5 เหตุผล ขับรถแล้วเบรกบ่อย ทำไมรถถึงพังและสึกหรอเร็วกว่าที่คิด?

ขับรถในเมืองแล้วต้องเหยียบเบรกบ่อยเป็นเรื่องหลีกเลี่ยงยาก แต่ถ้าถนนข้างหน้าโล่งแล้วยังมีพฤติกรรม เร่ง-เบรก-เร่ง-เบรก ตลอดเวลา หรือชอบขับจี้คันหน้าแล้วใช้เบรกควบคุมระยะ อาจทำให้ชิ้นส่วนบางอย่างของรถสึกหรอเร็วกว่าที่ควร
ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การเหยียบเบรกตามปกติไม่ได้ทำให้รถพัง เพราะระบบเบรกถูกออกแบบมาให้ใช้งานอยู่แล้ว สิ่งที่ควรระวังคือการเบรกหนักหรือเบรกถี่โดยไม่จำเป็น ซึ่งนอกจากทำให้รถกินพลังงานมากขึ้นแล้ว ยังมีผลกับชิ้นส่วนเหล่านี้ด้วย

1. ผ้าเบรกหมดเร็วกว่าปกติ
ชิ้นส่วนแรกที่ได้รับผลโดยตรงคือ ผ้าเบรก เพราะทุกครั้งที่เหยียบเบรก ผ้าเบรกจะถูกกดเข้าหาจานเบรกเพื่อสร้างแรงเสียดทานและลดความเร็วของรถ
ยิ่งใช้เบรกบ่อย ผ้าเบรกก็ยิ่งมีการเสียดสีมากขึ้น โดยเฉพาะคนที่ชอบเร่งเข้าไปใกล้รถคันหน้าแล้วค่อยเบรก หรือแตะเบรกตลอดเวลาแม้สามารถถอนคันเร่งเพื่อลดความเร็วได้
ผลคืออายุการใช้งานของผ้าเบรกอาจสั้นลง และต้องเปลี่ยนเร็วกว่ารถที่ใช้งานในระยะทางใกล้เคียงกันแต่ผู้ขับรักษาความเร็วได้สม่ำเสมอกว่า
2. จานเบรกสึกและเจอความร้อนมากขึ้น
ไม่ใช่แค่ผ้าเบรก เพราะ จานเบรก ก็ต้องรับทั้งแรงเสียดทานและความร้อนทุกครั้งที่มีการเบรก
การเบรกถี่หรือเบรกหนักต่อเนื่องสามารถสะสมความร้อนในระบบเบรก หากใช้งานรุนแรงมาก เช่น ลงทางลาดชันแล้วเหยียบเบรกค้างเป็นเวลานาน อุณหภูมิที่สูงเกินไปยังอาจทำให้ประสิทธิภาพของระบบเบรกลดลงชั่วคราวได้
เมื่อใช้งานในลักษณะนี้เป็นประจำ จานเบรกและผ้าเบรกย่อมมีโอกาสสึกหรอเร็วกว่าการใช้งานปกติ
3. ยางอาจสึกเร็วขึ้น โดยเฉพาะถ้าเบรกหนักเป็นประจำ
เวลาที่เราเบรก น้ำหนักของรถจะถ่ายไปด้านหน้า ทำให้ยางล้อหน้าต้องรับภาระเพิ่มขึ้น การเบรกแรงเป็นประจำจึงเพิ่มแรงที่เกิดขึ้นกับหน้ายาง โดยเฉพาะในช่วงที่รถกำลังลดความเร็วอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม การเบรกบ่อยเพียงอย่างเดียวไม่ใช่สาเหตุเดียวที่ทำให้ยางหมดเร็ว เพราะยังขึ้นอยู่กับแรงดันลมยาง ศูนย์ล้อ ช่วงล่าง รูปแบบการเร่ง ความเร็ว และสภาพถนนด้วย
แต่หากเป็นคนที่ทั้งออกตัวแรงและเบรกหนักอยู่เป็นประจำ ยางก็มีแนวโน้มต้องรับภาระมากกว่าการขับแบบนุ่มนวลอย่างแน่นอน
4. เร่งแล้วเบรกบ่อย ทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันหรือไฟฟ้า
อีกเรื่องที่หลายคนอาจไม่ได้คิดถึงคือ การเบรกคือการทิ้งพลังงานที่ใช้ในการเร่งรถไปก่อนหน้านั้น
