ภาพการประกวดมิสไทยแลนด์เวิลด์ 2006

ภาพการประกวดมิสไทยแลนด์เวิลด์ 2006
การประกวดมิสไทยแลนด์เวิลด์ 2006 รอบตัดสินที่บีอีซี เทโร ฮอลล์ สวนลุมไนท์บาซาร์ เมื่อค่ำวันที่ 5 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยสาวงามที่คว้ารางวัลมิสไทยแลนด์เวิลด์ 2006 ไปครองได้แก่ หมายเลข 7 น.ส.เมลิสา มหาพล หรือน้องเชอรี่ รับรางวัลเงินสดมูลค่า 1 ล้านบาท มงกุฎเพชรจากปริ๊นเซส ไดมอนด์ มูลค่า 8 แสนบาท รถยนต์ 1 คัน และของรางวัลจากผู้สนับสนุนอีกมากมาย ส่วนรองอันดับ 1 ได้แก่ หมายเลข 5 น.ส.ญาดา มิเกลลี หรือน้องแป้ง ได้รับรางวัลเป็นเงินสด มูลค่า 5 แสนบาท เครื่องประดับเพชรจากปริ๊นเซส ไดมอนด์ มูลค่า 80,000 บาท และของรางวัลจากผู้สนับสนุน ส่วนรองอันดับ 2 ได้แก่ หมายเลข 17 น.ส.พนัสรมย์ คุ้มกิจ หรือน้องนิค โดยได้รับตำแหน่งมิสบอดี้ บิวตี้ฟูล บาย ทรู ฟิตเนส ได้รับรางวัลเป็นเงินสดมูลค่า 3 แสนบาท เครื่องประดับเพชรจากปริ๊นเซส ไดมอนด์ มูลค่า 50,000 บาท และของรางวัลจากผู้สนับสนุน เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 6 ส.ค. ที่โรงแรมมิลเลนเนียม ฮิลตัน "น้องเชอรี่" เมลิสา มหาพล มิสไทยแลนด์เวิลด์คนล่าสุด พร้อมด้วย "น้องแป้ง" ญาดา มิเกลลี รองอันดับ 1 และ"น้องนิค" พนัสรมย์ คุ้มกิจ รองอันดับ 2 ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนภายในห้องพัก หลังกลับจากปฏิบัติภารกิจแรกด้วยการเป็นแขกรับเชิญพิเศษในรายการ "ผู้หญิงถึงผู้หญิงสวย" ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 โดยกล่าวว่า ทันทีที่ถึงห้องพัก "น้องเชอรี่" และรองทั้งสองร่วมกันรับประทานอาหารเป็นมื้อแรก เมนูที่มิสไทยแลนด์เวิลด์คนล่าสุดสั่งมารับประทานคือราวีโอนี่ ผักโขมอบชีส และสลัด โดยเชอรี่บอกว่า เป็นเมนูที่อยากทานมาหลายวันแล้ว ขณะที่ น้องญาดา สั่งแกงเผ็ดเป็ดย่างกับต้มข่าไก่ บอกว่าคิดถึงฝีมือคุณแม่ซึ่งทำแกงเผ็ดเป็ดย่างอร่อยมาก ส่วน "น้องนิค" พนัสรมย์ เลือกอาหารจานเดียวแบบง่ายๆ คือ ผัดซีอิ๊ว บอกว่าเป็นอาหารโปรด เพราะชอบเส้นใหญ่ อีกอย่างที่ชอบ เพราะดำเหมือนสีผิวตัวเอง "น้องเชอรี่" เมลิสา กล่าวพร้อมรอยยิ้มแม้จะมีสีหน้าอิดโรยจากการอดนอนว่า หลังได้รับตำแหน่งเมื่อคืนที่ผ่านมาได้นอนเพียงชั่วโมงเดียวเท่านั้น รู้สึกว่าฝันเป็นจริง ภูมิใจในตัวเองมากซึ่งต่อจากนี้ไปคงมีภารกิจที่ต้องทำมากมาย ภารกิจสำคัญคือการเดินทางไปประกวดมิสเวิลด์ที่ประเทศโปแลนด์จะพยายามทำให้ดีที่สุด สำหรับเงินรางวัลที่ได้จากการประกวดครั้งนี้ มิสไทยแลนด์เวิลด์คนล่าสุด กล่าวว่า จะนำไปเป็นทุนการศึกษาต่อระดับปริญญาโท และส่วนหนึ่งจะนำไปบริจาคให้เด็กติดเชื้อเอดส์ที่วัดพระบาทน้ำพุ น้องเชอรี่ กล่าวว่า อยากเป็นดารามาตั้งแต่เด็ก สนใจการแสดง ชอบแสดงออก และเห็นคนอื่นมีความสุข ก่อนหน้านี้จริงๆ เคยคิดจะไปเรียนการแสดง แต่ยังไม่มีโอกาส และถ้าเป็นไปได้อยากจะเป็นนางเอก ก่อนหน้ามาประกวดมิสไทยแลนด์เวิลด์ เคยประกวดเวทีมิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์สรุ่นเดียวกับชาม โอสถานนท์ แต่เข้ารอบ 44 คนสุดท้ายเท่านั้น เมื่อย้ายเวทีและทำได้ดีก็รู้สึกดีใจ รู้สึกว่ามีคนเห็นคุณค่า เห็นสิ่งที่เรามุ่งหวัง เหมือนกับความตั้งใจไม่สูญเปล่า ส่วนเหตุผลที่คิดว่าทำให้พิชิตมงกุฎได้ในครั้งนี้ น่าจะเป็นความมั่นใจในตัวเองและกล้าแสดงออก ส่วนจุดเด่นที่เพื่อนหลายคนบอกคือรอยยิ้ม ผู้สื่อข่าวถามถึงการเตรียมตัวไปประกวดมิสเวิลด์ที่ประเทศโปแลนด์ เชอรี่กล่าวว่า คงเตรียมเรื่องการแสดงความสามารถพิเศษที่แสดงถึงวัฒนธรรมไทย ส่วนด้านอื่นๆ ไม่น่าจะมีอะไร เพราะปกติเชอรี่ ดูแลตัวเองเป็นประจำอยู่แล้ว ส่วนมากจะดูแลเรื่องผิวพรรณเป็นปกติ มีเวลาก็ไปขัดตัวบ้าง สำหรับสเปคชายหนุ่มที่ชอบความเป็นผู้ใหญ่ ใจเย็น รูปร่างหน้าตาไม่สำคัญ ขอแค่พอใช้ แต่เรื่องคู่ครองคงต้องขอพักไว้ก่อน ยังต้องอีกนาน ตอนนี้ขอทำหน้าที่มิสไทยแลนด์เวิลด์ให้ดีที่สุดดีกว่า เมื่อถามถึงครอบครัว เชอรี่กล่าวว่า คุณพ่อคุณแม่เลี้ยงดูแบบเป็นห่วงมากกว่า ไม่ได้หวง พ่อจะตามใจมากกว่าแม่ ช่วงที่เข้ามหาวิทยาลัย พ่อป่วยเป็นโรคมะเร็งหลังโพรงจมูก ธุรกิจเกี่ยวกับด้านอาหารที่พ่อกับแม่ทำร่วมกันก็ต้องหยุดชะงักไปหมด ถึงตอนนี้พ่อหายดีแล้ว แต่ที่บ้านยังไม่มีงานอะไรเป็นหลัก ทำแค่ธุรกิจจัดสรรที่ดินแต่ก็ไม่ได้ลงไปทำเต็มตัว ตนจึงเหมือนหลักของครอบครัวเหมือนกัน

ติดตามSanook! Women

ผู้หญิง สุขภาพ ผู้หญิง ผู้ชาย ความงาม ทรงผม แต่งตัว เสื้อผ้า แฟชั่น sexy ทุกๆ เรื่องที่คุณอยากรู้ ร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!