คุณแม่ท้องผู้อบอวลด้วยเสียงดนตรี

คุณแม่ท้องผู้อบอวลด้วยเสียงดนตรี
นิตยสาร Real Parenting

สนับสนุนเนื้อหา

“เพราะหลงรักในเสียงเปียโนตั้งแต่เด็ก จึงเลือกเดินบนเส้นทางสายดนตรีตั้งแต่นั้นมา จนกลายเป็นนักเปียโนที่มีฝีมือเป็นที่ยอมรับจากทั้งในและต่างประเทศ และจะดีสักแค่ไหน เมื่อนักเปียโนมืออาชีพได้กลายมาเป็นว่าที่คุณแม่ เพราะการได้เล่นเพลงให้ลูกในท้องฟังด้วยตัวเอง คงมีความสุขไม่น้อยทีเดียว”

     คุณอร-ดร.พรพรรณ บันเทิงหรรษา จบการศึกษาปริญญาตรีด้านการแสดงเปียโนจาก University of Miami และจบปริญญาโทและเอกในด้านเดียวกันจาก Eastman School of Music ได้แสดงคอนเสิร์ตต่างๆทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งเข้าร่วมงานเทศกาลดนตรีที่มีชื่อเสียงระดับโลก ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำคณะดุริยางคศิลป์ สาขาการแสดงเปียโน มหาวิทยาลัยศิลปากร รับสอนเปียโนแบบส่วนตัวที่บ้าน และยังเป็นคุณแม่ท้องที่อารมณ์ดี คิดบวก และมีความสุขง่ายๆกับสิ่งรอบตัวในทุกๆวัน

     หากหลังจากตั้งครรภ์ คุณอรก็ได้อัลตร้าซาวด์พบว่าตั้งครรภ์แฝด แต่สัปดาห์ต่อมากลับพบว่าเด็กฝ่อไปหนึ่งคน คุณแม่อรและคุณพึ่ง-ดร.ธนสิน ถนอมพงษ์พันธ์ ต้องให้กำลังใจซึ่งกันและกันเพื่อเยียวยาความเสียใจครั้งนี้

RP: หลังจากเกิดเหตุการณ์แฝดฝ่อไปหนึ่งคน มีวิธีรับมือและให้กำลังใจกันอย่างไรบ้างคะ
คุณแม่อร: อรเป็นคนไม่เครียดอยู่แล้ว แต่ก็เสียใจนิดหน่อย คือช่วงเวลาที่เราทราบแค่อาทิตย์เดียว ฝันไว้อาทิตย์เดียว ตอนนั้นก็นั่งดูยูทูป มีเด็กแฝดสี่แฝดสามนั่งหัวเราะ ก็นั่งคิดแล้วว่าจะมีลูกสองคนนะ แฟนก็นั่งคิดวางแผนเรื่องการเงินที่ใช้คลอดลูกแฝด
คุณพ่อพึ่ง: จริงๆก็เสียใจพอสมควร คือทั้งๆที่เราเห็นอัลตร้าซาวด์เป็นแค่ขีดกลมๆเล็กมาก แต่เขามีเสียงหัวใจแล้ว พอไปอัลตร้าซาวด์อีกครั้ง กลับไม่ได้ยินเสียงหัวใจของเขาแล้ว หมอบอกว่า เกิดจากการสร้างหลอดเลือดไม่ดี หรือไม่ก็โครโมโซมผิดปกติ ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาติจัดสรร ถ้าเขาไม่แข็งแรงเต็มที่ เขาก็โตมาไม่ครบถ้วนสมบูรณ์เท่านั้นเอง นี่คือเป็นวิธีที่เราอธิบาย คุยกัน

RP: หลังจากทราบว่าตั้งครรภ์ เปลี่ยนวิธีการทำงานอย่างไรบ้าง
คุณแม่อร: ปกติอรจะมีสอนตัวต่อตัว สอนที่มหาวิทยาลัย แล้วก็รับงานคอนเสิร์ตเดือนละครั้ง พอตั้งครรภ์ปุ๊บก็ต้องปรับเปลี่ยนแผน ช่วงแรกเรารับงานเล่นคอนเสิร์ตไว้แล้ว 3 เดือนแรก เวลาเล่นจะมีเพลงหนักๆ แล้วคุณหมอห้ามขับรถ แต่เปียโนต้องมีเหยียบ paddle จะต้องลงแรง เราก็กลัวเหมือนกัน คือตอนเล่นคอนเสิร์ตช่วงนั้นจะไม่เล่นเสียงดังมาก เพราะกลัวกระทบกระเทือน แล้วปกติจะมีคนเรียกให้มาเล่นคอนเสิร์ตเรื่อยๆ อรก็มีจำกัดว่า พอท้อง 5 เดือนไม่เล่นแล้ว กลัวเครียด เพราะเล่นคอนเสิร์ตจะเครียดกว่าสอน งานที่ต่างประเทศก็งด ส่วนงานที่มหาวิทยาลัยก็ให้เด็กมาเรียนที่บ้าน เพราะช่วงแรกคุณหมอไม่ให้ขับรถเลย

RP: พอรู้ว่ามีลูก คุณแม่อรได้ใช้ประโยชน์จากการเป็นนักดนตรีอย่างไรบ้างคะ
คุณแม่อร: ก่อนท้องอรจะเล่นเพลงทุกยุคทั้งบาโรคและคลาสสิค พวกบีโธเฟ่น โมสาร์ท ยุคโรแมนติคก็โชแปง ลิซท์ ยุคศตวรรษที่ 20 จะฟังยากหน่อยอย่างแจ๊ส พอท้องปุ๊บ ตอนไม่สอน อรจะเลือกเล่นยุคคลาสสิคให้ลูก เพราะเป็นเพลงที่มีแบบแผน เป็นเหตุเป็นผล ส่วนยุคโรแมนติก เพลงจะเน้นอารมณ์เยอะกว่าเหตุผล เวลาเราเล่นจะซึ้งมากแล้วมาเศร้ามากมันจะส่งผลกับลูก เดี๋ยวลูกจะอ่อนไหวเกินไป

RP: ได้นำดนตรีมาใช้ประโยชน์ด้านอื่นๆอีกไหมคะ เช่น แพ้ท้อง แล้วใช้ดนตรีมาช่วยไม่ให้เครียด
คุณแม่อร: คนนี้แพ้ค่ะ (ชี้ไปที่คุณพ่อพึ่งทันที) อรไม่แพ้เลย แต่คุณพ่อจะแพ้แทน
คุณพ่อพึ่ง: จู่ๆผมก็อยากกินพวกต้มยำมากๆ ประมาณว่าวันนี้ต้องกินให้ได้ ตลกมากครับ ต้มยำอะไรเปรี้ยวๆ ปกติก็ไม่ได้กินเยอะขนาดนั้น ผมก็เลยโชคดีไปด้วย ที่เขาไม่มีอารมณ์แปรปรวน ถ้าเกิดเขามึนหัวแล้วอารมณ์เสีย ผมก็แย่นะ (หัวเราะ) หากเทียบกับคนอื่นถือว่าผมโชคดีมาก เพราะอาการน้อยมาก จะมีหงุดหงิดนิดหน่อยครับ แต่น้อยมาก
คุณแม่อร: ปกติเขาดูแลเราดีเป็นพิเศษอยู่แล้ว จนอยากท้องไปเรื่อยๆ (หัวเราะ)
คุณพ่อ ผมว่าอรเป็นคนที่ดูแลไม่ยาก คุยกันเข้าใจ แล้วอะไรที่ปกติถ้าผมไม่ผิด ผมก็จะยอมรับผิดไปก่อน มันช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นได้อย่างเร็วครับ (ยิ้ม)

RP: นอกจากดนตรีแล้ว สื่อสารกับลูกด้วยวิธีไหนบ้างคะ
คุณแม่อร: ส่วนใหญ่คุณพึ่งจะเป็นคนคุย ถ้าวันไหนอรสอนก็จะไม่เล่นดนตรีให้เขาฟังแล้ว เพราะเขาได้ยินมาทั้งวัน เขาคงอยากอยู่เงียบๆมากกว่า

RP:
คิดว่าการเป็นนักดนตรี เป็นอาชีพที่ได้เปรียบในการเป็นแม่ของลูกไหมคะ
คุณแม่อร: อาจจะได้เปรียบตอนที่เกิดมาแล้วคือเราสอนเอง แล้วงานของอรค่อนข้างยืดหยุ่นมากกว่าเมื่อเทียบกับอาชีพอื่น คืออรสามารถสอนอยู่ที่บ้านได้ มีเวลาให้นมลูก สอนได้ เลี้ยงลูกได้ด้วย

RP: ระหว่างที่เล่นดนตรี คิดว่ามีส่วนช่วยส่งเสริมลูกในท้องอย่างไรบ้าง
คุณแม่อร: คิดว่าการที่เราอารมณ์ดีแล้วสนุกกับสิ่งทำ มีสมาธิและไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมส่งผลดีแน่นอน

RP: วางแผนอนาคตของลูกอย่างไรบ้างคะ
คุณแม่อร: แน่นอนว่าจะต้องให้เรียนดนตรีเป็นทักษะเพื่อเสริมพัฒนาการอื่นๆ เพราะช่วยฝึกประสาทหลายอย่าง เช่น ตามองเห็นโน้ต สมองคิดว่าโน้ตอะไร มือก็กดสัมผัสปุ๊บ หูได้ยิน คือทุกอย่างสัมพันธ์กัน แล้วรายละเอียดของดนตรีคลาสสิคทำให้เด็กมีสมาธิ เพราะฉะนั้นมันเป็นการฝึกที่ดีสำหรับพัฒนาการของลูก แต่ไม่ได้คาดหวังว่าลูกจะเป็นนักดนตรีเพราะจากประสบการณ์ ถ้าเด็กไม่ได้รักดนตรีจนถึงขนาดทำอย่างอื่นไม่ได้ อรก็ให้ทำอย่างอื่น เส้นทางนี้มันไม่ง่าย เพราะเราอยู่ท่ามกลางคนที่มีความหลงใหลมากๆ ถ้าเรามีน้อยมันก็จะสู้คนอื่นไม่ได้
คุณพ่อพึ่ง: ส่วนผมคิดว่าน่าจะเป็นเรื่องภาษา เพราะหูเขาก็พัฒนาช่วงนั้นเหมือนกัน มีคนแนะนำว่าเรื่องภาษาก่อน 6 ขวบจะพัฒนามากที่สุด จากนั้นก็จะช้าลง ดนตรีกับภาษานี่คงไปด้วยกันครับ

RP: ตอนนี้มีดนตรีสำหรับคุณแม่ท้องมากมายจนเลือกซื้อไม่ถูก อยากให้แนะนำหน่อยค่ะ
คุณแม่อร: แนะนำเป็นดนตรียุคคลาสสิคค่ะ ไม่ได้มีโมสาร์ทคนเดียว ยังมีโจเซฟ ไฮเดน เขาจะเรียกว่า เวียนนิสคลาสสิค ยังมีชูเบิร์ต บีโธเฟ่น หรือสำหรับคนที่ไม่ชอบฟังคลาสสิคให้เลือกเพลงที่เย็นๆ ไม่ใช่เพลงที่มีกลองเยอะๆ ไม่หวือหวา เป็นเพลงบรรเลง น่าจะดี ส่วนเพลงป๊อบ อาจจะเป็นอะคูสติกแทน

RP: คำแนะนำที่อยากฝากถึงคุณแม่ท้องท่านอื่นๆที่คิดว่า เราอาจยังเป็นแม่ที่ไม่ดีพอ
คุณแม่อร: อรว่าอย่าคาดหวังว่าลูกจะเป็นอะไร คือสิ่งแรก แล้วตอนท้องดูแลตัวเองให้ดีที่สุด ด้านอาหารการกิน การนอน แล้วก็คิดแต่เรื่องดีๆ คืออย่างไรทุกคนจะมีวันที่เรารู้สึกไม่ดี ควรทำให้ตัวเราออกจากความรู้สึกนั้นเร็วที่สุด แล้วก็ทำอะไรที่สนุกๆ คือไม่จำเป็นต้องเรียนสูงหรืออะไร ถึงจะเป็นคุณแม่ที่ดี แค่เป็นคนมองโลกในแง่ดี แล้วมองหาความสุขในชีวิตเล็กๆน้อยๆตลอดเวลา เช่น วันนั้นอรขับรถไปมหาวิทยาลัย ใช้เวลา 4 ชั่วโมง รถติดแบบจอดอยู่นิ่งๆ เราก็แชทกับเพื่อนเรื่อยๆ ทำให้คิดว่า จริงๆแล้วรถติด ทำให้เราได้ติดต่อกับน้องสาวที่อยู่แคนาดา กับเพื่อนที่ไม่ได้คุยกันมานาน 3-4 ปี รถติดเราก็ยังทำอะไรที่สนุกได้นะ คือมองในแง่ดี หาอะไรที่เป็น simple happiness in life ซึ่งมันมีได้ทุกที่ค่ะ

ภาพประกอบจาก www.photos.com

ติดตามSanook! Women

ผู้หญิง สุขภาพ ผู้หญิง ผู้ชาย ความงาม ทรงผม แต่งตัว เสื้อผ้า แฟชั่น sexy ทุกๆ เรื่องที่คุณอยากรู้ ร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!