ลองนึกภาพว่าคุณเห็นไฟแดงอยู่ข้างหน้า แต่ยังเหยียบคันเร่งต่อไปจนใกล้แยกแล้วค่อยเบรก เท่ากับน้ำมันหรือพลังงานที่ใช้เร่งรถในช่วงสุดท้ายไม่ได้ช่วยให้ถึงจุดหมายเร็วขึ้นมากนัก
การมองทางไกล ถอนคันเร่งล่วงหน้า และค่อยๆ ลดความเร็ว จึงช่วยประหยัดพลังงานได้มากกว่า พร้อมลดการใช้เบรกโดยไม่จำเป็น
สำหรับรถ Hybrid และ EV จะมีระบบ Regenerative Braking ที่สามารถนำพลังงานบางส่วนกลับไปชาร์จแบตเตอรี่ได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะนำพลังงานกลับคืนมาได้ทั้งหมด ดังนั้นการรักษาความเร็วให้เหมาะสมตั้งแต่แรกยังมีประสิทธิภาพกว่า
5. เบรกบ่อยอาจกำลังบอกว่า “วิธีขับ” ของคุณมีปัญหา
ข้อสุดท้ายอาจสำคัญที่สุด เพราะหากต้องเหยียบเบรกอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่สภาพการจราจรไม่ได้บังคับ อาจไม่ได้เป็นปัญหาของรถ แต่อยู่ที่วิธีการขับ
ตัวอย่างที่พบได้บ่อยคือ ขับจี้ท้าย มองทางใกล้เกินไป เร่งเข้าหารถคันหน้า หรือไม่รักษาระยะห่าง ทำให้ต้องใช้เบรกแก้สถานการณ์อยู่ตลอดเวลา
นอกจากเพิ่มการสึกหรอแล้ว ยังทำให้รถด้านหลังต้องเบรกตาม เพิ่มความเสี่ยงต่อการชนท้าย และอาจทำให้กระแสจราจรชะลอตัวเป็นทอดๆ ได้อีกด้วย
แล้วควรขับอย่างไรให้ใช้เบรกน้อยลง?
คำตอบไม่ใช่การพยายาม “ไม่เหยียบเบรก” เพราะเมื่อจำเป็นต้องเบรกก็ควรเบรกทันที สิ่งที่ควรทำคือพยายามลดการเบรกที่ไม่จำเป็นด้วยการอ่านสภาพการจราจรล่วงหน้า
- เว้นระยะจากรถคันหน้าให้เหมาะสม
- มองการจราจรให้ไกล ไม่จ้องเพียงรถคันหน้า
- เห็นรถชะลอหรือไฟแดงข้างหน้า ให้ถอนคันเร่งล่วงหน้า
- รักษาความเร็วให้สม่ำเสมอ ไม่เร่งสลับเบรกตลอดเวลา
- เมื่อลงทางลาดชันยาว ควรใช้เกียร์และ Engine Brake ให้เหมาะสมกับรถ ไม่เหยียบเบรกค้างตลอดทาง
รู้แล้วปรับรถไม่พังแน่นอน!
การเหยียบเบรกบ่อยไม่ได้ทำให้รถพังทันที และหากสภาพการจราจรบังคับก็ไม่ควรลังเลที่จะใช้เบรก แต่สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงคือพฤติกรรมเร่งแล้วเบรกซ้ำๆ เบรกหนักโดยไม่จำเป็น หรือขับจี้จนต้องแตะเบรกตลอดเวลา
เพราะนอกจากผ้าเบรกและจานเบรกจะสึกเร็วขึ้นแล้ว ยังเพิ่มภาระให้ยาง สิ้นเปลืองน้ำมันหรือพลังงาน และทำให้การขับขี่ไม่นุ่มนวลอีกด้วย
ลองเปลี่ยนจากการ “เร่งให้ถึงแล้วค่อยเบรก” เป็นการมองทางล่วงหน้า รักษาระยะ และถอนคันเร่งให้ถูกจังหวะ นอกจากรถจะสึกหรอน้อยลงแล้ว คนที่นั่งมาด้วยก็น่าจะสบายขึ้นไม่น้อยเช่นกัน
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี




