ย้อนวันวานอันแสนประทับใจกับ 5 นางสาวไทย

ย้อนวันวานอันแสนประทับใจกับ 5 นางสาวไทย
กิจกรรมการประกวดนางสาวไทย ประจำปี 2551 ดำเนินไปอย่างเข้มข้น เพื่อเป็นการให้กำลังใจสาวงามผู้เข้าประกวด “นางสาวไทยรุ่นพี่” จึงได้ออกมาให้กำลังใจพร้อมย้อนวันวานอันแสนประทับใจ กับ 5 นางสาวไทย ในแต่ละช่วงทศวรรษ เริ่มต้น อาภัสรา หงสกุล นางสาวไทยประจำปี 2507 ที่สร้างประวัติศาสตร์ให้ประเทศไทยเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก เมื่อสามารถคว้าตำแหน่ง “นางงามจักรวาล” มาให้คนไทยได้ชื่นชม แม้เวลาจะล่วงเลยมากว่า 40 ปี แต่ความทรงจำอันทรงคุณค่ายังคงอยู่ไม่เสื่อมคลาย เธอกล่าวว่า เวทีนางสาวไทย ได้เปิดประสบการณ์ดีๆ ในชีวิตมากมาย จนก้าวไปถึงตำแหน่งนางงามจักรวาล ซึ่งขณะนั้นอายุเพียง 17 ปีเท่านั้น ต้องขอบคุณครอบครัวที่ได้สอนให้รู้จักการเข้าสังคมตั้งแต่เด็ก จึงทำให้ไม่เป็นปัญหาเมื่อเวลาที่เจอผู้ใหญ่ หรือพบผู้นำระดับประเทศ “การประกวดนางสาวไทยในเวลานั้นไม่มีการเก็บตัว และเป็นภาครัฐบาลที่ร่วมให้การสนับสนุน โดยคณะกรรมการจะตัดสินจากความเป็นไทย เรียบร้อย ทั้งกิริยามารยาท ความอ่อนน้อม ในขณะเดียวกันก็ต้องมีความเป็นสากล พูดภาษาอังกฤษได้ ด้วยบุคลิกที่สูง สมาร์ท ทันสมัย ดูคล่องตัว เพราะนางสาวไทยในปีนั้นเป็นปีแรกที่เข้าประกวดนางงามจักรวาล และก็สามารถหอบหิ้วความสำเร็จกลับบ้านเกิดได้ สร้างความดีใจให้กับคนไทยทั้งประเทศ และความภาคภูมิใจให้กับครอบครัว ซึ่งพี่มองว่าแม้การประกวดนางสาวไทยจะผ่านไปกี่ยุค กี่สมัย ก็ตาม แต่ความเป็นไทย ความงดงามในกิริยามารยาทที่เรียบร้อย และความเป็นธรรมชาติในแบบของตัวเอง ยังได้รับความสนใจในการประกวดทุกปี เพียงแค่ปรับใช้ให้เข้ากับยุคสมัยนั้นๆ ค่ะ” นิภาภัทร สุดศิริ หรือ นิภาภัทร สิหนาทกถากุล นางสาวไทยปี 2514 ในปี 2514 แอร์โฮสเตสสาวสวยจากการบินไทย มีชื่อว่า นางสาวนิภาภัทร สุดศิริ เป็นผู้ครองตำแหน่งนางสาวไทย ประจำปี 2514 ปัจจุบันสมรสกับ นายจตุพร สิหนาทกถากุล ประธานกรรมการ แลนด์มาร์ค กรุ๊ป หรือโรงแรมแลนด์มาร์ค กรุงเทพฯ และ ลอนดอน และเป็นคุณแม่ของลูก 4 ที่ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายดูแลครอบครัว เผยถึงความทรงจำเมื่อครั้งได้เป็นนางสาวไทยว่า เข้ามาประกวดด้วยการชักชวนจากผู้ใหญ่ ซึ่งในเวลานั้นเพิ่งเริ่มทำงานเป็นแอร์โฮสเตสสายการบินไทย และในสมัยนั้นมีเพียงการประกวดนางสาวไทยเท่านั้น จึงเป็นเวทีที่ยิ่งใหญ่และมีประวัติที่ยาวนาน “รู้สึกดีใจและภูมิใจค่ะ ว่าการเป็นนางสาวไทยทำให้ได้มีโอกาสอุทิศตนช่วยเหลือคนได้มากมาย ถึงแม้ว่าในบางครั้งจะท้อ หรือเหนื่อย แต่ด้วยภาพลักษณ์ของนางสาวไทย ที่เป็นตัวแทนของหญิงไทย มีคนให้ความสนใจ และรอชื่นชมเยอะมาก จึงทำให้เราต้องบังคับตัวเองไปโดยปริยาย แม้เวลาจะผ่านไปนานเท่าไร ยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง ผู้หญิงไทยมีความคิดความอ่าน มีความทันสมัยมากขึ้น แต่ความงดงามแบบกุลสตรีไทย ของเวทีการประกวดนางสาวไทยยังคงอยู่ค่ะ” สาวิณี ประการะนัง นางสาวไทยปี 2527 ส่วน เอ๋ – สาวิณี ประการะนัง นางสาวไทยปี 2527 เผยถึงตำแหน่งอันทรงเกียรตินี้ว่า เป็นคนหนึ่งที่ฝันอยากจะเป็นนางงาม โดยติดตามการประกวดนางงามมาตลอดแม้ว่าจะเรียนอยู่ที่อเมริกา “ในปีที่เอ๋เข้าประกวดนางสาวไทยเป็นปีแรก หลังจากที่ไม่มีการจัดประกวดนางสาวไทยมานานถึง 14 ปี และยังเป็นปีที่ถูกเพ่งเล็งมาก เพราะมีเด็กอิมพอร์ตเข้ามาประกวดหลายคน ตอนที่ฟังการตัดสินว่าตัวเองเป็นนางสาวไทย ตอนแรกยังงงๆ ไม่เชื่อ แต่พอรู้ว่าเป็นตัวเองก็ดีใจ และก็โล่งอก เพราะด้วยความที่อยู่เมืองนอกมานาน จึงมีบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ค่อยเข้าใจ และก็เหนื่อยมาก ซึ่งในยุคนั้นภาพลักษณ์ของนางสาวไทย จะต้องเป็นผู้ที่มีความสง่า รู้จักวางตัว และต้องเป็นผู้เสียสละช่วยเหลือคนอื่นด้วย ถึงแม้ว่าเอ๋จะเป็นเด็กที่โตเมืองนอกก็ตาม แต่เอ๋ก็ภูมิใจในความเป็นคนไทยและเป็นผู้หญิงไทยเช่นกัน จึงอยากฝากถึงผู้เข้าประกวดในปีนี้ว่า เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิต ที่จะให้เราได้เรียนรู้อะไรอีกเยอะมาก และยังสามารถนำมาพัฒนาตัวเองได้อีกด้วย และในปีนี้ที่การประกวดจะมองหาหญิงสาวที่มีประกายงามแห่งปัญญา เอ๋มองว่าประกายงามแห่งปัญญาคือความรู้ที่มีของแต่ละคน และจะนำเอาความรู้ที่มีนั้นมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม และส่วนรวมอย่างไรค่ะ” ภาวดี วิเชียรรัตน์ นางสาวไทยปี 2538 มะปราง – ภาวดี วิเชียรรัตน์ นางสาวไทย ประจำปี 2538 ที่มีโลโก้ของผู้หญิงรักสุขภาพติดตัวอยู่ตลอดเวลา เพราะเธอหันมาเอาดีทางด้านการทำรายการโทรทัศน์และเขียนหนังสือเกี่ยวกับสุขภาพ เป็นอีกคนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จในชีวิตหลังจากคว้าตำแหน่ง ”นางสาวไทย ประจำปี 2538” เธอบอกว่า เป็นช่วงเวลาที่ทำให้ชีวิตเปลี่ยนไปมาก ได้รับประสบการณ์หลายอย่าง ชนิดที่เรียกว่าหาไม่ได้จากที่ไหน โดยเฉพาะ ทำให้ตัวเองค้นพบสิ่งที่ตัวเองถนัดและชื่นชอบ จนสามารถยึดเป็นอาชีพได้ในปัจจุบัน “การประกวดนางสาวไทยเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก และยังเป็นการสร้างโอกาสให้กับตัวเราค่ะ แม้ว่าในตอนนั้นมะปรางไม่เคยทราบมาก่อนว่านางสาวไทยมีประวัติยาวนานเท่าไร คนที่เป็นนางสาวไทยมีเกียรติขนาดไหน เพราะมะปรางเติบโตที่อเมริกา ตอนที่ประกวดปีนั้นเข้มงวดมากค่ะ เกี่ยวกับเรื่องของการใช้ภาษาไทย นางสาวไทยในตอนนั้นมีความชัดเจนมากค่ะคือ เป็นนางงาม จะไม่เหมือนยุคนี้ที่เริ่มมีความเป็นบันเทิง อย่างเป็นนางแบบ นักแสดง ซึ่งตอนที่อยู่ในตำแหน่งรู้สึกกดดันค่ะ ด้วยความที่เรายังเด็ก และปกติเป็นคนไม่ชอบคนเยอะๆ ไม่ชอบแต่งตัว จึงอยากฝากถึงผู้เข้าประกวดในปีนี้ค่ะว่า อย่าเปลี่ยนแปลงตัวเองค่ะ ควรเป็นธรรมชาติในแบบของเรา เพื่อที่จะไม่ได้รู้สึกกดดันและให้สนุกกับการประกวด เก็บเกี่ยวช่วงเวลาดีๆ ให้มากที่สุดเพราะนี่คือประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตค่ะ” ลลนา ก้องธรนินทร์ นางสาวไทยปี 2549 สุดท้าย เจี๊ยบ - ลลนา ก้องธรนินทร์ นางสาวไทยปี 2549 ปัจจุบันกำลังเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เล่าถึงความประทับในการได้เป็นนางสาวไทยว่า การเป็นนางสาวไทยได้สอนให้ตัวเองโตขึ้น ได้เรียนรู้ และได้มีโอกาสทำงานให้กับองค์กรการกุศลหลายๆ องค์กร มีโอกาสได้ทำงานในวงการบันเทิง ได้รับประสบการณ์ดีๆ มากมาย “การประกวดนางสาวไทยเป็นเวทีที่มีมานาน ถือเป็นตำนานเลยก็ได้ และเจี๊ยบก็รู้สึกเป็นเกียรติมากที่ได้รับตำแหน่งนี้ ซึ่งเวทีนี้ไม่ได้ต้องการผู้หญิงที่สวยที่สุด แต่ต้องการผู้หญิงที่พร้อมในทุกๆ ด้านมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นความสวย กิริยามารยาท ความรู้ความฉลาด อยากฝากถึงผู้เข้าประกวดในปีนี้ว่า ตั้งใจทำให้ดีที่สุด เป็นธรรมชาติในแบบของตัวเองให้มากที่สุด ความจริงใจเป็นสิ่งสำคัญค่ะ เพราะประกายงามแห่งปัญญานั้น เจี๊ยบคิดว่ามันคือความสวยที่มาจากความคิดภายในจิตใจของเราค่ะ ถ้าเราคิดดี จิตใจดี คนจะรับรู้ได้เอง และสิ่งนี้ค่ะที่จะอยู่คู่กับเราไปตลอด” มาร่วมลุ้นกันว่าใครจะเป็นผู้ได้ครอบครองมงกุฏเพชร เป็น “นางสาวไทย” คนที่ 44 ประจำปี 2551 ในวันที่ 29 พฤศจิกายนศกนี้ ณ สยามพารากอน + ชมโฉมหน้าผู้เข้าประกวดนางสาวไทยทั้ง 18 คน ประจำปี พ.ศ. 2551 คลิกเลย! +

เรื่องล่าสุดของหมวด ผู้หญิงอยากรู้

ดูหมวด ผู้หญิงอยากรู้ ทั้งหมด