รีวิว Mazda MX-5 SKYACTIV โรดสเตอร์ขับมันส์ ฟังก์ชั่นไฮเทคกว่าเดิม

รีวิว Mazda MX-5 SKYACTIV โรดสเตอร์ขับมันส์ ฟังก์ชั่นไฮเทคกว่าเดิม
S! Auto

สนับสนุนเนื้อหา

     หากถามคุณผู้อ่านว่ารถสปอร์ตในดวงใจของคุณคือรุ่นไหน? หลายคนคงนึกถึงรถคูเป้หรูสัญชาติยุโรป ที่ใส่เครื่องยนต์เทอร์โบแรงๆ ท็อปสปีดยิ่งเยอะเท่าไหร่ยิ่งดี ซึ่งนั่นอาจทำให้คุณมองข้ามสปอร์ตโรดสเตอร์คันเล็กๆอย่าง ‘Mazda MX-5’ ที่ถือเป็นรถสปอร์ตที่สมบูรณ์แบบมากที่สุดคันหนึ่งไปอย่างน่าเสียดาย


     หลังจากที่ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ทำการเปิดตัวรถสปอร์ต All-new Mazda MX-5 ไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ก็ไม่รอช้ารีบเชิญสื่อมวลชน รวมทั้งทีมงาน Sanook! Auto เข้าร่วมทดสอบกันไม่ใกล้ไม่ไกล อยู่ที่เขาใหญ่นี่เอง

     Mazda MX-5 ใหม่ นับว่าเป็นเจเนอเรชั่นที่ 4 หลังจากโฉมแรกถูกเปิดตัวเมื่อ 25 ปีที่แล้ว โดยมาสด้าตั้งใจพัฒนารถยนต์รุ่นนี้ ให้เป็นรถสปอร์ตเปิดหลังคาน้ำหนักเบา สามารถขับขี่ได้อย่างสนุกสนาน ภายใต้คอนเซ็พท์ที่เรียกว่า ‘จินบะ-อิตไต’



     จนเมื่อพัฒนามาถึงโมเดลใหม่ล่าสุด ได้มีการนำเอาเทคโนโลยี ‘SKYACTIV’ ที่ช่วยแจ้งเกิดให้มาสด้ามาแล้วหลายรุ่น บวกกับปรัชญาการออกแบบ ‘Kodo Design’ อันเลื่องชื่อ จึงทำให้ MX-5 โฉมใหม่ กลายเป็นสปอร์ตโรดสเตอร์ขับสนุกที่สุดเท่าที่มาสด้าเคยผลิตมา

 

     รูปลักษณ์ภายนอกของ MX-5 ใหม่ ถูกออกแบบมีสัดส่วนหน้า-หลังลงตัว ระยะโอเวอร์แฮงค์ด้านหน้าที่สั้น เน้นให้ผู้โดยสารอยู่จุดกึ่งกลางของตัวรถ ซึ่งจะช่วยในเรื่องของบาลานซ์ขณะขับขี่

     ไฟหน้าเป็นแบบ Four-lamp LED คือเป็น LED ทั้งไฟต่ำ-ไฟสูง ออกแบบกระจังหน้าทรงสี่เหลี่ยมคางหมู ส่วนไฟ Daytime Running Light แบบ LED ติดตั้งอยู่บริเวณมุมกันชนทั้งสองข้าง ขณะที่ใต้กันชนจะมีลิ้นสีดำเล็กๆ ตกแต่งให้ดูสวยงามยิ่งขึ้น

 

     ด้านท้ายติดตั้งไฟท้ายแบบ LED ส่วนไฟถอยหลังเลื่อนไปอยู่บริเวณกันชน ขณะที่ไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED ติดตั้งไว้บริเวณเหนือฝากระโปรงท้าย ติดตั้งเสาอากาศสีดำขนาดเล็กไว้ทางด้านขวา ติดตั้งล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว สีเทาและสีเมทัลลิค

     นอกจากนั้น มาสด้ายังพัฒนา MX-5 ใหม่ ให้มีน้ำหนักเบาลงกว่ารุ่นเดิมถึง 100 กิโลกรัม ด้วยการใช้ชิ้นส่วนน้ำหนักเบามากขึ้น และตัดทอนส่วนประกอบที่ไม่จำเป็นออกไป ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่จะทำให้รถคันนี้ขับได้สนุกสนานมากขึ้น

 

     เข้ามาภายในห้องโดยสาร ยังคงสัมผัสได้ถึงคุณภาพตามฉบับมาสด้ายุคใหม่ โดยยังถูกพัฒนาเพื่อเน้นผู้ขับขี่เป็นสำคัญ ตกแต่งภายในด้วยสีดำทั้งหมด ตัวเบาะนั่งเป็นแบบปรับมือธรรมดาหุ้มด้วยหนัง เดินตะเข็บด้วยด้ายสีแดง แผงประตูตกแต่งด้วยสีเดียวกับตัวถังภายนอกเพื่อให้ดูเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยสวิตช์ควบคุมกระจกไฟฟ้า, กระจกมองข้างและเซ็นทรัลล็อค จะอยู่บนแผงประตูทั้งหมด

     ติดตั้งพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นหุ้มหนังแบบ 3 ก้าน ตกแต่งด้วยสีเงิน ตัวพวงมาลัยมีกริปให้ยึดพอประมาณ เส้นรอบวงมีขนาดเล็ก กระฉับกระเฉง สวิตช์ฝั่งซ้ายสำหรับควบคุมเครื่องเสียง, โทรศัพท์ และจอ MID ฝั่งขวาสำหรับระบบครูซคอนโทรล และแป้นเปลี่ยนเกียร์ Paddle Shift ติดตั้งไว้ด้านหลังพวงมาลัย

 

     มาตรวัดความเร็วเป็นแบบอนาล็อก 3 หน้าปัด โดยติดตั้งมาตรวัดรอบไว้ตรงกลางตามฉบับรถสปอร์ตที่เน้นการใช้รอบเครื่องยนต์เป็นพิเศษ ส่วนมาตรวัดความเร็วไว้ทางฝั่งขวา และจอ MID แบบดิจิตอลอยู่ทางด้านซ้าย ซึ่งแม้จะดูไม่หวือหวาเหมือนรถบางค่าย แต่ก็จัดวางได้อย่างลงตัว อ่านง่าย และชัดเจน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการควบคุมรถ

     MX-5 ใหม่ ยังมาพร้อมระบบอินโฟเทนเม้นท์ที่คุ้นเคยกันดีจาก Mazda2 และ Mazda3 ติดตั้งหน้าจอแสดงผลขนาด 7 นิ้ว ติดตั้งไว้เหนือคอนโซล สั่งงานได้ทั้งระบบสัมผัสและปุ่ม Commander Control บริเวณเบรกมือ รองรับการเชื่อต่อ Bluetooth ติดตั้งพอร์ต USB มาให้ 2 พอร์ต ช่องเสียบ AUX และช่อง SD Card สำหรับระบบนำทาง ทั้งหมดติดตั้งไว้ใต้คอนโซลด้านล่างใกล้กับคันเกียร์

 

     เครื่องเสียงใน MX-5 ใหม่ ยังมีจุดเด่นที่การเลือกใช้ระบบเสียงจาก BOSE ด้วยลำโพงถึง 9 ตัว รวมถึงยังติดตั้งลำโพงไว้บริเวณพนักพิงศีรษะเบาะนั่งทั้ง 2 ฝั่ง ช่วยให้ได้ยินเสียงเพลงได้ชัดเจนขณะกำลังเปิดหลังคา
นอกจากนั้น ยังติดตั้งที่วางแก้วแบบถอดออกได้จำนวน 2 ชิ้น ซึ่งสามารถติดตั้งไว้ระหว่างตัวเบาะนั่งทั้งสองข้างก็ได้ หรือจะถอดออกมาติดตั้งบริเวณใกล้กับหัวเข่าฝั่งผู้โดยสารก็ได้เช่นกัน

     กระโปรงท้ายสามารถยกขึ้นได้โดยไม่เกี่ยวข้องกับกลไกเปิดหลังคา ซึ่งห้องสัมภาระแน่นอนว่าไม่ใหญ่จุใจขนาดรถเก๋งทั่วไป แต่ก็พอให้ใส่กระเป๋าเดินทางขนาดที่สามารถติดตัวขึ้นเครื่องบินได้จำนวน 2 ใบ แต่ถ้าเป็นกระเป๋าแบบผ้าก็น่าจะใส่ได้ถึง 3 ใบ เอาไว้สำหรับเดินทางไปเที่ยวต่างจังหวัด

 

     Mazda MX-5 ที่นำเข้ามาจำหน่ายในบ้านเรานั้น เลือกใช้เครื่องยนต์เบนซิน SKYACTIV-G ความจุ 2.0 ลิตร ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าเวอร์ชั่นญี่ปุ่นที่ให้เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร (ดังนั้น หากเป็นรถเกรย์ที่นำเข้ามาจากญี่ปุ่น ก็จะได้เครื่องยนต์บล็อก 1.5 ลิตรมาแทน) เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร มีกำลังสูงสุดอยู่ที่ 160 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 200 นิวตัน-เมตร ที่ 4,600 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อมโหมดแมนนวล และปุ่ม Sport

 

     มาถึงจุดนี้หลายคนคงถามว่า ทำไมรถสปอร์ตโรดสเตอร์ถึงเลือกใช้เป็นเกียร์อัตโนมัติ แทนที่จะเป็นเกียร์ธรรมดา ซึ่งหากเป็นสมัยเมื่อสัก 5 ปีที่แล้ว เราก็คงคิดเหมือนกับผู้อ่านนั่นแหละครับ แต่สำหรับเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดใน MX-5 ใหม่ลูกนี้  ต้องบอกเลยว่ามันเป็นเกียร์แบบ AT ทำงานได้ฉลาดและรวดเร็วระดับน้องๆ เกียร์ Dual Clutch ด้วยซ้ำไป แถมยังได้ปุ่ม Paddle Shift ไว้ขับมันส์ๆอีกด้วย แบบนี้จะยังเสียดายเกียร์ธรรมดาอยู่ไหมครับ?

     ช่วงล่างด้านหน้าใน MX-5 ใหม่ เป็นแบบปีกนกสองชั้น (Double-wishbone) ด้านหลังแบบมัลติลิงค์ ระบบพวงมาลัยเปลี่ยนจากไฮโดรลิกส์มาเป็นแบบไฟฟ้า ขณะที่ระบบเบรกเป็นดิสก์ทั้ง 4 ล้อ พร้อมจานเบรกมีช่องระบายความร้อนด้านหน้า

 

     ด้านระบบความปลอดภัยถือว่าจัดเต็มไม่เบา ด้วยถุงลมนิรภัยด้านหน้าและข้างรวม 4 ตำแหน่ง, ระบบเบรก ABS/EBD ระบบควบคุมเสถียรภาพ Dynamic Stability Control, ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี Traction Control, ระบบล็อคประตูอัตโนมัติ ฯลฯ

     ขณะที่ระบบความปลอดภัย i-ACTIVSENSE ประกอบไปด้วย 3 ฟังก์ชั่นหลัก ได้แก่ ระบบปรับองศาไฟหน้าตามการเลี้ยวโค้ง Adaptive Front Lighting System, ระบบควบคุมไฟสูงอัตโนมัติ High Beam Control System ที่จะช่วยเปลี่ยนจากไฟสูงเป็นไฟต่ำให้อัตโนมัติหากมีรถสวนมา และระบบเตือนเปลี่ยนเลนโดยไม่ตั้งใจ Lane Departure Warning System ซึ่งจะส่งเสียงผ่านลำโพงภายในรถหากมีการขับคร่อมเลน (แต่จะไม่มีการสั่นหรือดึงพวงมาลัยกลับอัตโนมัติแบบในรถยุโรปราคาแพงๆแต่อย่างใด)

 

     หลังคาของ MX-5 ใหม่ เลือกใช้เป็นแบบ Soft-top สีดำ สามารถเปิด-ปิดได้ด้วยด้วยมือ โดยใช้วิธีง้างคันล็อคภายในห้องโดยสาร ซึ่งจะอยู่บริเวณไฟอ่านแผนที่ แล้วจึงผลักชุดหลังคาไปทางด้านหลังจนสุดกระทั่งเข้าล็อค เบ็ดเสร็จใช้เวลาราว 3-5 วินาที จะเร็วจะช้าก็สุดแต่กำลังแขนของแต่ละคน ซึ่งถือว่าสะดวกและรวดเร็วทันใจ ต่างจากระบบไฟฟ้าที่อาจต้องรอไม่ต่ำกว่า 15 วินาทีขึ้น

     ส่วนหากจะปิด ก็ใช้วิธีกดชุดหลังคาลงหนึ่งครั้งจนกระทั่งคลายล็อค แล้วดึงขึ้นมาให้ชนกับคานเสาหน้า แล้วง้างคันล็อคกลับเข้าไปจนสนิท ง่ายๆแค่นั้นเอง

 

     เริ่มออกเดินทางทดสอบ


     ในวันที่เราร่วมทดสอบนั้น เป็นช่วงที่อากาศเย็นลงพอดี เราจึงไม่พลาดที่จะทดสอบรถคันนี้แบบเปิดหลังคา รับอากาศเย็นๆของเขาใหญ่ ซึ่งสัมผัสแรกหลังจากที่เข้าไปนั่งในห้องโดยสารของ MX-5 ก็คือตำแหน่งของเบาะโดยสารที่ค่อนข้างต่ำ ให้อารมณ์ขับขี่อย่างที่รถสปอร์ตควรจะเป็น

     เบาะนั่งค่อนข้างกระชับ ไม่อึดอัด พวงมาลัยตั้งชันกำลังดี รอบวงพวงมาลัยมีขนาดเล็ก ช่วยให้ควบคุมง่าย ปุ่มควบคุมต่างๆถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบและใกล้มือ ไม่ต่างกับมาสด้ารุ่นอื่นๆ ที่เราเคยทดสอบมา ซึ่งเป็นจุดเด่นของการออกแบบภายในห้องโดยสารของมาสด้ารุ่นใหม่ๆอยู่แล้ว

 

     เริ่มต้นออกเดินทางจากจุดสตาร์ท ก็สัมผัสได้ถึงอัตราเร่งจากแรงบิด 200 นิวตัน-เมตร ที่ดึงให้หลังติดเบาะอยู่เหมือนกัน ยิ่งเมื่อรอบเครื่องยนต์พ้น 2,500 รอบต่อนาทีขึ้นไป เสียงท่อไอเสียจะเริ่มแผดคำรามให้ได้ยินอย่างชัดเจน ขณะที่เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ทำงานได้อย่างฉับไวดั่งใจสั่ง สามารถควบคุมผ่านแป้น Paddle Shift ได้ทันที หากต้องการลดเกียร์เพื่อเร่งแซง ก็กดแป้นฝั่ง ‘-‘ ซึ่งก็ตอบสนองเกือบจะในทันที

     แม้เส้นทางจะไม่เอื้ออำนวยให้ใช้ความเร็วสูงมากนัก แต่ด้วยธรรมชาติของรถโรดสเตอร์ที่ไม่ได้เน้นความแรงเพียงอย่างเดียว แต่ยังเน้นความสนุกสนานในการเข้าโค้ง ซึ่ง MX-5 ก็ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี ด้วยพวงมาลัยที่มีอัตราทดแคบ ให้ความรู้สึกกระชับ มีชีวิตชีวา เข้าโค้งได้อย่างสนุกสนาน ประกอบกับตัวถังที่มีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ ช่วยให้รู้สึกถึงความเกาะถนน มั่นใจ ช่วงล่างสามารถควบคุมอาการตัวรถไม่ให้ท้ายปัดได้เป็นอย่างดี ซึ่งเป็นผลจากการกระจายน้ำหนักแบบ 50:50 ซึ่งถือว่าเป็นอัตราส่วนที่สมบูรณ์แบบที่สุด

 

     จากเดิมที่เราคาดว่าช่วงล่างของ MX-5 จะออกไปในแนวแข็งกระด้างตามฉบับรถสปอร์ต แต่เมื่อลองขับจริงก็พบว่ามันนิ่มกว่าที่คิด ให้ความรู้สึกหนึบหนับ ไม่กระด้างจนน่ารำคาญ สามารถใช้เป็นรถในชีวิตประจำวันได้สบาย

     ขณะที่ลมวนภายในห้องโดยสารขณะเปิดหลังคานั้น ถือว่าจัดการได้ค่อนข้างดี จะมีลมไหลผ่านบริเวณศีรษะ และช่วงไหล่ซึ่งพัดเข้ามาจากด้านข้าง แต่หากปิดกระจกขึ้น ก็จะเหลือเฉพาะลมบริเวณศีรษะ ซึ่งก็แล้วแต่อารมณ์ของคุณผู้อ่านเลยว่าจะอยากรับลมมากน้อยแค่ไหน

 

     จากนั้นเราลองขับรถแบบปิดหลังคาดูบ้าง เพราะเชื่อว่าส่วนมากผู้ใช้คงปิดหลังคาเป็นส่วนใหญ่อยู่แล้ว ซึ่งการเก็บเสียงก็ใช้ได้ทีเดียวแม้ว่าวัสดุหลังคาจะเป็นแบบผ้า แต่ก็มีการเพิ่มที่คลุมแบบอลูมิเนียมไว้ภายใน ช่วยให้หลังคาไม่มีการกระพือในขณะวิ่งด้วยความเร็วสูง ขณะที่ชุดหลังคาก็ไม่มีเสียงก๊อกแก๊กให้น่ารำคาญใจ

 

     สรุป Mazda MX-5 ถือเป็นโรดสเตอร์น้ำหนักเบาที่ได้คุณลักษณะที่ดีของเทคโนโลยีสกายแอคทีฟแบบเดียวกับมาสด้ารุ่นใหม่ๆ  จึงทำให้กลายเป็นรถสปอร์ตที่ขับได้สนุกสนาน เครื่องยนต์แรงพอตัว เกียร์ทำงานได้ฉับไว ช่วงล่างแน่น หนึบ เกาะถนน เข้าโค้งได้อย่างมั่นใจ แถมยังเพิ่มฟีเจอร์ต่างๆมากมาย ทั้งระบบอินโฟเทนเม้นท์ที่มีฟังก์ชั่นหลากหลาย ใช้งานง่าย รวมถึงระบบความปลอดภัยระดับสูง i-ACTIVSENSE ช่วยให้ MX-5 ใหม่ กลายเป็น MX-5 ที่ครบเครื่องที่สุด และน่าคบหาที่สุดเท่าที่เคยผลิตมา

     แม้ว่าจะต้องแลกมาด้วยค่าตัวเฉียด 3 ล้านบาท แต่คุณก็จะได้รถสปอร์ตเปิดหลังคาสมรรถนะยอดเยี่ยม ใช้ในชีวิตประจำวันก็ได้ ขับไปเที่ยวเสาร์-อาทิตย์ก็ดี ยิ่งถ้าช่วงไหนอากาศเย็นๆขับรถเปิดหลังคาแล้วล่ะก็ รับรองว่าใครก็ต้องหันมามองคุณเป็นสายตาเดียวเลยล่ะครับ

     ราคาจำหน่าย Mazda MX-5 รุ่น 2.0S อยู่ที่ 2,700,000 บาท


     ขอขอบคุณผู้บริหารและทีมงานฝ่ายประชาสัมพันธ์ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ให้เกียรติเชิญทีมงานเข้าร่วมทดสอบ และอำนวยความสะดวกตลอดทริปเป็นอย่างดี

 

 

ติดตามSanook! Auto