หยุดวงจรสัตว์เลี้ยงไร้บ้าน เป้าหมายหลักที่ The Voice Foundation และ โครงการ Better Cities For Pets

ปัญหาสัตว์เลี้ยงไร้บ้านเป็นเรื่องที่เป็นปัญหาที่ยังคงอยู่ในสังคมไทยอยู่เรื่อยมา เรามักเห็นสัตว์เลี้ยงถูกทอดทิ้งตามท้องถนนและต้องใช้ชีวิตแบบไม่มีใครดูแล ปัญหาสัตว์เลี้ยงไร้บ้านยังคงเป็นปัญหาระดับประเทศซึ่งควรเร่งแก้ไขในเร็ววันจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ในส่วนขององค์กรไม่แสวงหาผลกำไรก็มีมูลนิธิเดอะวอยซ์ โดยมี คุณแต้ว กาณต์นภัส อัศวเฉลิมพล หนึ่งใน ผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิเดอะวอยซ์ (เสียงจากเรา) ที่เคลื่อนไหวเพื่อสวัสดิภาพที่ดีสำหรับสัตว์เลี้ยงเชื่อว่าการแก้ไขปัญหาสัตว์เลี้ยงไร้บ้านสามารถแก้ไขได้ผ่านความร่วมมือของคนกลุ่มคนรักสัตว์ ชุมชน ภาคเอกชน และรัฐบาลผ่านการผลักดันนโยบายและกฏหมายคุ้มครองสัตว์เลี้ยงในประเทศไทย รวมไปถึงการผลักดัน 4 เสาหลักในการดำเนินงานของมูลนิธิอันได้แก่ การทำหมัน กฏหมายคุ้มครองสัตว์เลี้ยง เสริมสร้างความร่วมมือในชุมชน ให้ความรู้ ความเข้าใจแก่ผู้เลี้ยง ซึ่งจุดนี้เองที่มาร์ส ไทยแลนด์ อิงค์ ก็กำลังผลักดันอยู่เช่นเดียวกันคือโครงการ Better Cities For Pets หรือ เมืองที่น่าอยู่ขึ้นสำหรับสัตว์เลี้ยง ที่มีการรณรงค์ถึงการเลี้ยงสัตว์อย่างรับผิดชอบ ส่งเสริมการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสัตว์และสร้างการยอมรับต่อสุนัขและแมวทุกประเภทอย่างต่อเนื่อง ทำให้การผลักดันการแก้ปัญหาด้านสัตว์เลี้ยงไร้บ้านไม่ได้มีเพียงองค์กรหรือหน่วยงานที่ไม่แสวงหาผลกำไรเพียงอย่างเดียวแต่ยังมีภาคเอกชนที่เล็งเห็นถึงปัญหาเดียวกันนี้

หากจะพูดถึงเป้าหมายในการริเริ่มโครงการหรือมูลนิธิขึ้นมานั้น การก่อตั้งมูลนิธิเดอะวอยซ์ (เสียงจากเรา) ที่คุณแต้วและอีกหนึ่งผู้ก่อตั้ง คุณเก๋ ชลลดา เมฆราตรี ดารา นักแสดงชื่อดังได้ตั้งไว้คือมูลนิธิฯ จะต้องปิดตัวลงภายใน 20 ปีเพราะปัญหาสัตว์เลี้ยงไร้บ้านจะต้องหมดไปจากประเทศไทย แต่ในความเป็นจริงเป้าหมายที่วางไว้อาจไม่สามารถทำได้หากมีเพียงไม่กี่ภาคส่วนที่ร่วมมือกัน ทั้งนี้ทางมูลนิธิฯ ได้เห็นว่างานที่ทำมาตลอด 8 ปีค่อยๆ ส่งผลซึ่งเห็นได้จากความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกที่เกิดขึ้นในสังคมไทยไม่ว่าจะเป็นการอุปการะสัตว์เลี้ยงที่แพร่หลายมากยิ่งขึ้นเมื่อเทียบกับหลายปีที่ผ่านมา การที่สัตว์เลี้ยงได้รับความเมตตาและเป็นที่ยอมรับมากขึ้นในสถานที่สาธารณะต่างๆ
ที่ผ่านมา มูลนิธิให้ความสำคัญกับการประชาสัมพันธ์เรื่องความรับผิดชอบ ความเหมาะสม และสนใจให้ความรู้เกี่ยวกับนิสัยและพฤติกรรมของสัตว์เลี้ยงแต่ละพันธุ์มาก เพราะว่าทางมูลนิธิฯ เข้าใจถึงเบื้องหลังการทอดทิ้งสัตว์เลี้ยงว่าผู้เลี้ยงมักไม่เห็นถึงความสำคัญของการเลือกสัตว์เลี้ยงให้เหมาะสมแต่เลือกเลี้ยงสัตว์เลี้ยงเพราะรูปลักษณ์ที่น่ารักของสัตว์เลี้ยง และความนิยมในช่วงนั้นๆ โดยไม่ได้ศึกษาหรือคำนึงความเป็นตัวตนของสัตว์เลี้ยงแต่ละสายพันธุ์ รวมถึงข้อจำกัดของตนเอง จนสุดท้ายก็ต้องทิ้งในที่สุด ตัวอย่างที่พบได้บ่อยที่สุดในช่วงหลังนี้คือการทอดทิ้งสุนัขพันธุ์ Siberian Husky ซึ่งเหตุผลหลักเกิดจากการที่สภาพแวดล้อม เช่น พื้นที่บ้านไม่เอื้อ ไลฟ์สไตล์และนิสัยของเจ้าของนิสัยของสัตว์เลี้ยงที่ต้องการการออกกำลังกาย เมื่อไม่ได้รับสิ่งเหล่านั้นสัตว์เลี้ยงอาจเครียดทำแสดงพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ออกมา ทางมูลนิธิฯ ยังให้ความสำคัญกับการควบคุมประชากรสัตว์เลี้ยงไร้บ้านผ่านการทำหมันและให้ความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับการทำหมันสัตว์เลี้ยงซึ่งเป็นการต่อยอดมาจากการรณรงค์เรื่องความรู้และความรับผิดชอบ ประเด็นดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในเรื่องที่ยากที่สุดเนื่องจากความเข้าใจที่แตกต่างของเจ้าของผู้เลี้ยงที่บางคนเชื่อว่าการทำหมันสัตว์เลี้ยงเป็นการทรมานสัตว์เลี้ยง ในความเป็นจริงแล้วหากเจ้าของสัตว์เลี้ยงไม่ได้มีความตั้งใจให้สัตว์เลี้ยงมีลูกอยู่แล้ว การทำหมันจะช่วยลดปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวกับข้องกับอวัยะสืบพันธุ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้

งานของมูลนิธิฯ ยังขยายไปถึงการจัดตั้งความร่วมมือกับชุมชนเพื่อทำความเข้าใจกับชุมชน และช่วยเหลือให้สัตว์เลี้ยงได้อยู่ในชุมชนอย่างสงบสุข เพราะคงปฏิเสธไม่ได้ว่ากับจำนวนสัตว์เลี้ยงไร้บ้านที่มีอยู่ในปัจจุบันเราไม่สามารถเก็บสัตว์เลี้ยงไร้บ้านทุกตัวได้ ฉะนั้นการร่วมมือกับชุมชนเพื่อสร้างการยอมรับและช่วยเหลือสัตว์เลี้ยงไร้บ้านในพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นการให้ความช่วยเหลือสัตว์เลี้ยงเหล่านั้นให้มีที่นอนที่ปลอดภัยก็เป็นสิ่งที่ช่วยลดปัญหาไปได้ระดับหนึ่ง นอกเหนือจากนี้มูลนิธิฯ เข้าใจว่าต่อให้ในสังคมมีจำนวนผู้รักสัตว์เลี้ยงมากเพียงใดก็ยังมีกลุ่มที่ไม่ชอบหรือกลัวสัตว์เลี้ยงเช่นกัน ดังนั้นการร่วมมือกับชุมชนเพื่อสร้างกฏเกณฑ์การดูแลสัตว์เลี้ยงในพื้นที่ไม่ให้มีปัญหากับคนอื่นๆ ในชุมชนย่อมเป็นสิ่งสำคัญ
“การสร้างการยอมรับให้แก่สังคมส่วนรวมเป็นเรื่องที่น่าสนใจ หากเราสามารถทำให้คนในสังคมส่วนใหญ่เปิดรับสัตว์เลี้ยงได้นั้น มันก็เป็นการเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้แก่สัตว์เลี้ยงได้ รวมถึงผู้ประกอบการธุรกิจต่างๆ ที่ยอมเปิดพื้นที่ หรือมีพื้นที่เฉพาะให้กับเจ้าของที่พาสัตว์เลี้ยงออกมาใช้เวลาชีวิตร่วมกัน เพราะหากเจ้าของและสัตว์เลี้ยงสามารถใช้ชีวิตร่วมกันบนมาตรฐานเดียวกันเช่นเดียวกับแม่ที่มีลูก ก็จะก่อให้เกิดจิตสำนึกในการเลี้ยงดูสัตว์เลี้ยงหนึ่งตัว ให้รู้สึกว่านี่ไม่ใช่เพียงสัตว์เลี้ยง แต่เป็นหนึ่งในสมาชิกครอบครัว และเป็นอีกหนึ่งชีวิตที่ต้องดูแลเมื่อรับมาเลี้ยงดูแล้ว จะไม่ทอดทิ้งง่ายๆ และทำให้คนที่คิดจะอยากเลี้ยงสัตว์ในอนาคตไตร่ตรองให้ดีก่อนตัดสินใจรับหนึ่งชีวิตเข้ามาในครอบครัว” คุณแต้วกล่าว

ทั้งนี้ทางมูลนิธิฯ เห็นว่าการสื่อสารกับภาคประชาชนอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอจึงได้ขยายการทำงานให้รวมถึงการทำงานร่วมกับภาครัฐเพื่อผลักดันให้ภาครัฐออกกฎหมายเพื่อคุ้มครองสวัสดิภาพของสัตว์เลี้ยงให้คลอบคลุมขึ้น โดยเห็นว่ากฎหมายดังกล่าวมีความจำเป็นอย่างยิ่งและควรครอบคลุมไปถึงการควบคุมฟาร์มเพาะสัตว์เลี้ยง อีกทั้งเข้ามาจัดตั้งกฏเกณฑ์หรือข้อกำหนดพื้นฐานที่ประชาชนผู้สนใจเลี้ยงสัตว์เลี้ยงต้องมีเพื่อปกป้องสวัสดิภาพของสัตว์เลี้ยงจากการถูกทอดทิ้งหรือกำหนดบทลงโทษให้มีความชัดเจนเพื่อลดปัญหาดังกล่าว
ในส่วนของภาคเอกชนเอง ทางมาร์ส ไทยแลนด์ อิงค์ ก็มีโครงการ Better Cities for Pets เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของสัตว์เลี้ยงรวมไปถึงการลดปัญหาสัตว์เลี้ยงไร้บ้านซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับมูลนิธิเดอะวอยซ์ คุณรัชกร เจนพัฒนพงศ์ ผู้จัดการทั่วไปของ มาร์ส ไทยแลนด์ อิงค์ กล่าวว่า “ที่ผ่านมา มาร์ส ในฐานะผู้ทำธุรกิจสัตว์เลี้ยงได้ให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพสัตว์เลี้ยงมาโดยตลอดไม่ว่าจะเป็นการบริจาคอาหารให้แก่สัตว์เลี้ยงให้แก่หน่วยงานภาครัฐและมูลนิธิต่างๆ ทั้งในส่วนกลางหรือตามพื้นที่ที่สัตว์เลี้ยงต้องประสบกับความยากลำบาก แต่ท้ายที่สุดแล้วสัตว์เลี้ยงทุกตัวไม่ได้ต้องการเพียงอาหารแต่เขายังต้องการความรัก การดูแลและการเอาใจใส่ เราจึงได้ริเริ่มโครงการ Better Cities for Pets เพื่อลดปัญหาสัตว์เลี้ยงไร้บ้านอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นการลดปัญหาการทอดทิ้งสัตว์เลี้ยงผ่านการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์อย่างรับผิดชอบ เปิดโอกาสให้สัตว์เลี้ยงได้มีโอกาสเจอบ้านที่รักเขาอีกครั้งผ่านการรณรงค์ให้คนเลือกอุปการะสัตว์เลี้ยงมากยิ่งขึ้น อีกทั้งเปิดโอกาสให้สัตว์เลี้ยงได้มีพื้นที่ในการใช้ชีวิตมากกว่าเดิมเพราะการที่เขาได้มีพื้นที่ในการใช้ชีวิตนั้น จะสามารถช่วยสร้างความผูกพันระหว่างเจ้าของกับสัตว์เลี้ยง อีกทั้งส่งเสริมให้สัตว์เลี้ยงเป็นเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดในแบบของเขา”
คุณแต้วเสริมว่า “โครงการ Better Cities for Pets เป็นอีกหนึ่งโครงการที่หากทำให้ประสบความสำเร็จได้ อาจช่วยยกระดับวงการเลี้ยงสัตว์ในประเทศไทย หากคนทั่วไปสามารถพาสัตว์เลี้ยงออกไปใช้ชีวิตนอกบ้านเพื่อทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับเจ้าของได้ อาจทำให้คนตระหนักได้ว่าการเลี้ยงสัตว์เลี้ยงก็ไม่ต่างจากคนที่ต้องการความรักและความเอาใจใส่ และเมื่อสัตว์เลี้ยงของเราไม่สามารถเติมเต็มส่วนนั้นด้วยตัวเองได้มันก็เป็นความรับผิดชอบเราเจ้าของสัตว์เลี้ยง หากใครกำลังตัดสินใจเลี้ยงสัตว์เลี้ยงอยู่ มูลนิธิฯ ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าได้มีการไตร่ตรองดีแล้วก่อนตัดสินใจรับสัตว์มาเลี้ยงและจะดูแลรับผิดชอบสัตว์เลี้ยง ไม่ทิ้งสัตว์เลี้ยงง่ายๆ ในยามลำบาก”

เนื่องด้วยอุตสาหกรรมเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงในประเทศไทยได้เติบโตอย่างรวดเร็ว มาร์ส จึงอยากเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้อุตสาหกรรมนี้เติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน สัตว์เลี้ยงและคนเป็นสิ่งมีชีวิตที่ต่างฝ่ายต่างส่งเสริมกันมาตลอด มาร์สจึงหวังจะเห็นภาพที่สัตว์เลี้ยงสามารถออกมาใช้เวลาร่วมกับสังคมได้อย่างสงบสุขเพราะเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าสัตว์เลี้ยงจะสามารถทำให้เมืองที่เราอยู่ดีมีชีวิตชีวายิ่งขึ้น
สุดท้ายแล้ว การตัดสินใจเลี้ยงสัตว์เลี้ยงไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ผู้ที่สนใจเลี้ยงสัตว์จึงควรพิจารณาให้ดีว่าสัตว์เลี้ยงที่คุณกำลังจะนำเข้ามาในชีวิตมีความต้องการอะไรบ้าง แล้วคุณสามารถเติมเต็มได้ตามความต้องการเหล่านั้นได้หรือไม่ มาร์สและมูลนิธิเดอะวอยซ์ จะยังคงดำเนินงานเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้และหวังว่าจะได้รับความสนใจจากประชาชนและหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง สำหรับผู้ที่สนใจอุปการะสัตว์เลี้ยงสามารถติดต่อมูลนิธิเดอะวอยซ์เพื่อหาสัตว์เลี้ยงที่เหมาะสมและตรงกับความต้องการและข้อจำกัดของผู้อุปการะสัตว์เลี้ยงที่สุด
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี

.jpg?ip/crop/w350h197/q80/jpg)