ปากแห้ง ทำไงดี? สาเหตุ วิธีแก้ และการดูแลริมฝีปากให้ชุ่มชื้น
.jpg?ip/crop/w1200h700/q80/jpg)
อาการปากแห้ง เป็นปัญหาที่หลายคนต้องเผชิญ ไม่ว่าจะจากสภาพอากาศ พฤติกรรมการใช้ชีวิต หรือสาเหตุอื่นๆ ซึ่งนอกจากจะทำให้รู้สึกไม่สบายแล้ว ยังส่งผลต่อความมั่นใจอีกด้วย บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจสาเหตุของปากแห้ง พร้อมวิธีแก้ไขและเคล็ดลับการดูแลริมฝีปากให้กลับมาชุ่มชื้น นุ่มนวลน่าสัมผัส
สาเหตุของอาการปากแห้ง
การที่ริมฝีปากแห้ง แตก ลอก หรือเป็นขุยนั้น มีสาเหตุได้หลากหลาย ดังนี้:
- ภาวะขาดน้ำ (Dehydration): เป็นสาเหตุหลักที่พบบ่อยที่สุด เมื่อร่างกายขาดน้ำ ริมฝีปากจะเป็นส่วนแรกๆ ที่แสดงอาการแห้งออกมา
- สภาพอากาศ: อากาศที่แห้งและเย็น โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว หรือการอยู่ในห้องปรับอากาศเป็นเวลานานๆ จะดึงความชุ่มชื้นออกจากผิวหนังและริมฝีปาก
- พฤติกรรมส่วนตัว:
- การเลียริมฝีปากบ่อยๆ: น้ำลายมีเอนไซม์และกรดอ่อนๆ ที่จะระเหยไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ริมฝีปากแห้งยิ่งขึ้น
- การดึงหรือกัดริมฝีปาก: เป็นการทำลายเกราะป้องกันผิว ทำให้ริมฝีปากแตกง่าย
- การใช้ผลิตภัณฑ์บางชนิด:
- ลิปสติกบางประเภท: โดยเฉพาะลิปสติกเนื้อแมตต์ หรือลิปสติกที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ อาจทำให้ปากแห้งได้
- ยาสีฟันหรือน้ำยาบ้วนปาก: บางชนิดมีส่วนผสมที่อาจระคายเคืองและทำให้ปากแห้ง
- การแพ้สารเคมี: การแพ้ลิปบาล์ม ลิปสติก ยาสีฟัน หรืออาหารบางชนิด อาจทำให้เกิดอาการแพ้ที่ริมฝีปาก เช่น คัน บวม และแห้งลอก
- ภาวะสุขภาพบางอย่าง:
- โรคเบาหวาน: ผู้ป่วยเบาหวานมักมีอาการปากแห้งร่วมด้วย
- ภาวะขาดวิตามิน: โดยเฉพาะวิตามินบี 2 (Riboflavin) อาจทำให้ปากแตกที่มุมปากได้
- ปัญหาเกี่ยวกับต่อมน้ำลาย: เช่น โรคเชอเกร็น (Sjögren's syndrome)
- การรับประทานยาบางชนิด: เช่น ยาแก้แพ้ ยาลดความดัน ยาขับปัสสาวะ หรือยาสำหรับรักษาสิวบางประเภท
ปากแห้ง ทำยังไงดี? วิธีแก้ปัญหาปากแห้ง และการดูแลริมฝีปาก
เมื่อทราบสาเหตุแล้ว ก็มาถึงวิธีการรับมือและดูแลริมฝีปากให้กลับมาชุ่มชื้นอีกครั้ง:
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ: เป็นวิธีที่ง่ายและสำคัญที่สุด ควรดื่มน้ำอย่างน้อย 8-10 แก้วต่อวัน เพื่อให้ร่างกายได้รับน้ำอย่างเพียงพอและส่งผลให้ริมฝีปากชุ่มชื้นจากภายใน
- ทาลิปบาล์มเป็นประจำ:
- เลือก ลิปบาล์ม ที่มีส่วนผสมของสารให้ความชุ่มชื้น เช่น เชียบัตเตอร์ (Shea Butter), ขี้ผึ้ง (Beeswax), วาสลีน (Petroleum Jelly), เซราไมด์ (Ceramides), วิตามินอี (Vitamin E), หรือน้ำมันจากพืชต่างๆ
- ทาลิปบาล์มซ้ำๆ ตลอดทั้งวัน โดยเฉพาะหลังทานอาหาร ดื่มน้ำ หรือก่อนนอน
- หากต้องเผชิญแดด ควรเลือกลิปบาล์มที่มีค่า SPF เพื่อป้องกันรังสี UV
- หลีกเลี่ยงพฤติกรรมทำร้ายริมฝีปาก:
- งดเลียริมฝีปาก: พยายามเตือนตัวเองไม่ให้เลียริมฝีปากบ่อยๆ
- งดกัดหรือดึงลอก: ปล่อยให้ผิวที่แห้งหลุดลอกไปเองตามธรรมชาติ หรือใช้วาสลีนทาหนาๆ เพื่อช่วยให้ผิวนุ่มขึ้นแล้วเช็ดออกเบาๆ
- ใช้เครื่องทำความชื้นในอากาศ (Humidifier): หากคุณอยู่ในห้องปรับอากาศตลอดเวลา การใช้เครื่องทำความชื้นจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นในอากาศ และลดปัญหาปากแห้งได้
- เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน:
- เปลี่ยนยาสีฟันหรือน้ำยาบ้วนปากที่ไม่มีส่วนผสมของสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง เช่น โซเดียมลอริลซัลเฟต (SLS) หรือแอลกอฮอล์
- เลือกลิปสติกหรือลิปกลอสที่มีส่วนผสมของมอยส์เจอร์ไรเซอร์
- สครับริมฝีปาก (สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง):
- ใช้น้ำตาลผสมน้ำผึ้งหรือน้ำมันมะกอก นำมานวดวนเบาๆ บนริมฝีปากเพื่อขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออก
- หลังสครับ ให้ทาลิปบาล์มบำรุงทันที
- ทานอาหารที่มีประโยชน์:
- เพิ่มการทานผัก ผลไม้ และอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินบี โดยเฉพาะ วิตามินบี 2 เช่น นม ไข่ โยเกิร์ต เห็ด ผักใบเขียว
- กรดไขมันจำเป็น (Omega-3) จากปลาทะเล หรือเมล็ดแฟลกซ์ ก็ช่วยบำรุงผิวให้ชุ่มชื้นได้
- ปรึกษาแพทย์: หากลองดูแลตัวเองด้วยวิธีข้างต้นแล้วอาการปากแห้งยังไม่ดีขึ้น หรือมีอาการรุนแรง แตกเป็นแผล มีเลือดออก หรือมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนัง เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและรับการรักษาที่เหมาะสม
อาการปากแห้งสามารถแก้ไขได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการดูแลตัวเองอย่างสม่ำเสมอ เริ่มต้นจากการดื่มน้ำให้เพียงพอ ทาลิปบาล์มเป็นประจำ และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำร้ายริมฝีปาก เพียงเท่านี้ ริมฝีปากของคุณก็จะกลับมานุ่มนวล ชุ่มชื้น และมีสุขภาพดีอีกครั้ง
อ่านเพิ่ม
วางลิ้นให้ถูกต้อง เคล็ดลับสุขภาพและบุคลิกภาพที่คุณอาจไม่เคยรู้!
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี



.jpg?ip/crop/w350h197/q80/jpg)