ผมต่อ-แฮร์พีช สวยแต่เสี่ยง! ผลวิจัยพบเชื่อมโยงโรคร้าย อันตรายกว่าที่คิด

แฮร์พีช-ผมต่อ สวยแต่เสี่ยง! นักวิจัยเผยผลการสุ่มตรวจ พบอาจเชื่อมโยงมะเร็ง รบกวนฮอร์โมน และอันตรายต่อระบบสืบพันธุ์
ผมต่อ (Hair extensions) และ แฮร์พีช (Hairpiece) เป็นไอเทมเสริมความงามยอดฮิตของผู้หญิงหลายล้านคน อาจมีสารเคมีที่เป็นอันตรายแฝงอยู่มากกว่าที่เคยคาดคิด
ดร.เอลิสเซีย แฟรงคลิน (Elissia Franklin, PhD) นักวิจัยจากสถาบันไซเลนต์สปริง (Silent Spring Institute) ซึ่งเป็นองค์กรวิจัยด้านผลกระทบของสารเคมีต่อสุขภาพผู้หญิง ให้ข้อมูลว่า จากการศึกษาวิจัยล่าสุดพบสารเคมีอันตรายหลายสิบชนิดในผลิตภัณฑ์แฮร์พีชและผมต่อ ซึ่งรวมถึงสารที่เชื่อมโยงกับโรคมะเร็ง การรบกวนฮอร์โมน และอันตรายต่อระบบสืบพันธุ์
นอกจากนี้ ดร.แฟรงคลิน ยังระบุด้วยว่า สารเคมีอันตรายเหล่านี้ไม่ได้พบแค่ในเส้นใยสังเคราะห์เท่านั้น แต่ยังพบในผมต่อที่ทำจากผมแท้ของมนุษย์ด้วย
สารเคมีตกค้างที่พบในแฮร์พีชและผมต่อ
ผลิตภัณฑ์แฮร์พีชและผมต่อมักถูกนำมาใช้ในการทำทรงผมต่างๆ โดยผลิตจากเส้นใยสังเคราะห์และวัสดุชีวภาพ รวมถึงเส้นผมของมนุษย์ ซึ่งมักจะผ่านการเคลือบสารเคมีเพื่อให้ทนไฟ กันน้ำ หรือต้านเชื้อแบคทีเรีย ดร.แฟรงคลิน ระบุว่า บริษัทผู้ผลิตมักไม่เปิดเผยสารเคมีที่ใช้ในการผลิต ทำให้ผู้บริโภคไม่ทราบถึงความเสี่ยงต่อสุขภาพจากการใช้งานเป็นเวลานาน
ทีมวิจัยได้สุ่มซื้อผลิตภัณฑ์แฮร์พีชและผมต่อยอดนิยมจำนวน 43 รายการทางออนไลน์และจากร้านขายอุปกรณ์เสริมความงาม โดยใช้วิธีการคัดกรองแบบวงกว้างเพื่อตรวจหาสารประกอบต่างๆ และพบสารเคมีรวม 169 ชนิดจากตัวอย่างทั้งหมด โดยมีข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้
- ผลิตภัณฑ์ทั้งหมด (ยกเว้น 2 รายการ) มีสารเคมีที่ถือว่าเป็นอันตรายอย่างน้อย 1 ชนิด
- พบสารเคมี 48 ชนิดที่อยู่ในรายชื่อสารอันตรายหลัก
- พบสารเคมี 12 ชนิดที่อยู่ในบัญชีรายชื่อสารก่อมะเร็ง ความผิดปกติแต่กำเนิด หรืออันตรายต่อระบบสืบพันธุ์ ตามกฎหมายของรัฐแคลิฟอร์เนีย (California’s Proposition 65)
- พบสารเคมี 17 ชนิดที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งเต้านม ในตัวอย่างมากกว่า 3 ใน 4
- ตัวอย่างเกือบ 10 เปอร์เซ็นต์มีสารออร์กาโนทิน (Organotins) ซึ่งเป็นสารเคมีในพลาสติกที่เชื่อมโยงกับการรบกวนฮอร์โมนและโรคมะเร็ง โดยบางกรณีพบในระดับที่เกินมาตรฐานความปลอดภัยของสหภาพยุโรป
นอกจากนี้ นักวิจัยยังพบสารหน่วงเหนี่ยวการติดไฟ สารทาเลต (Phthalates) ยาฆ่าแมลง และสารประกอบอื่นๆ ที่งานวิจัยก่อนหน้านี้เคยระบุว่ามีความเชื่อมโยงกับการรบกวนฮอร์โมน ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ และปัญหาด้านพัฒนาการ

ความเสี่ยงด้านสุขภาพและการสะสมสารเคมี
พญ.แซนดี้ เฉา (Sandy Tsao, MD) แพทย์ผิวหนังจากโรงพยาบาลแมสซาชูเซตส์เจเนอรัล (Mass General Hospital) ให้ข้อมูลว่า แม้การศึกษานี้จะตรวจสอบเพียงการมีอยู่ของสารเคมี และไม่ได้พิสูจน์ว่าแฮร์พีชหรือผมต่อเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งโดยตรง แต่ผลจากการวิเคราะห์ทางเคมีชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการก่อมะเร็งและผลกระทบที่เป็นพิษอื่นๆ จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อหาความเชื่อมโยงที่ชัดเจน
พญ.ลีแอนดรา บาร์นส์ (Leandra Barnes, MD) แพทย์ผิวหนังและอาจารย์จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford University) อธิบายว่า แฮร์พีชและผมต่อได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มผู้หญิงผิวสี โดยมีข้อมูลสถิติระบุว่า ผู้หญิงผิวสีมากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ใช้แฮร์พีชหรือผมต่ออย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เมื่อเทียบกับผู้หญิงกลุ่มเชื้อชาติและชาติพันธุ์อื่นที่มีการใช้น้อยกว่า 10 เปอร์เซ็นต์
พญ.บาร์นส์ ระบุเพิ่มเติมว่า การต่อผมมักจะติดไว้ต่อเนื่องเป็นเวลาหลายสัปดาห์ ทำให้เพิ่มการสะสมของสารเคมี และเนื่องจากผมต่ออยู่ใกล้กับหนังศีรษะ ใบหน้า และลำคอ อีกทั้งยังมักถูกจัดทรงด้วยความร้อน จึงมีความเป็นไปได้ที่ร่างกายจะดูดซึมสารเคมีผ่านทางผิวหนังและการสูดดม ซึ่งการได้รับสารเคมีที่รบกวนการทำงานของฮอร์โมนหรือสารก่อมะเร็งสะสมเพิ่มเติมนี้ เป็นเรื่องที่ควรเฝ้าระวังอย่างยิ่ง
วิธีลดความเสี่ยงจากการใช้แฮร์พีชและผมต่อ
พญ.บาร์นส์ แนะนำว่า แม้จะไม่มีวิธีใดที่รับรองความปลอดภัยได้ทั้งหมด แต่ผู้บริโภคสามารถลดความเสี่ยงได้โดยพยายามเลือกหาผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่าปราศจากสารพิษ (ซึ่งในการศึกษานี้พบผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยจากสารเคมีอันตรายเพียง 2 รายการ) พร้อมทั้งมีแนวทางปฏิบัติเพิ่มเติมดังนี้
- ลดความถี่และระยะเวลาในการติดแฮร์พีชหรือผมต่อ
- ซักทำความสะอาดผลิตภัณฑ์ก่อนนำมาใช้งาน
- หลีกเลี่ยงการติดผมต่อบริเวณที่หนังศีรษะมีอาการระคายเคืองหรือมีแผล
- ลดการจัดทรงด้วยความร้อนสูง และควรทำในบริเวณที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก
หากมีอาการแพ้ เป็นแผล มีผื่นแดง หรือมีอาการคันหลังจากติดผมต่อ ควรรีบถอดออกทันที และหากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อรับการวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญมองว่า ภาระนี้ไม่ควรตกอยู่ที่ผู้บริโภคเพียงฝ่ายเดียว อุตสาหกรรมความงามควรมีความโปร่งใส และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรผลักดันให้มีการเปิดเผยส่วนผสมอย่างชัดเจน เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจได้อย่างปลอดภัย
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี
