รอบชิง... บัตรเครดิต VS. บัตรเดบิต

รอบชิง... บัตรเครดิต VS. บัตรเดบิต

Money
เรื่อง : ศรัญญา โรจน์พิทักษ์ชีพ / ภาพ :

 


เชื่อว่า หลายๆ คนกำลังคิดตัดสินใจที่จะทำหรือไม่ทำกันอยู่ อย่างเรื่องของบัตรเครดิต และบัตรเดบิต ซึ่งเปรียบเสมือนมวยคู่เอก ที่กำลังขึ้นชกในรอบตัดเชือกระหว่างมุมแดง บัตรเครดิต ศิษย์ซือเจ๊ และมุมน้ำเงิน บัตรเดบิต ศิษย์ลูกกำนัน นัดล้างตารอบนี้ คุณผู้อ่านต้องมาคอยเชียร์กันแล้วว่า บัตรเครดิต กับ บัตรเดบิต ใครจะเป็นจ้าวบัตรที่ผู้คนเลือกใช้กันมากที่สุด


บัตรเดบิต ศิษย์ลูกกำนัน
สิ่งที่ทำให้บัตรเดบิตกลายมาเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงก็เพราะว่า บัตรนี้เหมือนบัตร ATM สามารถกดเงินสดในบัญชีออกมาใช้จ่ายได้ หรือจะใช้รูดผ่านบัตรนี้ก็ได้เหมือนกัน ไม่ต้องพกเงินสด ไม่ต้องเสียดอกเบี้ย เพราะไม่ต้องยืมเงินบัตรมาจ่าย เนื่องจากมันเป็น ระบบหักเงินจากในบัญชีของเรา โดยตรงเลย รูดมาก เงินเก็บในบัญชีก็ลดมาก นับว่าเป็นการใช้จ่ายเงินแบบระมัดระวังมากที่สุด

บัตรเดบิตในประเทศไทย สามารถนำไปใช้ซื้อสินค้า หรือกดเงินในต่างประเทศได้ด้วย โดยจะมีรูปลักษณ์ของบัตรคล้ายบัตรเครดิต และมีตราสัญลักษณ์ของบัตรที่เป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก อยู่มุมขวาล่างของบัตร
ในแง่ของการประเมินรายจ่ายในแต่ละเดือน ทำได้ง่ายๆ ด้วยการนำใบแจ้งยอดการซื้อของทั้งหมด ที่บริษัทผู้ออกบัตรจะส่งมาให้เป็นประจำทุกเดือน มาคำนวณประเมินรายจ่าย ซึ่งจะเหมาะสำหรับผู้ที่คุมเข้มในเรื่องของการบริหารเงิน ส่วนข้อควรระวัง เห็นจะมีเพียงการรูดเพลินจนเงินหมดบัญชีเท่านั้นเอง

บัตรเครดิต ศิษย์ซือเจ๊
สิ่งที่ทำให้บัตรเครดิตสามารถครองตำแหน่งแชมป์มาโดยตลอด นั่นก็คือ ‘ใช้ก่อน จ่ายทีหลัง" แถมไม่ต้องเสียเงินก้อนโต ไม่ต้องพกเงินสด สะดวกสบายกว่าการใช้เช็ค หรือไม่ต้องมานั่งอดใจรอ เก็บเงินซื้อของที่อยากได้ (หลายๆ คนคิดว่า กว่าจะเก็บเงินจนครบ ของสิ่งนั้นอาจหมดไปแล้วก็ได้ แบบว่า อดใจไม่ไหวจริงๆ) เราสามารถซื้อของได้เลย เพียงแค่หยิบบัตรขึ้นมา แล้วรูดครั้งเดียว จากนั้นเซ็นชื่อ และของที่อยากได้ก็จะมาอยู่ในมือ ทั้งยังสามารถรับสิทธิพิเศษเพิ่มเติมอื่นๆ พ่วงท้าย เช่น ได้แต้มสะสมเพื่อแลกของรางวัล โดยบัตรนี้สามารถใช้ในต่างประเทศได้เช่นกัน

แต่ สิ่งที่น่าระวังของบัตรนี้ก็คือ คุณจะเพลี่ยงพล้ำกับการใช้จ่ายที่ไม่ได้ไตร่ตรอง ส่งให้คุณมีรายจ่ายที่เพิ่มมากขึ้นในแต่ละเดือน และที่เห็นชัดเจนสุดๆ คงเป็นเรื่องของ ‘ดอกเบี้ย' เมื่อได้สิ่งของมา ราคาอาจจะแพงกว่าซื้อเงินสด เพราะต้องจ่ายค่าดอกเบี้ยเป็นจำนวนตามเปอร์เซ็นต์ที่ถูกกำหนด ทั้งยังต้องเสียค่าธรรมเนียมอื่นๆ อีกด้วย

แต่ทั้งนี้คุณสามารถหลีกเลี่ยงการถูกคิดดอกเบี้ยได้เหมือนกัน เพียงแค่คุณชำระเงินคืนแบบเต็มจำนวนภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในใบแจ้งยอด บัญชีบัตรเครดิต จ่ายครบเร็วเท่าไหร่ ดอกเบี้ยก็น้อยลงเท่านั้น และยังมีช่วง Grace Period หรือช่วงเวลาชำระคืนโดยปลอดดอกเบี้ย ธนาคารจะไม่คิดดอกเบี้ยจากยอดเงินที่เราชำระผ่านบัตร ส่วนใหญ่จะมีเวลาอยู่ประมาณ 45-55 วัน โดยจะระบุไว้ในใบแจ้งยอดบัญชีบัตรเครดิต แต่หากไม่จ่ายครบภายในวันที่ระบุและล่ะก็... ยอดเงินดังกล่าวก็จะถูกคิดเป็นดอกเบี้ย โดยเริ่มคิดตั้งแต่วันที่บันทึกรายการเลย

หากจะหาแชมป์ในรอบนี้แล้ว เห็นท่าจะยาก เอาอย่างนี้ดีกว่า ให้ทำทั้งบัตรเครดิตและบัตรเดบิตไปเลย โดยแบ่งการใช้เงินออกเป็น 2 รูปแบบคือ รูดบัตรเดบิต สำหรับของใช้ส่วนตัวในชีวิตประจำวันตามซูเปอร์มาร์เก็ต หรือร้านค้าที่มีเครื่องรูดบัตรเดบิต ในวงเงินที่เรากำหนดไว้แล้ว โดยไม่ต้องกดเงินออกมาพก ป้องกันการหาย ส่วนบัตรเครดิตใช้สำหรับการซื้อของที่มีราคาสูง หรือ มีการวางแผนในเรื่องของการชำระเงินเป็นงวดๆ ไว้ล่วงหน้า ซึ่งจะได้ไม่ต้องเสียดายเงินสดก้อนโต

ถ้าจะให้ตัดสินแบบฟันธง บัตรเดบิตก็น่าสนใจสุด เพราะไม่ต้องเป็นหนี้ให้ปวดหัว หรือเพิ่มภาระทางรายจ่าย มีน้อยใช้น้อย มีมากก็ใช้แบบพอดี เพียงเท่านี้ เห็นแววของแชมป์คนใหม่แล้วล่ะ

 

ติดตามSanook! Women

ผู้หญิง สุขภาพ ผู้หญิง ผู้ชาย ความงาม ทรงผม แต่งตัว เสื้อผ้า แฟชั่น sexy ทุกๆ เรื่องที่คุณอยากรู้ ร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!