ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ เล่าเรื่อง ราชินี

ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ เล่าเรื่อง ราชินี

ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ เล่าเรื่อง ราชินี
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ภาพที่พสกนิกรชาวไทยได้เห็นกันจนชินตา เกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของพ่อหลวงและแม่หลวงของปวงชนชาวไทย เมื่อครั้งที่เสด็จฯไปทรงเยี่ยมราษฎรถึงถิ่นทุรกันดาร ทั้งขึ้นเขา ลงห้วย ยังความปลาบปลื้มปีติมาจวบจนถึงปัจจุบัน

ทั้งสองพระองค์ต่างมีพระราชกรณียกิจที่แตกต่างกัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพัฒนางานด้านโครงสร้างใหญ่ สมเด็จพระราชินีทรงมอบองค์ความรู้และพัฒนางานฝีมือชาวบ้าน แต่ในความต่างก็มีความเหมือนกัน นั่นคือเป้าหมายในการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของพสกนิกร ในทุกเส้นทางที่เสด็จฯจะมีเหล่าข้าราชบริพารตามถวายงานเป็นขบวนใหญ่

หนึ่งในข้าราชบริพารที่ตามเสด็จฯสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ไปเกือบทุกหนทุกแห่งในการเสด็จฯเยือนพื้นที่ต่าง ๆ ก็คือ "ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ"รองราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และนางสนองพระโอษฐ์ในพระองค์ ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์เป็นนางสนองพระโอษฐ์ที่ตามเสด็จฯและถวายงานรับใช้พระองค์มาเป็นเวลานานถึง 42 ปี

มีเรื่องเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้ในหลาย ๆ เรื่อง รวมไปถึงหน้าที่นางสนองพระโอษฐ์ทำหน้าที่อะไรบ้าง

ในบางครั้งก็ต้องเสียสละเวลาส่วนตัวเพื่อตามเสด็จฯในทุกที่ที่เสด็จพระราชดำเนินไป ทีมงาน "ดีไลฟ์-ประชาชาติธุรกิจ" ได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ณ หอรัษฎากรพิพัฒน์ ภายในพระบรมมหาราชวัง จัดงานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ 82 พรรษาวันที่ 12 สิงหาคม หรือ "วันแม่แห่งชาติ"ในปีนี้ จึงได้พูดคุยกับท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระในประเด็นการดำเนินงานศิลปาชีพตามพระราชดำริ และความประทับใจในการถวายงานสมเด็จพระราชินี

"ดิฉันมีโอกาสดีที่ได้ทำงานรับใช้ทั้งสองพระองค์ เวลาตามเสด็จฯออกไปเยี่ยมราษฎรตามต่างจังหวัด ได้เห็นว่าพระราชกรณียกิจที่ทรงทำเป็นการทำเพื่อประชาชนทั้งนั้น" ท่านผู้หญิงกล่าวด้วยน้ำเสียงและแววตาซาบซึ้งแล้วเล่าลงรายละเอียดว่าสองพระองค์ท่านทรงแบ่งงานกันทำพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทอดพระเนตรแหล่งน้ำ แก้ปัญหาดิน การชลประทาน การทำมาหากิน การพัฒนาอาชีพ ส่วนสมเด็จพระบรมราชินีนาถทรงดูแลผู้หญิง เด็ก คนเจ็บ คนป่วย คนชรา งานแม่บ้าน งานผู้หญิง อันเป็นที่มาของงานศิลปาชีพ

สำหรับหน้าที่ความรับผิดชอบในฐานะรองราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระราชินี ต้องทำงานเอกสารที่ออฟฟิศ และดูแลกองศิลปาชีพ ดูแลชาวบ้านที่เป็นสมาชิกศิลปาชีพ ส่วนอีกตำแหน่ง คือเป็นนางสนองพระโอษฐ์ของสมเด็จพระราชินี ทุกครั้งที่สมเด็จพระราชินีจะเสด็จฯออกเยี่ยมราษฎร ทีมนางสนองพระโอษฐ์จะต้องนำขบวนลูกน้องออกล่วงหน้าขบวนเสด็จฯ เพื่อไปเตรียมการก่อนล่วงหน้า ต้องซักประวัติราษฎรดูว่า ใครน่าสนใจ ใครยากจน ใครมีปัญหาอะไร น่าจะช่วยเหลือก่อน เรียกว่าคัดเลือกคนที่จะเข้าเฝ้าฯ

"การที่เราได้ใกล้ชิด เราได้เห็นสิ่งดี ๆ ที่ท่านทำมาตลอด เราก็พยายามดูแนวพระราชกรณียกิจตรงนั้น อย่างการที่พระองค์ทรงรับสั่งกับราษฎร เราก็จะจำมาว่าท่านทรงมีพระเมตตาอย่างไร และท่านทรงสอนเราง่าย ๆ ว่าให้ดูแลคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ เสมือนเป็นญาติผู้ใหญ่ของเรา ถ้าญาติผู้ใหญ่หรือพ่อแม่เราเจ็บป่วยเราจะทำยังไง เวลาไปเยี่ยมคนไข้ ท่านก็สอนว่าให้เหมือนเราไปเยี่ยมญาติ ต้องไป

ให้กำลังใจ ไต่ถาม พูดคุยให้เขาหายเหงา ไม่ให้เขาว้าเหว่ว่ามานอนอยู่ตัวคนเดียว เพราะญาติผู้ป่วยมานอนเฝ้าไม่ได้ นี่คือวิธีที่พระองค์ทรงปฏิบัติ เราก็ได้เรียนรู้จากการทรงงานของพระองค์"

เมื่อถามถึงความประทับใจจากที่ได้ถวายงานรับใช้พระองค์ ท่านผู้หญิงฯบอกว่า "มีเยอะค่ะ การออกไปต่างจังหวัดแต่ละครั้งก็มีความซาบซึ้งใจไม่เหมือนกัน ยกตัวอย่างง่าย ๆ เวลาเสด็จฯกลับตอนค่ำมืด ชาวบ้าน

ก็มาจุดเทียนส่องตามข้างทางเพื่อให้สว่างไสว ชาวบ้านเขาไม่เห็นท่านหรอก แต่เขาอยากส่องทางให้ท่าน พอพระองค์ท่านทอดพระเนตรเห็นชาวบ้านก็ให้ชะลอรถและเปิดไฟในรถเพื่อให้ชาวบ้านเห็นท่านสักนิดหนึ่ง ซึ่งพระองค์ท่านไม่ได้คิดเลยว่าจะเป็นอันตราย ไม่ได้คิดว่าต้องรีบไป ท่านก็เห็นว่าชาวบ้านจริงใจ ชาวบ้านน่ารัก นี่คือสิ่งที่ดิฉันเห็นแล้วประทับใจมาก"

สมเด็จพระราชินีไม่เพียงแค่ทรงดูแลทุกข์สุขของประชาชนเท่านั้น หนึ่งในพระราชกรณียกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก คือการส่งเสริมให้ชาวบ้านมีอาชีพ เห็นได้จากโครงการมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ อันเกิดขึ้นหลังจากที่พระองค์เสด็จฯเยี่ยมราษฎรที่ อ.นาหว้า จ.นครพนม

เนื่องจากพระองค์ทรงเห็นว่าชาวบ้านมีฝีมือหลายด้าน แต่ส่วนมากเป็นการทำใช้ในครัวเรือน พระองค์ท่านทรงอยากช่วยให้ชาวบ้านมีอาชีพเสริม เพราะทรงทราบว่าการทำอาชีพหลักคือการเกษตร ขึ้นอยู่กับสภาพดินฟ้าอากาศ แต่การจะให้ชาวบ้านหันมาทำอาชีพหัตถกรรม จึงไม่ใช่เรื่องง่าย

พระองค์ทรงพระราชทานกำลังใจ ซึ่งกลายเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ที่ทำให้พสกนิกรชาวไทยภาคภูมิใจในฝีมือ อันเกิดจากภูมิปัญญาท้องถิ่น ทรงแสดงให้เห็นว่า ผ้าทอฝีมือชาวบ้านธรรมดา ๆ แต่กลายเป็นอาภรณ์ล้ำค่า ที่ราชินีของพวกเขาทรงห่อห่ม

"ช่วยทำเพิ่มอีกผืนสองผืนได้ไหม ฉันจะซื้อมาใช้เอง" ท่านผู้หญิงฯเล่าถึงพระราชดำรัสของสมเด็จพระราชินีทรงตรัสกับชาวบ้าน และบอกอีกว่า การทำงานของพระองค์เริ่มจากเล็กไปใหญ่ ค่อยเป็นค่อยไป พระองค์ไม่ได้เอางานยากไปพระราชทาน แต่ทรงให้ชาวบ้านทำเพิ่มจากที่ทำอยู่แล้ว เริ่มจากบอกว่าทำเพิ่มอีกผืนสองผืนได้ไหม พระองค์จะซื้อมาใช้เอง จึงเป็นที่มาของการทอผ้าเพิ่ม เป็นรายได้ให้ชาวบ้านมาเรื่อย ๆ

"ทำแบบนี้ชาวบ้านสบายใจมาก เพราะเป็นสิ่งที่เขาทำเป็นอยู่แล้ว แต่ถ้าเราเอาแบบเมกะโปรเจ็กต์ เอาอะไรยาก ๆ ไปให้เขาทำ ชาวบ้านจะเอามือก่ายหน้าผาก เขาไม่ทำหรอก"

จากเดิมที่ชาวบ้านไม่ค่อยมีความมั่นใจในฝีมือ ก็เริ่มมีแนวโน้มดีขึ้น จากผ้าทอบ้านนอก เริ่มขยายเข้าสู่เมือง และไปไกลถึงต่างประเทศ

"ปัญหาของการดำเนินงานศิลปาชีพในระยะแรก คือชาวบ้านไม่มั่นใจในตัวเอง ถ่อมตนว่าตัวเองทำไม่สวย เขาคิดว่าผ้าบ้านนอก พระราชินีจะใส่เหรอ เพราะเขาเห็นลูกหลานเขามาทำงานในเมือง เขาก็คิดว่าในเมืองดีกว่า บ้านนอกต่ำต้อย ซึ่งมันไม่ใช่ พระองค์ท่านก็บอกว่าสวย พระองค์ก็นำมาทรงใส่เอง และยังชักชวนข้าราชบริพารให้ใส่ด้วย

พอเห็นพระราชินีท่านทรงใส่ไปถึงเมืองนอก และเห็นชาวต่างประเทศใส่ ชาวบ้านก็ค่อยมีความมั่นใจ รู้สึกภูมิใจ รู้สึกว่าเขามีศักดิ์ศรี ค่อย ๆ เชียร์ ค่อย ๆให้กำลังใจและพระราชทานรางวัล จุดเปลี่ยนคือทำให้เขารู้ว่าสิ่งที่เขาทำมันมีคุณค่า ส่วนภูมิปัญญานั้น เขามีอยู่แล้ว"

นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่พระองค์ทรงอยากให้ชาวบ้านมีรายได้เสริม ตอนนี้กลายเป็นรายได้หลักแทนที่รายได้จากอาชีพเดิม นอกเหนือจากเรื่องยกระดับรายได้และความเป็นอยู่ของชาวบ้านแล้ว อีกความสำเร็จคือการส่งเสริมศิลปาชีพ ยังถือเป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาของชาวบ้านไม่ให้สูญหายอีกด้วย

"ตอนนี้ผ้าไหมมัดหมี่ ผ้าไหมแพรวา ก็ไม่หายไป ถ้าพระองค์ท่านไม่สนับสนุน คงไม่มีอย่างทุกวันนี้ เพราะถ้าทำแล้วคนไม่ซื้อ เขาก็เลิกทำ และยังมีการฟื้นฟูการทอผ้าที่ใช้ในราชสำนักด้วย สมัยก่อน ผ้าพวกนี้เราเขียนลายส่งไปให้อินเดียทอให้ แต่ระยะหลังเราพยายามฟื้นฟู โดยให้ชาวบ้านที่นครศรีธรรมราชทอ นอกจากนั้นยังเป็นการส่งเสริมเด็กรุ่นใหม่ไปในตัวด้วย เพราะงานศิลปาชีพเป็นงานที่ทำในครัวเรือน เมื่อทำแล้วมีรายได้เข้าครอบครัว ลูกก็ช่วยพ่อแม่ทำอยู่แล้ว ทางมูลนิธิฯไม่ต้องลงไปส่งเสริมพัฒนาอะไรเป็นพิเศษ

นอกเหนือจากทรงดูแลเรื่องปากท้องของชาวบ้านแล้ว พระองค์ทรงเห็นว่าควรนำฝีมือชาวบ้านมาโชว์ให้คนทั้งหลายเห็นว่าคนไทยมีฝีมือ จึงเป็นที่มาของการตั้งพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นำผ้าที่สะสมไว้ออกมาหมุนเวียนจัดแสดงอวดชาวต่างชาติ ตอนนี้ก่อตั้งมา 2 ปี ผลตอบรับดี เพราะมีทำเลที่ตั้งอยู่ใกล้วัดพระแก้ว จึงมีนักท่องเที่ยวเข้ามาชมเป็นจำนวนมาก

นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่พสกนิกรชาวไทยที่มี "ราชินี" ผู้งดงามทั้งพระราชจริยวัตรและประเสริฐยิ่งในพระราชกรณียกิจ สมกับตำแหน่ง "แม่หลวง" ในดวงใจของคนไทยทุกคน

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล