คำแนะนำสำหรับพ่อแม่ หากลูกเป็น LGBTQIAN+

คำแนะนำสำหรับพ่อแม่ หากลูกเป็น LGBTQIAN+
Tonkit360

สนับสนุนเนื้อหา

ในยุคที่สังคมเปิดกว้าง มีการรณรงค์สร้างความเข้าใจเรื่องของความแตกต่างและหลากหลายในสังคมมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่อง “ความหลากหลายทางเพศ” ที่โลกในยุคปัจจุบันพิสูจน์แล้วว่ามันเป็นเพียงแค่ตัวตนของคนคนหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ความผิดปกติทางจิตแต่อย่างใด คือความแตกต่างที่เราควรเปิดใจและยอมรับ เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างปกติสุข จุดนี้ทำให้กลุ่มคนผู้มีความหลากหลายทางเพศ หรือ LGBTQIAN+ ที่เคยต้องอยู่อย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ เพราะถูกตีตราว่าเป็นคนผิดปกติ ไม่สามารถมีพื้นที่ออกมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติอีกครั้ง

นอกจากคนกลุ่ม LGBTQIAN+ ที่มีอยู่เดิมแล้ว ต้องบอกว่าสังคมปัจจุบันก็เอื้อให้เด็กและเยาวชนสามารถค้นพบตัวตนของตัวเองได้ง่ายและเร็วขึ้นด้วย เยาวชนวัยรุ่นหลายคนเลิกนิยามตนเองว่าเป็นชายหรือหญิงจากสรีระทางร่างกายและอวัยวะที่กำหนดเพศตั้งแต่กำเนิด แต่ให้คำจำกัดความกับเพศของตนเองได้อย่างหลากหลายตามที่จิตสำนึกของตนเองบอกว่าตนเองเป็นแบบไหน อย่างไรก็ดี ไม่ว่าสังคมจะเปิดกว้างแค่ไหน แต่ปัญหาจากจุดที่เล็กที่สุดที่จะมองข้ามไม่ได้เด็ดขาดก็คือ ครอบครัวหรือพ่อแม่

เมื่อพ่อแม่เริ่มจับสังเกตได้ หรือแม้แต่ลูกเดินเข้ามาบอกด้วยตนเองว่าเขารู้ตัวตนของเขาแล้วว่าเป็นกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ พ่อแม่หลาย ๆ คนยอมรับได้ทันทีโดยไม่มีเงื่อนไขหรือข้อแม้ใด ๆ พ่อแม่หลาย ๆ คนอดเป็นห่วงไม่ได้ กลัวว่าที่ลูกเป็นแบบนี้เป็นอิทธิพลมาจากสังคมภายนอก มันอาจเป็นแค่เทรนด์หรือกระแสนิยมในช่วงนั้น ๆ ซึ่งถ้าวันหนึ่งเริ่มเสื่อมความนิยม ก็หวังว่าลูกจะกลับมาเป็นคนเดิม ทั้งที่จริง ๆ แล้ว ความหลากหลายทางเพศอยู่กับมนุษย์มาตั้งแต่โบราณกาลแล้วต่างหาก และพ่อแม่อีกหลาย ๆ คนถึงขั้นรับไม่ได้ ปฏิบัติกับลูกแบบต่อต้านทันที

เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ว่าผู้ใหญ่หลาย ๆ คนไม่อาจที่จะเปิดใจยอมรับได้ทันทีที่รู้ว่าบุตรหลานของตนเองไม่ใช่ “ผู้หญิง” หรือ “ผู้ชาย” สองเพศเท่านั้นที่ได้รับการยอมรับในกรอบวัฒนธรรม ในฐานะผู้ปกครอง พ่อแม่หลาย ๆ ก็คงมีคำถามหรือข้อกังวลมากมายเกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศของลูก แต่จะปฏิเสธไปเพื่ออะไร ในเมื่อสุดท้ายแล้วนั่นก็คือสิ่งที่พวกเขาเลือกเอง มันคือตัวตนของพวกเขาที่ทำให้พวกเขามีความสุข สิ่งที่พ่อแม่ควรมีให้พวกเขาคือความเข้าใจการยอมรับมากกว่า และการยืนหยัดเคียงข้างลูกไม่ว่าพวกเขาจะเป็นเพศใดก็ตามมากกว่า

เมื่อลูกกล้าเปิดปาก พ่อแม่ต้องกล้าเปิดใจ
เรื่องแบบนี้มันไม่ได้ยากแค่เฉพาะกับคนที่เป็นพ่อแม่เท่านั้นหรอก ลูกที่ค้นพบว่าตนเองเป็นคนกลุ่ม LGBTQIAN+ ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกัน ต้องใช้เวลาทำใจไม่น้อยเลย ทั้งการยอมรับตนเอง และอีกสารพัดวิธีที่จะบอกให้พ่อแม่รับรู้ เข้าใจ และยอมรับตัวตนที่พวกเขาเป็นให้ได้ ก่อนอื่น พ่อแม่ควรทราบก่อนว่ากลุ่มคนหลากหลายทางเพศนั้นประกอบไปด้วยคนแบบไหนบ้าง ซึ่งทุกวันนี้คนกลุ่มย่อยในกลุ่มใหญ่ก็พยายามหาคำจำกัดความให้กับความรู้สึกหรือความสนใจในเรื่องเพศของตนเองแตกต่างกันไป อย่าง LGBTQIAN+ คือ

  • L – Lesbian กลุ่มผู้หญิงรักผู้หญิง
  • G – Gay กลุ่มชายรักชาย
  • B – Bisexual หรือกลุ่มที่รักได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง
  • T – Transgender คือกลุ่มคนข้ามเพศ จากเพศชายเป็นเพศหญิง หรือเพศหญิงเป็นเพศชาย
  • Q – Queer คือ กลุ่มคนที่พึงพอใจต่อเพศใดเพศหนึ่ง โดยไม่ได้จำกัดในเรื่องเพศ และความรัก
  • I – Intersex คือ ภาวะเพศกำกวม ผู้ที่เกิดมามีสองเพศ (ทางกายภาพ)
  • A – Asexual คือ เพศที่ไร้ความรู้สึกทางเพศ ไม่มีอารมณ์ทางเพศกับเพศไหน ๆ
  • N – Non-binary คือ บุคคลที่ไม่ต้องการระบุเพศสภาพของตนว่าเป็นชายหรือหญิง
  • เครื่องหมาย + คือ การแสดงให้เห็นว่าจริง ๆ แล้วความหลากหลายทางเพศยังมีมากกว่าที่ปรากฏเป็นตัวย่อข้างต้น จึงต้องรวมกลุ่มผู้ที่มีการแสดงออกทางเพศอื่น ๆ ที่อาจต่างไปจากแบบที่เราเคยรู้จักเข้าไปด้วย เมื่อบุคคลหลากหลายทางเพศจะไม่มีอัตลักษณ์ทางเพศที่หยุดนิ่งหรือตายตัว เครื่องหมาย + จะช่วยให้การนิยามความหลากหลายทางเพศเปิดกว้างขึ้นและสามารถลื่นไหลต่อไปได้ในอนาคต

หากลูกกล้าที่จะเดินเข้ามาถึงการแสดงออกทางเพศของตนเอง พ่อแม่ต้องพยายามเข้าใจให้ได้ว่าความหลากหลายทางเพศก็เป็นเรื่องตามธรรมชาติ แม้ว่าทางวิทยาศาสตร์หรือทางการแพทย์จะยังระบุถึงสาเหตุที่แน่ชัดของความหลากหลายทางเพศนี้ไม่ได้ชัดเจนมากนัก แต่มันก็เป็นแค่ธรรมชาติที่ซับซ้อนเกินจะหาคำตอบเท่านั้น ถ้าลูกกล้าที่จะเปิดปากบอกอย่างกล้าหาญ พ่อแม่อย่าเพิ่งตัดสินพวกเขา เงียบแล้วฟัง ต้องรับฟังอย่างเปิดใจ ถ้าเขาไว้ใจที่จะบอกพ่อแม่ แปลว่าเขาเชื่อใจ ต้องการกำลังใจ และต้องการการยอมรับ

พูดคุยอย่างเปิดอก
ถ้าหากลูกกล้าเดินเข้ามาบอกว่าตนเองเป็นอะไรแล้ว มันก็คงจะไม่มีอะไรต้องเป็นความลับอีกต่อไปแล้ว เพราะฉะนั้น ต่อจากนี้ไป มันควรจะเป็นการเปิดอกคุยกันอย่างเข้าใจ หลีกเลี่ยงการตั้งสมมติฐานและคาดเดาอะไรเอง สงสัยก็ถามลูกด้วยเหตุและผล ถามโดยใช้ความรู้สึก ไม่ใช่อารมณ์ ทั้งสองฝ่ายต้องคุยกันแบบเอาใจเขามาใส่ใจเราให้มากที่สุด เมื่อพ่อแม่และลูกสามารถใช้ใจคุยกันได้อย่างจริงใจ เต็มใจ ไม่มีอคติ เรื่องมันจะง่ายขึ้นกว่าเดิมมาก ฉะนั้น พ่อแม่ต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่ดี เอื้อต่อการพูดคุยอย่างจริงจัง ทำให้ลูกเชื่อใจว่าสามารถพูดคุยปรึกษากับพ่อแม่ได้เกี่ยวกับรสนิยมทางเพศ หรืออัตลักษณ์ทางเพศ อะไรที่ถามแล้วไม่เข้าใจลองหาความรู้มาคุยกับลูกดูก็ได้

ถ้าไม่เห็นด้วย?
แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายหรอกสำหรับพ่อแม่หลาย ๆ คนที่จะทำใจยอมรับได้ตั้งแต่แรก โดยเฉพาะพ่อแม่ที่มีช่องว่างกับลูกมากในหลาย ๆ เรื่อง หรือพ่อแม่ที่เติบโตมาในกรอบของสังคมและวัฒนธรรมยุคเก่าที่ค่อนข้างเข้มงวด โตมาในยุคที่ใคร ๆ ก็มองว่าความหลากหลายทางเพศเป็นเรื่องผิดปกติ จึงเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่ต้องขอเวลาจากลูก เชื่อว่าลูกก็ต้องให้เวลาอยู่แล้ว เพราะพวกเขาก็เข้าใจดีว่าเป็นเรื่องที่ชวนลำบากใจไม่น้อย ง่าย ๆ ก็คือ ต้องใช้เวลาค่อย ๆ ปรับตัว ค่อย ๆ เรียนรู้ ค่อย ๆ เปิดใจ ช่วงที่ขอเวลาปรับตัว พ่อแม่ก็แค่พยายามอย่าแสดงออกในเชิงลบ เพราะอาจทำให้ลูกเข้าใจว่าพ่อแม่ปฏิเสธ ไม่ยอมรับตัวตนของพวกเขา หรือลองถามดูว่าพอจะทำอะไรที่ช่วยเหลือลูกได้บ้าง

ด้วยความที่พ่อแม่เป็นผู้ใหญ่กว่า มากด้วยวัยวุฒิ คุณวุฒิ วุฒิภาวะ ถ้าพ่อแม่มีปัญหากับความคิดที่ว่าลูกของตนเองเป็น LGBTQIAN+ คุณต้องเก็บความรู้สึกไว้ข้างใน ต้องจัดการความรู้สึกของตัวเองให้ได้ เพราะท้ายที่สุดแล้วคุณก็ต้องอยู่กับมันให้ได้และยอมรับมันได้ในสักวัน มันเป็นสิ่งที่ลูกคุณเป็น ลูกคุณเลือกแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ ไม่ว่าลูกจะเป็นอย่างไร ถ้าเขาไม่ได้ทำอะไรผิด ไม่ได้มีใครเดือดร้อน เขาก็คือลูกที่คุณรัก และปรารถนาให้พวกเขามีความสุขไม่ใช่หรือ คุณควรต้องเป็นคนที่ลูกไว้ใจและเชื่อใจได้มากที่สุด

สนับสนุนในสิ่งที่ลูกเลือก หากพวกเขามั่นใจแล้ว
สิ่งหนึ่งที่พ่อแม่หลาย ๆ คนมักจะทำในขั้นแรกในช่วงที่ยังยอมรับได้ไม่เต็มที่ คือ การเกลี้ยกล่อม ด้วยหวังว่ามันจะเป็นแค่กระแสนิยมประเดี๋ยวประด๋าว เดี๋ยวลูกก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม ยิ่งในกรณีที่ลูกก็ยังสับสนในตัวเอง พ่อแม่หลายคนพยายามปฏิเสธความจริงด้วยวิธีนี้ แต่คุณจะหลอกตัวเองแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ ไม่ได้ หากในวันหนึ่งที่ทุกอย่างมันชัดเจน หรือมันชัดเจนมาตั้งแต่ต้นแล้วด้วยซ้ำ สิ่งที่ดีที่สุดที่คุณจะสามารถทำได้ ก็คือยอมรับตัวตนของลูก และช่วยเหลือพวกเขาเท่าที่ช่วยได้ แค่มั่นใจในตัวพวกเขาก็พอว่าการที่พวกเขาเป็นตัวของตัวเองนั้น มันถูกต้องแล้ว สนับสนุนในสิ่งที่พวกเขาเลือก และอย่าเพิกเฉยต่อความรู้สึกหรือประสบการณ์ต่าง ๆ ของพวกเขา

การเป็น LGBTQIAN+ จะทำให้ชีวิตของพวกเขายากขึ้น ถ้าครอบครัวยังไม่ยอมรับ
สิ่งที่ยากที่สุดที่คนกลุ่ม LGBTQIAN+ ต้องเผชิญ คือการถูกปฏิเสธจากเพื่อนและครอบครัว บรรดาคนใกล้ชิดทั้งหลายที่สมควรจะเข้าใจพวกเขามากกว่าใคร มันเป็นเรื่องที่น่าเศร้านะ หากครอบครัวหรือพ่อแม่ที่พวกเขารัก ยังไม่สามารถยอมรับตัวตนของพวกเขาได้ ดีไม่ดีมันอาจกลายเป็นแผลในใจที่เจ็บปวดกว่าการที่คนอื่นไม่ยอมรับด้วยซ้ำไป ขนาดการออกไปใช้ชีวิตในสังคมร่วมกับคนอื่น ๆ ยังเปิดกว้างให้พวกเขามากกว่าคนในครอบครัวเลย หากบ้านหรือพ่อแม่ไม่ใช่เซฟโซนให้พวกเขาแล้วล่ะก็ ชีวิตของพวกเขาก็มีแนวโน้มที่จะยากขึ้นไปอีก กฎหมายและสังคมภายนอกก็เป็นเรื่องหนึ่งที่พวกเขาเรียกร้อง แต่อย่าให้พวกเขารู้สึกว่าตนเองถูกคนที่รักปฏิเสธเลย ยืนหยัดเคียงข้างพวกเขา