่าสุด บนเส้นทางกรุงเทพฯ-หัวหิน เป็นระยะทางกว่า 480 กิโลเมตร เพื่อพิสูจน์สิ่งที่ผู้เขียนบอกเล่าไปด้านบนว่ามันไม่ได้เว่อร์เกินจริงแต่อย่างใด...!

 

     Volvo XC90 โฉมใหม่ ถูกเปิดตัวไปเมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยนับว่าเป็นเจเนอเรชั่นที่ 2 แล้ว ต่อจากโฉมแรกที่ทำตลาดมาตั้งแต่ปี 2002 เรื่อยมาจนถึงปี 2014 นับว่ามีอายุตลาดยาวนานถึง 12 ปีเต็มเลยทีเดียว แต่ทั้งนี้ XC90 ก็ยังเป็นรถที่สร้างชื่อให้กับวอลโว่ในด้านความปลอดภัยได้เป็นอย่างดีเสมอมาภายใต้ตัวถังแบบเอสยูวี

     Volvo XC90 ใหม่ ถูกพัฒนาขึ้นบนแพล็ตฟอร์ม SPA (Scalable Product Architecture) ใหม่ล่าสุดของวอลโว่ ซึ่งวอลโว่จะใช้แพล็ตฟอร์มเดียวกันนี้เป็นพื้นฐานของรถรุ่นอื่นๆ ในอนาคต หนึ่งในนั้นก็คือ S90 ที่กำลังจะตามมาเร็วๆนี้นั่นเอง

     เอ็กซ์ซี 90 ใหม่ ทำตลาดในประเทศไทยด้วย 3 รุ่นย่อย ได้แก่ D5 AWD Momentum ซึ่งเป็นรุ่นเริ่มต้นที่เราได้ทดสอบในครั้งนี้ ตามด้วยรุ่น T8 Twin Engine Momentum และรุ่นท็อปสุด T8 Twin Engine Inscription ดังนั้น XC90 ที่ทำตลาดในไทยจะมีรุ่นเครื่องยนต์ดีเซลเพียงรุ่นเดียว นอกนั้นเป็นเครื่องยนต์เบนซินไฮบริดทั้งหมด

 

     รูปลักษณ์ด้านหน้าของ XC90 ถูกออกแบบให้ดูเรียบง่ายแต่หรูหรา ด้วยไฟหน้าทรงยาวพร้อม Daytime Running Light แบบแอลอีดีรูปตัว T ซึ่งวอลโว่ระบุว่าได้แรงบันดาลใจมาจาก ‘Thor’s Hammer’ หรือ ‘ฆ้อนแห่งเทพเจ้าธอร์’ นั่นเอง ซึ่งเส้นที่ว่านี้จะใช้ร่วมกับไฟเลี้ยวด้วย

     กระจังหน้าออกแบบให้เป็นสีดำล้อมด้วยโครเมี่ยม รวมถึงยังเปลี่ยนโลโก้แบบใหม่ที่ดูเรียบง่ายขึ้นกว่าเดิม ด้านล่างกันชนติดตั้งไฟตัดหมอกแบบ LED ซึ่งมีเฉพาะในรุ่น D5 เท่านั้น หากเป็นรุ่น T8 ที่ใช้เครื่องยนต์ไฮบริด จะถูกตัดออกไปเปลี่ยนเป็นช่องระบายความร้อนแทน

     ชุดไฟหลักเป็นแบบ LED ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นไฟต่ำ ไฟสูง มาพร้อมระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ, ไฟส่องสว่างขณะเลี้ยวที่ความเร็วต่ำ (Cornering Light) รวมถึงระบบระบบเปิด-ปิดไฟสูงพร้อมปรับลำแสงอัตโนมัติ (Active High Beam Control) ด้วย

 

     ด้านท้ายติดตั้งไฟท้ายแบบ LED ดีไซน์หรูหราสวยงาม ติดตั้งไฟแบบ LED ทั้งหมด ยกเว้นไฟถอยหลัง ชายกันชนด้านล่างตกแต่งด้วยสีเงิน พร้อมปลายท่อไอเสียแบบคู่วางแยกกัน ปุ่มเปิดประตูท้ายแบบไฟฟ้าจะถูกซ่อนไว้บริเวณเหนือป้ายทะเบียน

     ดีไซน์ด้านข้างออกแบบอย่างเรียบหรู สวยงาม ซึ่งสะท้อนความเป็นสแกนดิเนเวียนได้เป็นอย่างดี กระจกมองข้างติดตั้งไว้บริเวณตัวถังประตู ที่เปิดประตูตกแต่งด้วยแถบโครเมี่ยมขนาดเล็ก ขณะที่ซุ้มล้อใช้สีเดียวกับตัวถังรถ ดูกลมกลืนสวยงาม

     ในรุ่น D5 AWD Momentum มาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว พร้อมยางขนาด 235/55 R19 จะมีเพียงรุ่น T8 Twin Engine Inscription เท่านั้นที่มาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว และยางขนาด 275/45 R20

 

     ก้าวเข้ามานั่งภายในห้องโดยสาร ก็ต้องประหลาดใจด้วยการตกแต่งที่ดูเรียบง่ายกว่าที่เคยเป็นมา แต่ยังคงแฝงด้วยความหรูหรา และการตกแต่งอย่างประณีตบรรจง สิ่งที่เห็นเด่นตระหง่านอยู่บนแผงคอนโซลก็คือจอสัมผัสขนาด 9 นิ้ว ที่ใช้ควบคุมระบบความบันเทิงและระบบต่างๆทั้งหมดของรถ ซึ่งลักษณะการทำงานคล้ายกับสมาร์ทโฟน โดยจะมีปุ่มขนาดใหญ่ตรงกลาง สำหรับเรียกหน้าจอหลักขึ้นมาแสดงผล (นึกถึงปุ่มโฮมบนโทรศัพท์ไอโฟนนั่นแหละครับ) ซึ่งระบบนี้มีชื่อเรียกโดยรวมว่า Sensus นั่นเอง

     ในรุ่น D5 AWD Momentum จะถูกติดตั้งเครื่องเสียงแบบ High Performance Sound มาพร้อมแอมปลิไฟเออร์ขนาด 300 วัตต์ ขับกำลังเสียงผ่านลำโพงรอบคันทั้งหมด 10 ตุว รองรับการเชื่อมต่อบลูทูธ รวมถึงยังสามารถดึงสัญญาณอินเตอร์เน็ตไปใช้ในระบบ Sensus ได้ด้วย ขณะที่พอร์ต USB และ AUX ก็มีให้อย่างครบถ้วน

 

     แต่หากเป็นรุ่น T8 Twin Engine Inscription ก็จะได้เครื่องเสียง Bowers & Wilkins ขนาด 1,400 วัตต์ พร้อมลำโพง 19 จุด ซึ่งจากการทดลองฟังก็พบว่าให้เสียงที่กระหึ่ม กังวาน ชัดเจนทุกย่านเสียง แม้จะใช้ซอร์สจากวีดีโอบนยูทูปก็ตาม หากเป็นซอร์สระดับ Audiophile ก็น่าจะให้เสียงชนิดลืมโลกภายนอกกันไปเลย

     ขยับลงมาใต้หน้าจอขนาด 9 นิ้ว จะเป็นปุ่มควบคุมที่ใช้บ่อย ได้แก่ ปุ่มควบคุมระดับเสียง ปุ่มเปลี่ยนแทร็ค ปุ่มเล่น/หยุด ปุ่มควบคุมระบบไล่ฝ้า ปุ่มพับพนักพิงศีรษะเบาะหลัง และสวิตช์ไฟฉุกเฉิน ซึ่งเป็นแนวทางการออกแบบที่ดูเรียบง่าย ลดจำนวนปุ่มที่ไม่จำเป็นออกไป แล้วรวมการตั้งค่าใช้งานต่างๆ เอาไว้บนหน้าจอแทน

 

     ระบบปรับอากาศของ XC90 ใหม่ เรียกว่าเป็นแบบ Electronic Climate Control แยกอุณหภูมิได้ 4 โซน พร้อมระบบควบคุมคุณภาพอากาศภายในรถ และเซ็นเซอร์ตรวจจับกลิ่นและไอเสียภายนอก สามารถควบคุมการทำงานผ่านหน้าจอ Sensus ที่จะแสดงไอคอนระบบแอร์ไว้บริเวณด้านล่าง หากกดเข้าไปก็จะโชว์เมนูตั้งค่าระบบแอร์ทั้งหมด

     ส่วนเบาะนั่งตอนที่ 2 ก็มีช่องแอร์มาให้บริเวณด้านหลังกล่องเก็บของคอนโซลกลางและเสากลางด้านข้าง ติดตั้งหน้าจอแบบสัมผัสที่สามารถควบคุมความแรงและอุณหภูมิซ้าย-ขวาได้อย่างอิสระจากด้านหน้า รวมถึงมีช่องแอร์สำหรับเบาะนั่งตอนที่ 3 มาให้ด้วย

     ครับ.. Volvo XC90 มีจุดเด่นที่สำคัญเหนือกว่าคู่แข่ง ก็คือ เบาะนั่งแบบ 3 แถว สามารถรองรับผู้โดยสารได้ 7 ที่นั่งนั่นเอง



     เบาะนั่งคู่หน้าปรับด้วยไฟฟ้า พร้อมพนักรองขาปรับยื่นได้ และระบบ Lumbar Support 4 ทิศทาง ที่ปรับได้ด้วยไฟฟ้าทั้งหมด พร้อมเมมโมรี่มาให้ 3 ตำแหน่งทั้งฝั่งผู้ขับและผู้โดยสาร

     เบาะนั่งแถวที่ 2 สามารถปรับแยกพับด้วยมือแบบ 3 ตอน แบ่งออกเป็น 40:20:40 รวมถึงสามารถปรับเลื่อนขึ้นหน้า-หลัง และปรับเอนได้เล็กน้อยผ่านก้านควบคุมด้านข้าง ขณะที่เบาะนั่งแถวที่ 3 สามารถแยกพับได้แบบ 50:50 ไม่สามารถปรับเอนได้ แต่หากไม่ใช้งานก็สามารถพับเรียบไปกับพื้นห้องโดยสารได้

 

     ห้องโดยสารภายในของรุ่น D5 Momentum ตกแต่งด้วยสีต่างกันไปตามแต่สีตัวถังภายนอก โดยคันที่เราขับเป็นสีดำ Onyx Black Metallic ซึ่งจะได้ห้องโดยสารภายในตกแต่งด้วยหนัง Fine Nappa สี Amber  พร้อมตกแต่งแผงคอนโซลด้วยลายไม้ Linear Walnut และแถบสีเงิน ให้บรรยากาศที่ดูผ่อนคลาย คล้ายกับห้องนั่งเล่นในบ้าน

     เมื่อนั่งประจำการอยู่บนเบาะคนขับ ก็จะพบกับพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นหุ้มหนังแบบ 3 ก้านดีไซน์สวยงาม มีเว้าเพิ่มความกระชับ ปุ่มควบคุมถูกออกแบบให้มีสีดำเงา  ปุ่มฝั่งซ้ายใช้สำหรับควบคุมระบบ Adaptive Cruise Control with Queue Assist ฝั่งขวาใช้สำหรับควบคุมหน้าจอบอกความเร็วขนาด 8 นิ้ว

 

     ด้านซ้ายมือเป็นคันเกียร์หุ้มหนังดีไซน์สวยงาม ขยับลงมาเป็นปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์แบบหมุน ที่ออกแบบผิวสัมผัสคล้ายกับเจียระไนของเพชรเพิ่มความหรูหรา เช่นเดียวกับปุ่ม Drive Mode สำหรับเลือกโหมดการขับขี่ ใกล้กันเป็นสวิตช์เบรกมือไฟฟ้า และปุ่มควบคุมระบบ Start/Stop

     จุดเด่นอีกอย่างที่น่าจะถูกใจคนรักกิจกรรมเอาท์ดอร์ คือ XC90 ทุกรุ่น จะมาพร้อมกุญแจแบบ Key Tag มาให้อีกดอก ซึ่งข้อดีของกุญแจชนิดนี้ คือ สามารถกันน้ำ กันเหงื่อ กันกระแทกได้ เหมาะอย่างมากสำหรับติดตัวไว้ในกรณีไปวิ่งออกกำลังกายในสวนสาธารณะ หรือสามารถใช้เป็นเครื่องประดับห้อยคอเท่ๆ ได้เลย ซึ่งตัวกุญแจจะไม่มีปุ่มใดๆ อยู่แลย แต่สามารถใช้ล็อค-ปลดล็อค ผ่านเซ็นเซอร์ที่มือเปิดประตู และสตาร์ทรถได้เหมือนกุญแจปกติ

     ไฮไลท์ของ Volvo XC90 ไม่พ้นเรื่องของความปลอดภัยอย่างแน่นอน เพราะอัดฟีเจอร์มาแบบไม่ยั้งตั้งแต่ตัวล่างสุด เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของวอลโว่ที่จะต้องไม่มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุภายในรถวอลโว่อีกเลยตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นไป

 

     XC90 มีฟังก์ชั่นความปลอดภัยทั้งเชิงป้องกัน (Preventive Safety) และเชิงปกป้องเมื่อเกิดอุบัติเหตุ (Protective Safety) เริ่มจากระบบป้องกันการชนที่ความเร็วต่ำ City Safety ที่ถูกปรับปรุงให้สามารถตรวจจับผู้ขับขี่จักรยานและสัตว์ใหญ่ได้ นอกเหนือจากรถยนต์และคนเดินถนน โดยหากตรวจพบว่ากำลังจะชนวัตถุข้างหน้า ระบบจะทำการหยุดรถอัตโนมัติแบบเต็มแรงทันที ที่ความเร็วไม่เกิน 50 กม./ชม.

     แต่หากใช้ความเร็วเกิน 50 กม./ชม. จะเป็นการเข้าเงื่อนไขของระบบ Collision Warning with Auto Brake – Front) จะเป็นการเตือนให้ผู้ขับขี่รับทราบถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้น ผ่านสัญญาณไฟกระพริบบริเวณคนขับ และเสียงเตือน และหากยังคงไม่มีการเบรก ระบบจะทำการเบรกอัตโนมัติเพื่อลดความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากการชน

 

     นอกจากนั้น ยังมีระบบแจ้งเตือนเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกชนท้าย (Collision Warning with Auto Brake at stand still and mitigation support – rear) หากเซ็นเซอร์ด้านหลังตรวจพบว่ามีรถกำลังพุ่งเข้ามาในลักษณะจะชนด้านท้าย ขณะที่เราจอดนิ่งอยู่ ระบบจะสั่งการให้ไฟฉุกเฉินหลังกระพริบอัตโนมัติเพื่อส่งสัญญาณเตือนให้กับคนด้านหลัง ขณะที่เข็มขัดนิรภัยก็จะรัดผู้โดยสารไว้กับตัวเบาะ และผ้าเบรกจะจับจานเบรกแบบเต็มแรง เพื่อป้องกันไม่ให้รถพุ่งไปข้างหน้า หากถูกชนขึ้นมาจริงๆ

     ซึ่งผู้บริหารของวอลโว่ท่านหนึ่งได้เล่าประสบการณ์ว่าเคยเจอเคสในลักษณะแบบนี้เหมือนกัน แต่เป็นมอเตอร์ไซค์ที่กำลังพุ่งเข้ามา จู่ๆเข็มขัดนิรภัยก็รัดร่างกายให้แนบเข้ากับตัวเบาะเสียดื้อๆ จนตัวเขากับภรรยาต่างตกใจ พอมอเตอร์ไซค์คันนั้นเบี่ยงออก ถึงได้รู้ว่าเป็นการทำงานของระบบป้องกันชนด้านท้ายนี่เอง ทำให้เราทราบว่าระบบที่ว่านี้สามารถตรวจจับมอเตอร์ไซค์ได้ด้วย

 

     ส่วนระบบความปลอดภัยอื่นๆนั้น ก็จัดมาให้อย่างครบครันจนแทบจะเรียกได้ว่า Volvo XC90 มีระบบความปลอดภัยแทบจะทุกอย่างเท่าที่มนุษย์จะคิดค้นได้ในตอนนี้เลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นระบบเตือนมุมอับสายตา (BLIS) ระบบเตือนรถวิ่งเข้ามาทางด้านข้างขณะถอย (Cross Traffic Alert) ระบบเตือนให้เว้นระยะห่างคันหน้า (Distance Alert) ระบบเตือนเมื่อวิ่งออกนอกเลน (Lane Departure Warning) ระบบช่วยรักษาตัวรถให้อยู่ในเลน (Lane Keeping Aid)

     ระบบควบคุมการทรงตัวแบบไดนามิคและอิเล็กโทรนิกส์ (Dynamic Stability and Traction Control และ Electronic Stability Control) พร้อมโหมดสปอร์ต ระบบควบคุมการโคลงของรถ (Roll Stability Control) ระบบกระจายแรงบิดขณะเข้าโค้ง (Corner Traction Control by Torque Vectoring) และอื่นๆ อีกมายมายนับไม่ถ้วน

     ขณะที่ระบบความปลอดภัยหลังเกิดอุบัติเหตุนั้น มีทั้งระบบปกป้องเมื่อเกิดการวิ่งตกถนน (Run-Off Road Protection) ที่จะทำงานประสานกันระหว่างเบาะนั่งที่ออกแบบเป็นพิเศษ เข็มขัดนิรภัย ถุงลมนิรภัย ฯลฯ ตามที่ความรุนแรงของอุบัติเหตุ เพื่อปกป้องผู้โดยสารหากตกถนน

 

     ถุงลมนิรภัยประกอบด้วยถุงลมคู่หน้า, ถุงลมหัวเข่าฝั่งผู้ขับ, ถุงลมนิรภัยด้านข้างสำหรับเบาะคู่หน้า และม่านถุงลมนิรภัย รวมถึงแกนพวงมาลัยยุบตัวได้ และแป้นเบรกที่ปลดตัวออกได้เองเมื่อเกิดอุบัติเหตุ เป็นต้น

     แค่นี้ก็พอจะบอกได้แล้วใช่ไหมครับว่า วอลโว่ให้ความสำคัญด้านความปลอดภัยขนาดไหน ที่กล่าวถึงด้านบนเป็นเพียงไฮไลท์ใน XC90 ใหม่เท่านั้น ยังมีฟังก์ชั่นอื่นๆ อีกเพียบที่ไม่ได้กล่าวถึง ซึ่งทั้งหมดมีให้ทุกรุ่นย่อย ตั้งแต่ล่างสุด ไปจนถึงตัวบนสุดเลยทีเดียว

 

     เส้นทางทดสอบในครั้งนี้ถือว่าสบายๆ เพราะเรามุ่งหน้าไปสู่เมืองติดทะเลยอดนิยมของชาวกรุงเทพฯ ซึ่งก็คือ ‘หัวหิน’ นั่นเองครับ ซึ่งพาหนะที่พาเราไปในครั้งนี้ก็คือ XC90 D5 AWD Momentum นั่นเอง

     ผู้เขียนเริ่มต้นออกเดินทางโดยเป็นผู้โดยสารก่อน เมื่อเข้ามานั่งภายในห้องโดยสาร ก็สัมผัสได้ถึงความประณีตในการตกแต่ง แม้ว่าสไตล์จะออกแนวเรียบง่ายตามฉบับสแกนดิเนเวียน แต่ยังคงไว้ถึงคุณภาพในการประกอบ และการใส่ใจในทุกรายละเอียด ทั้งวัสดุ ความนุ่มของผิวสัมผัสต่างๆ อยู่ในระดับที่ดีมากจนน่าประทับใจ

     หน้าจอแสดงผล Sensus ขนาด 9 นิ้วที่ติดตั้งบริเวณคอนโซลกลาง ประกอบด้วยหลากหลายฟังก์ชั่น แต่ใช้งานง่ายคล้ายกับสมาร์ทโฟน โดยขอบด้านล่างจะมีปุ่มโฮมมาให้ หากหลงทางอยู่หน้าไหน ก็กดปุ่มนี้เพื่อกลับมายังหน้าแรกได้ทันที

 

     ตัวเบาะคู่หน้าถูกออกแบบให้กระชับ โดยจุดมุ่งหมายเพื่อความปลอดภัยสูงสุดหากเกิดเหตุ ตัวเบาะให้ความรู้สึกแข็งกว่าวอลโว่รุ่นอื่นๆที่เคยสัมผัสมา แต่ก็อยู่ในระดับรถยุโรปจากฝั่งเยอรมัน ไม่ได้ถึงกับแข็งทื่อแต่อย่างใด แต่จุดสังเกตคือพนักพิงศีรษะที่ดูเหมือนจะดันหัวอยู่พอสมควร แต่ถ้าหากนั่งบ่อยๆจนชินก็คงไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด อาจจะขาดความสบายไปบ้าง แต่ก็ต้องยอมรับว่าการดีไซน์ลักษณะนี้ สามารถช่วยปกป้องกระดูกต้นคอหากเกิดการชนท้ายได้

     นอกจากนี้ ตัวเบาะยังสามารถปรับยื่นตัวรองขาให้เหมาะสมกับสรีระได้ ซึ่งทำงานผ่านสวิตช์แบบไฟฟ้าทั้งหมด รวมถึงยังมี Lumbar Support ที่สามารถปรับไฟฟ้าได้ 4 ทิศทาง

     ลองสลับมานั่งบนเบาะแถว 2 ให้ความรู้สึกผ่อนคลายกว่าเบาะคู่หน้า สามารถปรับขึ้นหน้า-หลัง และพนักพิงยังปรับเอนได้ด้วย ช่วยให้สามารถโดยสารไกลๆได้อย่างสบาย ขณะที่พี่อีกคนลองไปนั่งเบาะแถวที่ 3 ด้วยความสูงมาตรฐานชายไทย ก็ยังสามารถนั่งได้อย่างสบาย เพียงแต่ต้องดันเบาะแถวที่ 2 ขึ้นมาเล็กน้อย เพื่อให้มีพื้นที่วางขาเพิ่มขึ้น ถือเป็นรถเอสยูวี 7 ที่นั่ง ที่สามารถใช้งานได้จริง และเป็นจุดเด่นที่หาไม่ได้ในรถระดับเดียวกันขณะนี้

 

     หลังจากแวะจุดพักระหว่างทาง ผู้เขียนได้มีโอกาสเป็นผู้ขับดูบ้าง ซึ่งจุดที่น่าชื่นชมอันแรกเลยก็คืออัตราเร่งของเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร ที่จัดจ้านถึงใจ แม้ว่าจะมีผู้โดยสารถึง 4 คนพร้อมสัมภาระเต็มท้ายรถ ก็ไม่ใช่อุปสรรคในการทำความเร็วแต่อย่างใด เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดสามารถเปลี่ยนอัตราทดได้อย่างนุ่มนวลต่อเนื่อง ไม่มีอาการกระตุกให้เห็น

     เพียงแค่อึดใจเดียวเราก็สามารถทำความเร็วระดับ Highway Speed ได้อย่างสบายๆ บางจังหวะกดคันเร่งไปจนถึง 140 กม./ชม. ช่วงล่างก็ยังให้ความนิ่ง และเงียบ จนแทบไม่รู้สึกเลยว่ารถกำลังทำความเร็วกว่าชาวบ้านเขา  ขณะที่ช่วงล่างถูกเซ็ตมาแบบกึ่งแข็งกึ่งนุ่ม ดูดซับแรงสะเทือนได้พอประมาณ แต่ก็ไม่ถึงกับแข็งกระด้าง ผิดจากที่คิดไว้ว่า XC90 ใหม่ จะมีช่วงล่างที่นุ่มนวลกว่านี้

     แต่นั่นก็แลกมาด้วยความมั่นคงในการขับขี่ที่ความเร็วสูง หรือแม้แต่จังหวะเข้าโค้งก็สามารถใช้ความเร็วได้อย่างมั่นใจ น้ำหนักพวงมาลัยกำลังดี ให้ความแม่นยำ ถือเป็นรถเอสยูวีที่เรียกได้ว่าขับสนุกที่สุดรุ่นหนึ่งเลยทีเดียว

 

     ระหว่างการเดินทางที่ผู้เขียนเป็นคนขับนั้น ก็เห็นถึงประสิทธิภาพการทำงานระบบ Lane Keeping Aid ที่จะช่วยประคองพวงมาลัยให้รถวิ่งอยู่ในเลน ซึ่งจะทำงานต่อเมื่อตัวรถเบี่ยงเข้าใกล้เส้นถนนเท่านั้น ไม่รบกวนการควบคุมพวงมาลัยมากจนเกินไปเหมือนเอสยูวีบางรุ่นที่เราทดสอบไปก่อนหน้านี้ แต่หากเบี่ยงจนถึงกับเหยียบเส้นถนน ก็จะมีเสียงเตือนให้ทราบ รวมถึงมีแรงสันที่พวงมาลัย เพื่อป้องกันการออกนอกเลนโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งถือว่าเป็นระบบที่ดีมากโดยเฉพาะสำหรับคนที่มักมีอาการง่วงซึมขณะขับรถบ่อยๆ

     ขณะที่ข้อจำกัดของระบบที่ว่านี้ก็มีเช่นกัน เนื่องจากเส้นถนนในบ้านเราบางช่วงก็เลือนลางมากหรืออาจหายไปซะดื้อๆ ซึ่งจะทำให้ระบบยกเลิกการทำงานโดยอัตโนมัตินั่นเอง

     ขณะที่ระบบแจ้งเตือนระยะห่างรถคันหน้า (Distance Alert) ก็เป็นอีกระบบที่ได้ใช้งานบ่อยๆ ซึ่งระบบจะแสดงไฟสีแดงเหนือคอนโซลฝั่งผู้ขับ เพื่อเตือนว่าตัวรถเริ่มใกล้คันหน้ามากเกินไป ซึ่งระยะห่างที่ว่านี้จะแปรผันกับความเร็วด้วย แต่ขณะทิ่ใช้ความเร็วประมาณ 100 กม./ชม. หากวิ่งตามรถคันหน้าในระยะราว 10 เมตร ระบบที่ว่านี้ก็เริ่มแสดงสัญญาณไฟให้เห็นแล้ว ถือเป็นการเตือนคนขับล่วงหน้าเพื่อลดความเสี่ยงอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้

 

     สรุป Volvo XC90 D5 AWD Momentum ใหม่ ถือเป็นวอลโว่ที่ครบเครื่องที่สุดเท่าที่เคยสัมผัสมา อัตราเร่งถือว่าดีเยี่ยมเมื่อเทียบกับไซส์ตัวถังระดับนี้ ช่วงล่างเซ็ทมากึ่งสปอร์ต ให้ความมั่นใจที่ความเร็วสูง ไม่มีอาการนิ่มย้วยให้เห็น แต่ไฮไลท์ของ XC90 ใหม่ ก็ยังต้องยกให้ระบบความปลอดภัยที่จัดมาอย่างครบเครื่อง เหมาะสำหรับใช้เดินทางไกลในครอบครัว  เบาะนั่งรองรับผู้โดยสาร 7 คนได้จริง ดังนั้น หากงบถึงก็จัดไปได้เลยครับ

 

ราคาจำหน่าย Volvo XC90 ใหม่ มีดังนี้

  • Volvo XC90 D5 AWD Momentum ราคา 4,890,000 บาท *รุ่นที่ใช้ทดสอบ
  • Volvo XC90 T8 Twin Engine Momentum ราคา 5,390,000 บาท
  • Volvo XC90 T8 Twin Engine Inscription ราคา 5,990,000 บาท

 

ขอขอบคุณผู้บริหารและทีมงานฝ่ายประชาสัมพันธ์ บริษัท บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นอย่างสูงที่ให้เกียรติเชิญเข้าร่วมทดสอบในครั้งนี้