เมื่อชีวิตเจอกรรมหรือคำสาป!

เมื่อชีวิตเจอกรรมหรือคำสาป!

เมื่อชีวิตเจอกรรมหรือคำสาป!
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

เมื่อชีวิตเจอกรรมหรือคำสาป!


ในหลายๆครั้งที่ชีวิตติดขัดจนน่าอัศจรรย์ ทำให้หลายๆคนอดคิดไม่ได้ว่า นี่ชีวิตฉันเจอคำสาปหรือเปล่า หรือมันเป็นเวรเป็นกรรม อะไรยังไง ก่อนที่ความคิดจะเบียดบังการดำเนินชีวิตมากไปกว่านี้ วันนี้ Aroma มีโอกาสดีที่ได้สนทนาธรรมกับคุณดังตฤณเจ้าของผลงานเขียนเสียดายคนตายไม่ได้อ่าน ฉบับเกิดใหม่ในสวรรค์ เกิดมาเป็นอย่างนี้ได้อย่างไร ตายแล้วไปไหน และนิยายแนวธรรมะจิตจักรพรรดิ อย่ารอช้า เราไปไขคำตอบกับคุณดังตฤณพร้อมๆ กันเลยค่ะ

คำสาปมีจริงหรือไม่ แล้วความต่างของกรรมและคำสาปคืออะไร
“คิดง่ายๆ นะคำพูดเหมือนกัน แต่ต่างคนพูดเนี่ยมันมีอิทธิพลทางใจต่างกัน ความหนักแน่นมันไม่เหมือนกัน อันนี้ก็เหมือนกันอย่างเวลาคนให้พรบอกว่าขอให้เจริญๆ นะ คำๆ เดียวเนี่ยมาจากผู้ใหญ่ต่างคนเราก็รู้สึกต่างไป ยกตัวอย่างเช่น ผู้ใหญ่บางคนเรารู้ว่าไอนี่ขี้เมา มาบอกขอให้เราเจริญๆ นะ มันรู้อยู่แล้วตัวเองยังไม่เจริญแล้วจะเอาความเจริญไปให้คนอื่นได้ยังไง แต่ถ้าคำๆ เดียวกันมาจากพระที่เราเคารพนับถือ ที่เรามีความรู้สึกว่าท่านมีปฏิปทาสูงส่ง เข้าไปหายังไม่ทันพูดอะไรก็รู้สึกสงบเย็นแล้ว รู้สึกสว่างตามท่านแล้ว ก่อนลาจากพอท่านบอกขอให้เจริญๆ นะ ความรู้สึกมันแน่นอนแตกต่างอย่างมหาศาลกับผู้ใหญ่ที่ยังขี้เมาอยู่ ทีนี้ถามว่าคำสาปมีจริงไหม มีผลจริงไหม มันมีผลถ้าหากคิดในแง่ที่ว่า คำพูดมีพลัง มีน้ำหนัก มีอำนาจที่จะทำให้เราเกิดความรู้สึกเป๋ ทำให้รู้สึกว่าสิ่งที่เราทำให้เขาโกรธ แล้วเขาสาปแช่งมานั้น มันจะให้ผลอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งหรือเปล่า มันเหมือนกับเรารู้ตัวอยู่ ไม่ใช่อยู่ดีๆเขาสาปแช่ง แต่ว่าเราไปทำอะไรบางอย่างที่ผิดพลาดหรือทำให้เขาไม่พอใจ อันนั้นอาจจะเป็นกรรมของเรานะ สมมุติเราไปขโมยของเขามา เรารู้อยู่แก่ใจว่าไอ้นี่มันเป็นบาปแน่ๆ คือมันรู้สึกว่าไอ้นี่ไม่ใช่การกระทำที่ถูกต้องแน่ๆแล้วล่ะ เสร็จแล้วเราไปได้ยินเขาสาปแช่งแบบเหวี่ยงแห คือเขาไม่รู้หรอกว่าเราเป็นคนทำ แต่มาสาปแช่งเหวี่ยงแหต่อหน้าคนเยอะๆ ใครเอาของกูไปขอให้ฉิบหาย เราก็จะเกิดความรู้สึกว่า เฮ้ย!เออ มันเป็นไปได้ไหม มันก็เหมือนกับถ้ามองในแง่ของกรรม เราทำไปคือมันทำผิดจริงๆ แล้วถ้าหากว่าผลของกรรมมีจริง มันไปถูกเหนี่ยวนำด้วยคำพูดของคนที่มีอิทธิพลทางจิตวิญญาณ มันเป็นไปได้ที่ผลมันจะถูกเหนี่ยวนำให้เกิดเร็วขึ้น ไอ้ความวิบัติฉิบหาย หรือว่าความพินาศต่างๆ คือมันไม่ได้มาจากปากคนพูดอย่างเดียว มันมาจากการกระทำของเราบวกเข้าไปด้วย เขาเป็นแค่ตัวรับทางเอาผลให้มันมาเกิดขึ้นเร็วๆ ทีนี้เราต้องมองด้วยว่าคนแช่งก็ไม่ใช่ว่าได้ทำกุศลนะ ไม่ได้ทำบุญนะ คือการที่คิดเบียดเบียน หรือคิดให้ใครพินาศ คิดให้ใครมีความเสียหายมันเป็นกรรมไม่ดีทั้งนั้น เป็นบาป เพราะฉะนั้นเราทำบาปด้วย เขาก็ทำบาปด้วย มันเป็นการผูกเวร”

คำสาปแช่งและการผูกเวร
คือคำว่าเวร เราต้องมองว่ามันเป็นสายใย ระหว่างที่ผูกคนหนึ่งกับอีกคนหนึ่ง ยกตัวอย่างในทางสว่าง ไปทำบุญด้วยกัน พูดดีต่อกัน หรือว่าคิดอยากช่วยเหลือกันเล็กๆน้อยๆ แค่นี้เรารู้สึกดีแล้ว เรารู้สึกเหมือนมันเป็นมิตรกัน รู้สึกว่าโลกนี้มีอะไรดีๆ อยู่ เราจะรู้สึกถึงสายใยแห่งความเชื่อมโยง ความเชื่อมโยงแบบนี้เรียกว่าเป็นสายใยแห่งมิตรภาพ ในทางกลับกันตรงกันข้ามคำว่าเวร หมายความว่าเราทำอะไรไม่ดีกับใคร เอาแค่เดินตามถนนแล้วไปเหยียบเท้ากัน เสร็จแล้วหันมามองหน้าด้วยความรู้สึกขุ่นเคือง แค่นี้มันเกิดความสัมพันธ์แบบลบได้แล้ว หรือข่าวที่ขับรถปาดหน้าแล้วลงมายิงกัน เหล่านี้เกิดจากการที่คนเรามันมีเวรต่อกัน ถ้ามองในแง่ลึกลับมันอาจจะมีแรงกระตุ้นกลับให้ต้องมาเจอกัน เวรดึงมา เวรเก่ามันผูกกันมา อาจจะเคยสาปแช่ง อาจจะเคยจองเวร เกิดชาติไหนขอตามไปล้างโคตรมัน ซึ่งอะไรแบบนี้มันเป็นของจริงที่มองไม่เห็นได้ด้วยตาแต่รู้สึกได้ด้วยใจ ถ้าหากว่าเราเจอคู่เวร มันจะรู้สึกได้ว่าคนนี้แค่มองหน้ากันมันแค้นผิดปกติ มันมีความรู้สึกว่าแค่เหยียบเท้าหรือปาดหน้ามันรู้สึกว่ายอมไม่ได้ ให้อภัยไม่ได้ ตรงนี้แหละ เรียกว่าการแสดงตัวของเวรที่มันผูกกันมา ถามว่าเคยไปทำอะไรกันไว้ จริงๆ อาจจะแค่เล็กๆน้อยๆ ประเภทว่าพ่อค้าแม่ขายมาแย่งลูกค้ากัน แล้วมันรู้สึกยอมไม่ได้ ผูกเวรกันไปทุกภพทุกชาติอย่างนี้ก็มี เพราะพูดเอาไว้ มันไม่ใช่เรื่องเล็ก หากเกิดชาติหน้าแล้วเวรตรงนี้มันให้ผล คิดในแง่ของกรรมก็คือว่าลั่นวาจาไว้ ทำวจีกรรมอันเป็นอกุศลไว้ เป็นบาป เป็นของมืดไว้ มันมีอำนาจ มันมีอะไรที่เรารู้สึกได้ ระหว่างคนกับคนแค่พูดจองเวรมันจะรู้สึกว่ามีสายใยที่มันมืดๆ มันมีอะไรที่มันโยงใยอยู่

เมื่อชีวิตเจอกรรมหรือคำสาป!

หากเราเป็นฝ่ายแช่งเสียเอง จะสามารถถอนคำแช่งนั้นได้หรือไม่ อย่างไร
การว่ากล่าวคำอาฆาตมันมีหลายระดับ มันไม่ใช่ว่าพูดไปแล้วแล้วจะให้ผลเหมือนกันเสมอไป บางทีมันพูดไปลอยๆอย่างนั้นแหละ ด้วยอารมณ์โกรธชั่ววูบ แต่บางคนมันโกรธจริงๆ แล้วก็คิดจริงๆ พูดง่ายๆว่าระดับของความโกรธ ระดับของความพยาบาท ถ้าหากว่ามันเหนียวแน่นมากๆแก้ยาก เพราะว่ามันต้องล้างความพยาบาทออกจากใจให้ได้ก่อนถึงจะมากล่าวขอโหสิ แล้วสายเวรต่างๆมันถึงขาดได้ก่อนตาย ต้องทำก่อนตายนะ พอตายไปแล้วมันลืม มันแก้ไม่ได้แล้ว แต่บางคนแค่โกรธแบบขุ่นๆ ขอให้ได้รับผลอย่างนี้บ้าง เสร็จแล้วอีกฝ่ายหนึ่งสำนึกผิดมาขอโทษทันที ก็หายโกรธทันที แบบนี้มันก็ล้างกันพอดี ถ้าทำเรื่องดีๆต่อกันมากกว่านั้น ความรู้สึกด้านดีก็เข้ามาแทนที่ คำว่าล้างเวรล้างภัยมันก็มาจากการอภัยกันนั่นแหละ การขออโหสิไม่มีผลเลย แต่ว่าใจที่คิดให้อภัย แล้วมาบอกกันให้อีกฝ่ายหนึ่งรู้สึกอภัยตามเหมือนกับเจ๊ากันไม่จองเวรกันอันนี้ของจริง เหมือนคนจับมือกันไว้ อีกฝ่ายหนึ่งปล่อยแล้ว แต่อีกฝ่ายหนึ่งไม่ยอมปล่อยก็ยึดอยู่อย่างนั้น ไม่ไปไหน มันก็ไม่มีประโยชน์ ถ้าจะล้างเวรกับใครพยายามทำทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่แค่ทำให้ใจตัวเองมีความสุขพอที่จะอภัย แต่ต้องทำให้อีกฝ่ายมีความสุขพอที่จะร่วมมือกันกับเราด้วย”

ขออโหสิกรรม...ได้หรือไม่
“มันมีผลในแง่ที่ว่าบรรเทาเหตุการณ์ความรุนแรงที่จะมาจองล้างจองผลาญกันด้วย ถ้าสมมุติว่าเคยอธิฐานผูกกันมาทั้งคู่ จองเวรกันมาทั้งคู่สมมุติความเข้มข้นมันเต็มร้อย ถ้าหากเราถอนตัวออกไปความเข้มข้นมันก็เจือจางลงมาอย่างน้อยสักยี่สิบสามสิบเปอร์เซ็นต์ บางคนที่จิตอยู่ในศีลไม่คิดเบียดเบียนใครมันก็มีพลังของความปล่อยวาง พลังของความคลาย พลังของความสว่างที่จะทำให้ด้านมืดของความสัมพันธ์มันเจือจางลง อันนี้ก็เป็นเหตุที่ว่าเวลาเจอกับสถานการณ์แย่ๆมันไม่แย่เต็มร้อย ลดระดับลงมา มีผลด้วย”

ครั้งนี้เราได้เรียนรู้ในเรื่องของกรรมและคำสาปแช่งในชีวิตของเราไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วนะคะชิคสเตอร์ ครั้งหน้า Aroma จะพาไปไขปัญหา “คำสาป...ความรัก” ใครที่ผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันมีเหตุมาจากไหน แล้วจะแก้ไขได้อย่างไร คุณดังตฤณยังอยู่กับเรา ครั้งหน้าจะมาเฉลยให้ฟังค่ะ

อัลบั้มภาพ 2 ภาพ

อัลบั้มภาพ 2 ภาพ ของ เมื่อชีวิตเจอกรรมหรือคำสาป!

เมื่อชีวิตเจอกรรมหรือคำสาป!
เมื่อชีวิตเจอกรรมหรือคำสาป!
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล