เช็กด่วน! 5 สัญญาณเตือน "มดลูกแตก" ภาวะฉุกเฉินที่คนท้องต้องรู้

เช็กด่วน! 5 สัญญาณเตือน "มดลูกแตก" ภาวะฉุกเฉินที่คนท้องต้องรู้

เช็กด่วน! 5 สัญญาณเตือน "มดลูกแตก" ภาวะฉุกเฉินที่คนท้องต้องรู้
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

เช็กด่วน! 5 สัญญาณเตือน "มดลูกแตก" ภาวะฉุกเฉินพบได้น้อย แต่เสี่ยงอันตรายนาทีชีวิต

มดลูกแตก (Uterine Rupture) ถือเป็นหนึ่งในภาวะฉุกเฉินทางสูติกรรมที่คุณแม่ตั้งครรภ์หลายคนหวาดกลัว แม้จะเป็นภาวะที่พบได้ไม่บ่อย แต่หากเกิดขึ้นแล้วอาจส่งผลรุนแรงทั้งต่อชีวิตของคุณแม่และทารกในครรภ์ โดยเฉพาะในคุณแม่ที่มีประวัติผ่าตัดมดลูกมาก่อน การรู้เท่าทันสัญญาณเตือนตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

ภาวะมดลูกแตกมักเกิดในช่วงไตรมาสสุดท้ายของการตั้งครรภ์ หรือระหว่างการเจ็บท้องคลอด หากพบอาการผิดปกติดังต่อไปนี้ ควรรีบไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันทีโดยไม่ต้องรอให้ถึงวันนัด เพื่อเพิ่มโอกาสในการช่วยชีวิตทั้งแม่และลูก

1. ปวดท้องรุนแรงเฉียบพลันผิดปกติ

อาการปวดจะไม่เหมือนการเจ็บท้องเตือนหรือการเจ็บท้องคลอดทั่วไป มักเป็นอาการปวดเฉียบพลันรุนแรง เกิดขึ้นทันที และไม่ทุเลาลงแม้เปลี่ยนท่าทางหรือพักผ่อน ซึ่งถือเป็นสัญญาณอันตรายที่ไม่ควรมองข้าม

2. รูปทรงหน้าท้องเปลี่ยนไปหรือผิดปกติ

เมื่อเกิดภาวะมดลูกแตก อาจทำให้ตำแหน่งของทารกเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้หน้าท้องมีลักษณะผิดรูปหรือคลำพบส่วนของทารกได้ชัดเจนผิดปกติ โดยลักษณะดังกล่าวมักตรวจพบโดยแพทย์จากการตรวจร่างกายหรือการอัลตราซาวด์

3. มีเลือดออกทางช่องคลอด

แม้ในหลายกรณีเลือดจะออกภายในช่องท้องเป็นหลัก แต่บางรายอาจมีเลือดสีแดงสดออกทางช่องคลอดร่วมด้วย ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงความผิดปกติรุนแรงของมดลูกและต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน

4. สัญญาณชีพของแม่เปลี่ยนไปหรือเข้าสู่ภาวะช็อก

การเสียเลือดภายในปริมาณมากอาจทำให้คุณแม่มีอาการหน้ามืด วิงเวียน ใจสั่น เหงื่อออก ตัวเย็น ความดันโลหิตลดลง และอาจหมดสติได้ในเวลาอันรวดเร็ว ถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการช่วยเหลือทันที

5. ลูกดิ้นน้อยลงหรือหยุดดิ้นกะทันหัน

เมื่อมดลูกแตก การส่งออกซิเจนจากแม่ไปสู่ทารกผ่านทางรกอาจถูกรบกวน ส่งผลให้ทารกเกิดภาวะขาดออกซิเจน หรือที่เรียกว่า Fetal Distress ทำให้การดิ้นลดลงอย่างชัดเจน หรือหยุดดิ้นในที่สุด

ใครคือกลุ่มเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ?

แม้ภาวะมดลูกแตกจะพบไม่บ่อย แต่มีคุณแม่บางกลุ่มที่ควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ได้แก่

– คุณแม่ที่เคยผ่าคลอดมาก่อน
– คุณแม่ที่มีระยะห่างระหว่างการตั้งครรภ์น้อยกว่า 18–24 เดือน
– คุณแม่ที่เคยผ่าตัดเนื้องอกมดลูกหรือผ่าตัดบริเวณมดลูกมาก่อน

การฝากครรภ์อย่างสม่ำเสมอ การแจ้งประวัติการผ่าตัดแก่แพทย์อย่างละเอียด และการสังเกตอาการผิดปกติของตนเองอย่างใกล้ชิด จะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มความปลอดภัยให้กับทั้งคุณแม่และลูกน้อยได้อย่างมาก

  1. Mayo Clinic
  2. World Health Organization (WHO)
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล