จะเป็นเจ้าของ Big Bike สักคัน จะมีภาระค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง?

จะเป็นเจ้าของ Big Bike สักคัน จะมีภาระค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง?
ประชาชาติธุรกิจ

สนับสนุนเนื้อหา

     ยานพาหนะที่มีกระแสมาแรงในตอนนี้ คงหนีไม่พ้น รถจักรยานยนต์ Big Bike แน่นอน เพราะมีทั้งความสวยงาม ความเร็ว ความคล่องตัว และราคาที่คนทั่วไปสามารถจับต้องได้ โดยมีตั้งแต่ระดับ 300 ซีซี ไปจนถึงระดับ 1,800 ซีซี แต่รถจักรยานยนต์เหล่านี้ ไม่ใช่ว่าซื้อมาแล้วจะไม่มีค่าใช้จ่ายอะไรเพิ่มเติมขึ้นมาอีกครับ วันนี้จะขอนำเสนอ ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่มาพร้อมกับการเป็นเจ้าของ Big Bike มาให้ผู้ที่สนใจใช้ประกอบการพิจารณาครับ

 

     1.ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาตามระยะทาง

     ปกติการเข้าศูนย์บริการครั้งแรกจะต้องเข้าเช็คระยะเมื่อครบ1,000 กิโลเมตรแรก เพื่อทำการถ่ายน้ำมันเครื่อง ซึ่งจะต้องมีค่าใช้จ่ายในเรื่อง ค่าแรงช่างยนต์ ซึ่งคิดเป็นรายชั่วโมง และค่าน้ำมันเครื่อง รถ Big Bike จะใช้น้ำมันเครื่องราว ๆ 1.5 – 4.0 ลิตร ซึ่งมีราคาลิตรละสองถึงสามร้อยบาท ยิ่งยี่ห้อที่มีคุณภาพสูง ราคาก็ยิ่งสูงตาม
 
     ในส่วนการเข้าบำรุงรักษาตามระยะทาง ค่าใช้จ่ายจะสูงต่ำไปตามซีซีของรถ และยี่ห้อของรถ
เช่น รถ 300 ซีซี เวลาเข้าเช็คระยะ จะมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่ารถ 600 ซีซี และรถยุโรป เวลาเข้าเช็คระยะจะมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่ารถญี่ปุ่นครับ


     2.ค่าอะไหล่

     บรรดาอุปกรณ์ที่มีติดมาให้กับรถ เช่น ยางรถ กรองอากาศ ไส้กรองน้ำมันเครื่อง หัวเทียน ไฟหน้า ไฟท้าย ผ้าเบรก ชุดโซ่ สเตอร์ แบตเตอรี่ ฯลฯ ของเหล่านี้ เป็นของที่มีการเสื่อมสภาพไปตามการใช้งาน เมื่อถึงเวลาที่สิ่งของเหล่านี้เสื่อมสภาพ ก็จะต้องเปลี่ยนของใหม่ใส่เข้าไป ราคาจะขึ้นอยู่กับคุณภาพของอุปกรณ์ชิ้นใหม่ที่เอามาเปลี่ยน ถ้าเป็นของแท้จากศูนย์บริการ ก็จะมีราคาสูง แต่ศูนย์บริการก็จะรับประกันให้ แต่ถ้าเป็นของปลอม หรือไม่ใช่ของศูนย์บริการ จะมีราคาถูก แต่ไม่มีการรับประกันให้

     สิ่งที่ต้องเปลี่ยนบ่อยที่สุด คือ ยางรถ เพราะรถซื้อมาก็ต้องวิ่ง ยิ่งวิ่งมากยางก็ยิ่งสึกและเสื่อมสภาพไป ยางรถ Big Bike คู่หนึ่ง มีราคาตั้งแต่ 4,000 – 5,000 บาท ไปจนถึงหลักหมื่นบาท ตามคุณภาพของยาง เรียกได้ว่า จะเปลี่ยนยางแต่ละครั้ง ต้องเก็บเงินกันหลายเดือนเลยทีเดียวครับ

            
     3. ค่าเบี้ยประกันภัย

     ปกติถ้าซื้อรถ Big Bike แบบเช่าซื้อ หรือซื้อเงินผ่อน บริษัทไฟแนนซ์มักจะให้ผู้เช่าซื้อทำประกันภัยรถและจ่ายค่าเบี้ยประกันภัย แม้หลายคนอาจจะซื้อรถด้วยเงินสด แต่ด้วยราคาตัวรถที่สูง การทำประกันภัยไว้ก็เป็นสิ่งที่ดีกว่า เวลาเกิดอุบัติเหตุจะได้อุ่นใจ เพราะไม่ต้องจ่ายเงินซ่อมรถเองทั้งหมด ซึ่งในส่วนนี้ ก็จะมีค่าเบี้ยประกันภัย ที่เพิ่มขึ้นมาเป็นค่าใช้จ่ายครับ

             
     4.ค่าอุปกรณ์การขับขี่

     เนื่องจากรถBig Bike เป็นรถที่มีความเร็วสูง และมีน้ำหนักมาก เวลาเกิดอุบัติเหตุแต่ละครั้ง อาจทำให้มีความเสียหายมาก ดังนั้น ผู้ขับขี่จึงต้องมีอุปกรณ์ในการป้องกันความเสียหายจากอุบัติเหตุ ซึ่งได้แก่

     - หมวกนิรภัย   (ราคา 2,000 - 30,000 บาท)

     - เสื้อแจ๊คเกต  (ราคา 5,000 – 30,000 บาท)

     - รองเท้า  (ราคา 2,000 – 15,000 บาท)

     - ถุงมือ  (ราคา 500 – 6,000 บาท)

             
     5.ค่าใช้จ่ายสำหรับอุปกรณ์เสริมเพื่อความสะดวกสบาย
 

     สำหรับคนที่ซื้อ Big Bike เพื่อการท่องเที่ยวโดยเฉพาะ
ตัวรถเปล่า ๆ อาจจะไม่สะดวกสบายเพียงพอ ต้องมีการติดอุปกรณ์เสริม เช่น กล่องบรรทุกสัมภาระ GPS เพื่อใช้ดูเส้นทาง โครงเหล็กกันเครื่องและตัวรถสำหรับลุยทางวิบาก เพื่อให้รถพร้อมสำหรับทุกการเดินทาง ซึ่งจะทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น โดยกล่องบรรทุกสัมภาระ จะมีทั้งกล่องเหล็กและพลาสติก กล่องเหล็กจะมีราคาราว ๆ 30,000 – 50,000 บาท ส่วนกล่องพลาสติกจะมีราคาราว ๆ 10,000 – 20,000 บาท ครับ



     ขอบคุณข้อมูลจาก thaifastbike.com, th-Big Bike.com, greatbiker.com

     *เนื้อหามีการเปลี่ยนแปลงจากต้นฉบับ คลิกอ่านที่นี่

 

 

ติดตามSanook! Auto