การรักษาแผลเป็น

การรักษาแผลเป็น
โรงพยาบาลยันฮี

สนับสนุนเนื้อหา

ถ้าคุณมีผิวพรรณที่เนียนชวนสัมผัสก็จริง แต่มีริ้วรอยของรอยแผลเป็นปรากฏอยู่ก็คงต้องลำบากใจในการที่จะปกปิดรอยแผลเป็นนั้นให้พ้นจากสายตาของรอบข้าง อาจทำให้ขาดความมั่นใจ การแต่งตัว ไม่สามารถแต่งตามแฟชั่นสมัยนิยมได้อย่างคนอื่น ๆ เนื่องจากแผลเป็นที่น่าเกลียด และแผลเป็นยังก่อให้เกิดอาการคัน ซึ่งก่อความรำคาญและอาจขยายวงกว้างขึ้นอีกด้วย รอยแผลเป็นมีได้หลากหลายลักษณะ เรามาดูกันว่ามีอย่างไรบ้าง 1. แผลเป็นที่มีสีผิดปกติ คือ มีสีที่เข็มกว่าหรืออ่อนกว่าสีผิว ปกติที่อยู่รอบ ๆ แผลมองเห็นไดชัดเจน 2. แผลเป็นที่อาจมีการดึงรั้งของผิวหนัง ทำให้ลักษณะร่างกายบิดเบี้ยวไปตามแรงดึงรั้งของแผลจนไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ เช่น แผลเป็นตามฝ่ามือ ฝ่าเท้า หรือที่ใบหน้าซึ่งอาจจะเกิดจากอุบัติเหตุ 3. แผลเป็นที่มีรูปร่างผิดไปจากผิวหนังเดิม เช่น แผลเป็นนูน หรือแผลเป็นที่มีรอยบุ๋มลงไปซึ่งแบ่งเป็น 2 ชนิด คือ 3.1 แผลนูนชนิดธรรมดา จะนูนหลังการผ่าตัด หรือการเย็บแผลใหม่ ๆ แผลจะมีลักษณะนูนอย่างเดียว ไม่ขยายขอบออกจากแผลเก่า ซึ่งแผลอาจมีขนาดเล็กลงได้เองโดยไม่ต้องทำอะไร หรือคุณอาจจะนวดเบา ๆ ทุกวัน แผลนูนชนิดนี้จะยุบลงได้ 3.2 แผลนูนชนิดคีลอยด์ เป็นแผลเป็นที่มีลักษณะนูนแข็งเห็นชัดจากผิวหนังปกติ และลามออกไปยังผิวหนังบริเวณข้างเคียงด้วย มักจะมีอาการคันเล็กน้อย พบได้จากแผลที่ถูกมีดบาดหรือแผลหลังการผ่าตัด เช่น ผ่าตัดไส้ติ่ง คลอดลูก หลังการปลูกฝี หรือแผลถูกไฟไหม้ น้ำร้อนลวก เป็นต้น แผลแบบนี้นะคะ ดูไปแล้วก็เหมือนตัวปลิงหรือตะขาบมาเกาะอยู่ มันน่า... แค่ไหนคุณว่าไงคะ เห็นด้วยกับหมอหรือเปล่า สำหรับการรักษาแผลเป็นดังที่กล่าวมา ทางการแพทย์พยายามที่จะคิดค้นหาวิธีการที่จะแก้ไขและรักษาแผลเป็นให้กลับคืนสู่สภาพผิวปกติ แต่พบว่ายังไม่มีวิธีใดที่จะรักษาให้หายได้ 100% แต่ก็สามารถทำให้ดีขึ้นได้บ้าง ซึ่งขึ้นอยู่กับลักษณะของแผลเป็น และวิธีการรักษา คุณสามารถขอคำปรึกษาได้จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านผิวหนัง และควรปรึกษานับตั้งแต่ที่เห็น่าเริ่มมีแผลเป็นเล็ก ๆ ขึ้นมา อย่าปล่อยให้มันใหญ่เสียก่อนนะคะ เพื่อแพทย์จะได้ให้คำแนะนำในการป้องกันไม่ให้เป็นมากขึ้น หรือทำการรักษาด้วยวิธีการต่าง ๆ ซึ่งแพทย์อาจใช้หลาย ๆ วิธีร่วมกันดังนี้ 1. ใช้ยาทาแก้แผลเป็น เช่น ยากลุ่มสเตียรอยด์ ยาที่เป็นซิลิโคนเจล ยาที่มีวิตามิน E หรือวิตามิน A เป็นส่วนประกอบ ซึ่งโดยทั่วไปอาจช่วยลดอาการคันหรือทำให้แผลเป็นสีจางลง หรือบางลงได้เล็กน้อย ซึ่งก็ต้องใช้เวลาพอสมควร 2. การใช้แผ่นซิลิโคนเจลปิดบริเวณแผลเป็น ซึ่งจะช่วยได้ในแผลเป็นที่เป็นใหม่ ๆ ช่วยลดการขยายตัวของแผล หากคุณคิดว่ารอยแผลที่เกิดกับคุณจะทำให้เป็นแผลเป็น รีบไปหาหมอเลยนะคะ 3. การฉีดยาสเตียรอยด์เข้าใต้แผลเป็น เพื่อให้แผลเป็นยุบลง โดยจะต้องฉีดหลายครั้ง ครั้งละประมาณ 0.5 - 1 cc ห่างกันประมาณเดือนละ 1 ครั้ง จนกว่าแผลจะแบนราบ ซึ่งใช้เวลาไม่เท่ากันในแต่ละแผลเป็น ถ้าแผลเป็นมีขนาดใหญ่ก็ต้องใช้เวลานะคะ เพื่อกำจัดริ้วรอยแผลเป็นต้องอดทนค่ะ 4. การผ่าตัดเอาแผลเป็นเก่าออก แล้วจึงเย็บแผลใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งอาจใช้ได้กับแผลเป็นบางชนิดเท่านั้น การผ่าตัดควรทำเมื่อแผลเป็นนั้นสมบูรณ์เต็มที่แล้วไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้น แต่ถ้าแผลเป็นมีบริเวณกว้างก็อาจต้องใช้วิธีการผ่าตัดย้ายผิวหนังส่วนใดส่วนหนึ่งของคุณมาปิดซึ่งการผ่าตัดแก้ไขจะต้องทำโดยศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อดูแลไม่ให้เกิดแผลเป็นซ้ำขึ้นมาอีก 5. กรณีทีมีแผลเป็นแบบรอยบุ๋ม แพทย์อาจพิจารณา ฉีดสารสังเคราะห์ เช่น คอลลาเจน สาร HA (Hyaluronic acid) อาติคอล เข้าไปในรอยบุ๋ม เพื่อให้ผิวหนังเต็มขึ้นแต่ก็ได้ผลประมาณ 6 8 เดือน แล้วต้องฉีดยาเดิมใหม่ เนื่องจากสารสังเคราะห์ที่มีการยุบตัวลง แต่ไม่เป็นอันตรายค่ะ 6. กรณีของแผลเป็นที่มีลักษณะการเปลี่ยนแปลงของสีผิว เช่น สีเข้มหรืออ่อนกว่าสีผิวข้างเคียง แพทย์อาจต้องใช้ วิธีการสักสี เข้าไปในแผลเป็น เพื่อให้มีสีใกล้เคียงกับผิวหนังปกติได้ เช่น ถ้าคุณมีผิวสีแทนก็จะใช้สีแทนค่ะ 7. นอกจากนี้แล้ว ยังอาจมีวิธีอื่นๆ ในการรักษาแผลเป็น เช่น การใช้เลเซอร์ การกรอผิวเพื่อปรับสภาพผิว ในกรณีที่มีแผลเป็นตื้น ๆ หรือจะใช้วิธีการฉายรังสีป้องกันไม่ให้แผลเป็นนูนมากขึ้น ซึ่งไม่ว่าจะใช้วิธีใดในการรักษา ก็จะไม่ทำให้แผลเป็นนั้นหายไปได้ทั้งหมด แต่ก็จะดีขึ้นในระดับหนึ่ง จนไม่เป็นที่สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน ฉะนั้นต้องทำใจนะคะ และควรระมัดระวังตัวให้มากขึ้น อย่าให้มีแผลเกิดขึ้นกับคุณเป็นดีที่สุดค่ะ เมื่อคุณได้รับการรักษารอยแผลเป็นแล้ว ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อให้ได้ผลทางการรักษาที่ดีโดย 1. กรณีที่มีการผ่าตัดแก้ไขแผลเป็น แพทย์จะแนะนำให้นวดแผลร่วมด้วย เพื่อป้องกันการเกิดแผลเป็นใหม่ นอกจากนี้ควรระมัดระวังไม่ให้แผลติดเชื้อ เนื่องจากจะทำให้เกิดแผลเป็นขึ้นมาใหม่ได้อีกต้องระวังเรื่องความสะอาดด้วยนะคะ เวลานวดแผลต้องล้างมือให้สะอาด 2. ในการรักษาแผลเป็นไม่ว่าวิธีใด ควรระมัดระวังไม่ให้เกิดการระคายเคืองกับแผล เช่น ไม่ควรเกาหรือขัดด้วยสารเคมี เนื่องจากอาจทำให้การรักษาไม่ได้ผลดีเท่าที่ควรจะเป็น หากคันจนทนไม่ไหวก็ควรใช้วิธีลูบเบา ๆ ที่แผลไม่ควรเกาแรง ๆ เพราะอาจจะทำให้แผลปูดได้ จากรอยแผลเป็นที่ปูดนูนหรือมีสีเข้มก็สามารถที่จะราบเรียบและสีจางลงได้ ด้วยวิธีต่าง ๆ ที่แพทย์จะเลือกใช้รักษาเพื่อให้เหมาะสมกับรอยแผลเป็นของคุณ และแน่นอน เพียงเวลาไม่นานเกินรอ คุณก็จะโชว์ผิวสวยได้แล้วค่ะ

ติดตามSanook! Women

ผู้หญิง สุขภาพ ผู้หญิง ผู้ชาย ความงาม ทรงผม แต่งตัว เสื้อผ้า แฟชั่น sexy ทุกๆ เรื่องที่คุณอยากรู้ ร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!