หน้าใสที่ไร้ฝ้า

หน้าใสที่ไร้ฝ้า
โรงพยาบาลยันฮี

สนับสนุนเนื้อหา

ผู้ที่เป็นฝ้า ควรพบและรับคำแนะนำที่ถูกต้องจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง ในการเลือกใช้ยาและวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับฝ้าแต่ละชนิด ใบหน้า และผิวพรรณที่สดใสเกลี้ยงเกลาเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนาไม่เฉพาะแต่ผู้หญิงเท่านั้นปัจจุบันผู้ชายก็ให้ความสำคัญในเรื่องของการดูแลใบหน้าและผิวพรรณมากขึ้นเทียบเท่าผู้หญิง เพราะทราบกันดีว่าบุคลิกภาพที่ดีเป็นส่วนหนึ่งที่จะเสริมให้ชีวิตประสบความสำเร็จ ทั้งในเรื่องของงานและเรื่องส่วนตัว ดังนั้นเมื่อใบหน้าหรือผิวพรรณต้องเผชิญกับแสงแดดแรง ๆ หรือปัจจัยอื่น ๆ ก็อาจทำให้เกิดผื่นสีคล้ำขึ้นที่บริเวณโหนกแก้ม หน้าผาก จมูก หรือเหนือริมฝีปาก ที่เรียกกันว่าฝ้า ซึ่งคงจะทำให้เป็นที่วิตกกังวลไม่น้อย ดังนั้นจึงควรรู้จักวิธีการป้องกันการเกิดฝ้ากันดีกว่านะคะ แต่ถ้าหากเกิดขึ้นแล้ว ก็ควรรีบ...ขอย้ำว่ารีบ...ไปปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง เพื่อทำการรักษาและรับคำแนะนำที่ถูกต้อง เคยมีคนไข้มาหาหมอด้วยใบหน้าที่ดำเกรียมเชียวค่ะ ถามได้ความว่าเธอเป็นนายหน้าขายที่ดิน ต้องออกไปโน่นนี่โดนแสงแดดทุกวันจนหน้าเกิดรอยดำหรือฝ้านั่นเอง จึงได้ซื้อครีมทาฝ้ามาใช้ เนื่องจากเพื่อนใช้แล้ว หน้าขาวใสเธอจึงใช้บ้าง แรก ๆ หน้าของดิฉันก็ขาวดีหรอกนะคะหมอ แต่พอหยุดใช้แล้วก็เริ่มมีรอยดำอีก พอทาต่อไปอีกก็ไม่ขาวแล้วดำปี๋ เลยค่ะ นี่เป็นเพราะไม่ได้ไปหาหมอตรวจสภาพผิวเสียก่อน ระวังนะคะ อย่าซื้อครีมมาทาเอง สำหรับการเกิดฝ้านั้นพบว่ามีด้วยกันหลายสาเหตุ แต่ที่คุณควรทราบในเบื้องต้น เพื่อหลีกเลี่ยงและป้องกันได้อย่างถูกต้องก่อนที่สภาพหน้าคุณจะเกิดรอยเป็นผื่นสีคล้ำ หรือรอยดำนะคะ 1. แสงแดด เป็นสาเหตุสำคัญ แสงอัลตร้าไวโอเลตที่มีอิทธิพลต่อการเกิดฝ้า ได้แก่ อัลตราไวโอเลต เอ รวมทั้งไอความร้อน หรือแม้แต่แสงจากหลอดไฟ ก็อาจจะทำให้เกิดฝ้าได้เช่นกัน 2. ความไม่สมดุลของฮอร์โมนเพศ ในภาวะที่ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนเพศ เช่น ในระหว่างตั้งครรภ์ หรือรับประทานยาคุมกำเนิด 3. การแพ้ส่วนผสมในเครื่องสำอาง (Pigmented Dermatitis) เช่น เครื่องหอม และส่วนผสมอื่นๆ อาจทำให้เกิดการแพ้แบบรอยฝ้าได้ 4. การใช้ยาบางชนิด อาจทำให้เกิดผื่นดำคลายรอยฝ้า เช่น ยากันชัก 5. รอยฝ้าอาจพบร่วมในโรคต่าง ๆ บางชนิด เช่น โรคตับแข็ง ภาวะขาดไวตามิน B12 6. พันธุกรรม พบว่าคนที่ประวัติในครอบครัว มีบุคคลที่เป็นฝ้าก็อาจมีโอกาสเป็นฝ้าได้เช่นกัน ผู้ที่เป็นฝ้า ควรพบและรับคำแนะนำที่ถูกตองจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง ในการเลือกใช้ยาและวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับฝ้าแต่ละชนิด ไม่ควรที่จะซื้อหายามาใช้เองเพราะเสี่ยงต่อการแพ้ยา และอาจทำให้เกิดฝ้ามากขึ้น ซึ่งวิธีการรักษาที่แพทย์ผิวหนังใช้ อาจประกอบด้วยหลาย ๆ วิธี เพื่อให้การรักษาได้ผลดีที่สุด ดังนี้ 1. แพทย์จะพิจารณาให้ใช้ครีมรักษาฝ้า ซึ่งตัวยามักจะเป็นตัวที่ยับยั้งการสร้างเม็ดสี หรือช่วยเร่งเม็ดสีให้หลุดลอกออกไป ครีมทารักษาฝ้า ควรใช้ด้วยความระมัดระวังและอยู่ในความดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง นอกจากนี้ควรพบแพทย์และใช้ยาอย่างต่อเนื่อง เมื่อฝ้าจางไป แพทย์จะค่อย ๆ ลดการใช้ยาลง 2. ควรใช้ครีมกันแดดที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันแดด และแสงอัลตร้าไวโอเลต โดยส่วนใหญ่แนะนำให้ใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 15 ขึ้นไป 3. นอกจากนี้ แพทย์อาจพิจารณาให้ใช้การรักษาอื่นๆ ที่จะช่วยให้ฝ้าหายเร็วขึ้นหรือเป็นตัวเสริมในการรักษา เช่น การรักษาผิวหน้าด้วย AHA การทำไอออนโต แพทย์ผิวหนังผู้เชี่ยวชาญ จะวิเคราะห์และเลือกใช้วิธีการรักษาที่เหมาะสมและให้ผลดีที่สุด นอกจากการปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์แล้ว ผู้มารับการรักษาควรดูแลตนเองเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดฝ้า หรือช่วยในการรักษาฝ้าให้จางเร็วขึ้น ซึ่งมีวิธีการปฏิบัติ แบบง่าย ๆ ไม่ยุ่งยาก คือ 1. ควรหลีกเลี่ยงแสงแดดจัด ๆ โดยเฉพาะในช่วงเวลา 10.00 - 14.00 น. ซึ่งมีโอกาสจะทำให้เกิดฝ้าได้มาก 2. ควรทดสอบเครื่องสำอางก่อนใช้กับใบหน้าทุกครั้ง เพื่อจะได้ทราบว่าคุณแพ้เครื่องสำอางชนิดนั้นหรือไม่ ถ้าหากแพ้ต้องหยุดใช้ทันที พึงระลึกไว้เสมอ ใบหน้าของคุณมีค่ามากกว่าเครื่องสำอาง 3. ควรใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 15 ขึ้นไปอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันแสงอัลตราไวโอเลต 4. ถ้าทราบแน่ชัดว่ายาที่รับประทานเป็นสาเหตุของการเกิดฝ้า ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อขอคำแนะนำการใช้ยาต่อไป หากคุณมีความจำเป็นต้องใช้ยาตัวนั้น 5. เมื่อเกิดฝ้าขึ้น ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง เพื่อทำการรักษาไม่ควรซื้อยาใช้เอง 6. หญิงที่ตั้งครรภ์ อาจเกิดฝ้าได้ง่าย จึงควรใช้ครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ และควรหลีกเลี่ยงการถูกแสงแดด ซึ่งหลังคลอดแล้วส่วนมากฝ้าจะจางหายไปเอง แต่ถ้าไม่หายก็ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำการรักษาต่อไป โดยทั่วไปแล้ว การรักษาฝ้าโดยใช้วิธีและยาที่ถูกต้องภายใต้ การดูแลของแพทย์ผิวหนังผู้เชี่ยวชาญจะไม่มีผลข้างเคียงใด ๆ แต่ถ้าหากซื้อยามาทาเอง อาจได้รับยาที่ไม่เหมาะสม หรือทำให้เกิดฝ้าถาวร ได้ในส่วนอัตราค่ารักษาจะขึ้นกับตัวยาที่ใช้ในการรักษา และวิธีที่ใช้การรักษา ซึ่งจะแตกต่างกันไปในสถานพยาบาลแต่ละแห่ง จะเห็นได้ว่า การรักษาฝ้านั้น หากได้รับการดูแล และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังอย่างถูกวิธีแล้ว ใบหน้าที่เคยหมองคล้ำดำเป็นปื้นด้วยฝ้าก็จะกลับมาสดใสไร้ริ้วรอยชวนมองเช่นเดิม

ติดตามSanook! Women

ผู้หญิง สุขภาพ ผู้หญิง ผู้ชาย ความงาม ทรงผม แต่งตัว เสื้อผ้า แฟชั่น sexy ทุกๆ เรื่องที่คุณอยากรู้ ร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!