ทำไมกระจกหลัง BMW ต้องหักมุมแบบนี้? คำตอบอยู่ที่ดีไซน์ระดับตำนาน

ทำไมกระจกหลัง BMW ต้องหักมุมแบบนี้? คำตอบอยู่ที่ดีไซน์ระดับตำนาน

ทำไมกระจกหลัง BMW ต้องหักมุมแบบนี้? คำตอบอยู่ที่ดีไซน์ระดับตำนาน
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ใครที่สังเกตรถยนต์ BMW จากด้านข้าง อาจเคยเห็นเส้นกรอบกระจกบริเวณเสา C ที่หักกลับไปด้านหน้าเล็กน้อย รายละเอียดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นเอกลักษณ์ด้านการออกแบบที่มีชื่อว่า Hofmeister Kink

เส้นเล็ก ๆ จุดนี้อยู่คู่กับ BMW มานานกว่า 60 ปี และกลายเป็นเครื่องหมายที่ช่วยให้ผู้คนจดจำรถของแบรนด์ได้ แม้ยังไม่ทันเห็นโลโก้หรือกระจังหน้าไตคู่ก็ตาม

Hofmeister Kink คืออะไร?

bmw-3200-cs_batchBMW 3200 CS

สำหรับเส้น Hofmeister Kink คือเส้นหักกลับบริเวณขอบล่างของเสา C หรือกรอบกระจกด้านข้างช่วงท้ายรถ โดยแทนที่เส้นจะไหลตรงไปยังส่วนท้าย กลับวกไปด้านหน้าเล็กน้อยจนเกิดรูปทรงที่เป็นเอกลักษณ์

โดย BMW เริ่มใช้ดีไซน์นี้กับรถโปรดักชันในปี 1961 ผ่าน BMW 3200 CS และ BMW 1500 ก่อนจะนำมาใช้ต่อเนื่องกับรถหลายรูปแบบ ทั้งซีดาน คูเป้ รถอเนกประสงค์ และรถสมรรถนะสูง

p0036386

ชื่อ Hofmeister มาจาก Wilhelm Hofmeister ผู้รับผิดชอบงานออกแบบตัวถังของ BMW ในช่วงเวลานั้น แม้ BMW จะไม่ใช่ผู้ผลิตรายแรกของโลกที่ใช้เส้นกรอบกระจกในลักษณะนี้ แต่การนำมาใช้อย่างต่อเนื่องทำให้มันกลายเป็นภาพจำของแบรนด์อย่างชัดเจน

ดีไซน์คู่บุญ BMW

bmw-hofmeister-kink_batch

เหตุผลหลักคือ Hofmeister Kink ช่วยสร้างเอกลักษณ์ให้กับรูปทรงด้านข้างของรถ เช่นเดียวกับกระจังหน้าไตคู่ที่ทำหน้าที่สร้างตัวตนบริเวณด้านหน้า

BMW อธิบายว่าเส้นหักบริเวณเสา C ช่วยเน้นท่าทางของรถให้ดูเหมือนกำลังพุ่งไปข้างหน้า ทำให้ตัวรถดูปราดเปรียว แม้จอดอยู่นิ่ง ๆ และยังสื่อถึงภาพลักษณ์ของรถขับเคลื่อนล้อหลัง ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นฐานด้านวิศวกรรมที่ BMW ใช้มายาวนาน

ในเชิงสายตา เส้นนี้ยังช่วยแบ่งสัดส่วนระหว่างห้องโดยสารกับช่วงท้ายรถ ทำให้หลังคาดูเบา ตัวรถไม่ดูทึบ และเพิ่มความรู้สึกว่าฐานล้อหรือห้องโดยสารยาวขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนขนาดตัวถังจริง

เจอหมดยกเว้นบางแบบ

แม้ Hofmeister Kink จะเป็นเอกลักษณ์สำคัญ แต่รูปทรงไม่ได้ถูกใช้เหมือนกันทุกยุค ทุกโมเดล เพราะนักออกแบบจะปรับรายละเอียดให้เข้ากับสัดส่วนของรถแต่ละประเภท

เช่น รถคูเป้อาจใช้เส้นที่ลาดและคมกว่า เพื่อเน้นความสปอร์ต ขณะที่ SUV หรือรถ Touring อาจใช้มุมที่ตั้งตรงขึ้น เพื่อให้เข้ากับหลังคาและพื้นที่ห้องโดยสาร ส่วนรถรุ่นใหม่บางคันมีการซ่อนเส้นนี้ไว้ในชิ้นส่วนสีดำ หรือใช้กรอบโลหะสร้างรูปทรงแทนกรอบกระจกแบบเดิม

นอกจากนี้ยังมี BMW บางรุ่นที่ไม่ได้แสดงเส้น Hofmeister Kink อย่างชัดเจน แต่โดยภาพรวมแบรนด์ยังคงพยายามรักษาองค์ประกอบนี้ไว้ในภาษาการออกแบบของรถรุ่นใหม่

BMW เป็นผู้คิดค้นเส้นนี้หรือไม่?

สำหรับเส้นกระจกแบบนี้ BMW ก็ไม่ทั้งหมด เพราะรถยนต์บางรุ่นจากสหรัฐฯ และยุโรปเคยมีกรอบกระจกท้ายที่หักมุมในลักษณะใกล้เคียงกันมาก่อน BMW เช่น Kaiser Deluxe และ Lancia Flaminia สิ่งที่ BMW ทำแตกต่างคือการนำองค์ประกอบนี้มาใช้อย่างต่อเนื่อง จนเปลี่ยนจากเส้นตกแต่งทั่วไปให้กลายเป็นลายเซ็นของแบรนด์ คล้ายกับกระจังหน้าไตคู่ ไฟหน้าคู่ หรือไฟท้ายรูปตัว L เท่านั้น

สรุปเส้นเดียวที่ทำให้โดดเด่น

Hofmeister Kink อาจเป็นเพียงเส้นเล็ก ๆ ตรงกระจกด้านหลัง แต่มีบทบาทสำคัญในการสร้างตัวตนให้ BMW ทั้งด้านความสปอร์ต สัดส่วน และความต่อเนื่องของงานออกแบบ

เหตุผลที่ BMW ยังคงใช้เส้นนี้มาจนถึงปัจจุบัน จึงไม่ใช่เพียงเพราะต้องการรักษาประวัติศาสตร์ แต่เพราะมันช่วยให้รถดูเป็น BMW ได้ทันที แม้จะมองจากด้านข้างและยังไม่เห็นตราสัญลักษณ์ก็ตาม

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล