“Jobs”

“Jobs”
ChicMinistry

สนับสนุนเนื้อหา

“Jobs”

ในโลกนี้ อาจมีนักคิด นักพัฒนา นักสร้างสรรค์ อาศัยอยู่มากมาย แต่จะมีสักกี่คนที่ได้ชื่อว่าเป็น นักเปลี่ยนโลกคือ ผู้ที่ก่อกำเนิดผลงาน อันต่อยอดมาจากการคิดค้น พัฒนา และสร้างสรรค์ จนกลายเป็นสิ่งที่เขย่าโลกทั้งใบไปได้ตลอดกาล
ชื่อของ “Albert Einstein”อาจจะเป็นผู้คิดค้นทฤษฎีที่ถูกคนอื่นพัฒนาไปเป็นสิ่งทรงพลัง มีอำนาจและชั่วร้ายของโลกอย่าง นิวเคลียร์ แต่ที่สุดแล้ว เขาก็คือ คนที่เปลี่ยนโลก.. หรือ สองพี่น้องตระกูล “Wright”คือ คู่พี่น้องที่เปลี่ยนโลก ได้ด้วยการบิน ผู้ทำให้เรารู้ว่า นอกจากการเดิน หรือขับเคลื่อนบนผืนดินผืนน้ำ เรายังสามารถข้ามโลกผ่านอากาศได้ด้วย.. และเราก็ต้องขอบคุณ “Thomas Alva Edison”ที่ทำให้เวลากลางคืน หรือในที่มืดนั้น ได้สว่างไสวเพราะมี หลอดไฟ ถูกเปล่งขึ้นมา
แน่นอนว่าชื่อเหล่านี้ มักจะถูกอ้างอิงขึ้นมาเสนอ เวลาเรานึกถึงคนที่จุดประกายบางสิ่งให้กลายเป็นสิ่งที่เห็นภาพขึ้นมาได้จริงๆ แต่ถ้านับเฉพาะสิบปีให้หลังล่าสุดนี้ คงจะมีไม่กี่ชื่อที่วนเวียนอยู่ในหัวของเรา และหนึ่งในนั้น ที่ชัดเจนมาก่อนใคร นั่นคือชื่อของ “Steve Jobs”
ชื่อที่ผู้คนเรียกขานในฐานะคนที่จับ “Apple” มาสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ที่ไม่ได้เป็นแค่ทฤษฎีแรงโน้มถ่วงของโลก (ของ “Sir Isaac Newton”) และนี่คือชื่อที่ผู้คนทั้งโลก ต้องถูกเปลี่ยนวิธีคิดต่อของสิ่งหนึ่งมาหลายต่อหลายครั้ง จนกลายเป็นว่า วิถีชีวิตของมนุษย์ยุคนี้ กลายเป็นเรื่องที่ Simple ขึ้นทุกวันๆ
แม้ สตีฟ จ๊อบส์ อาจจะด่วนจากโลกไปเร็ว (ด้วยโรคมะเร็ง) ทั้งๆ ที่ความคิดของเขายังหมุนวนจะสร้างสิ่งใหม่ให้เกิดขึ้นมาไม่ทันการณ์ ..แต่ทุกๆ นวัตกรรมที่เราก้าวผ่านมาในรอบสิบปีนี้ เชื่อว่า ถึงต่อให้เราไม่เคยแตะต้องอุปกรณ์ใดๆ ที่ติดชื่อ Apple เอาไว้เลยสักครั้ง แต่ให้เชื่อเถอะว่า บางสิ่งที่เราได้เคยจับต้อง ล้วนมีแรงผลักดันการก่อกำเนิดจากการที่ชายผู้นี้ ผลักดัน (อย่างท้าทาย) ให้บริษัทเทคโนโลยีทุกแห่งในโลกต้องลุกขึ้นมาแข่งขันกับเขาอย่างบ้าเลือด เช่นที่ยังส่งผลมาถึงทุกวันนี้
ฟังดูแล้ว เรื่องราวชอง จ๊อบส์ คงเป็นอะไรที่เข้มข้น น่าสนุก และคงจะดีถ้านำช่วงเวลา 56 ปีที่อยู่บนโลกของบุรุษท่านนี้ มาเล่าเป็นหนังสักเรื่องหนึ่ง.. แต่เพราะ Timeline ชีวิต ในฐานะคนเปลี่ยนโลก มันอาจใช้เวลาไม่นานเท่าที่เกิดมา จึงมีคนคัดสรรกลั่นกรองเอาช่วงเวลาเหล่านั้น มาทำเป็นหนังที่ชื่อ “Jobs”
Jobs เป็นประหนึ่งเหมือนหนังที่เล่าชีวประวัติของ Apple เพราะจุดเริ่มต้นของเรื่องราว คือ การถือกำเนิดความคิดที่จะสร้างคอมพิวเตอร์ ซึ่งบุคคลทั่วๆ ไป ตาสีตาสาที่ไหนก็ใช้งานได้ ไม่ใช่แค่ในเชิงพาณิชย์อย่างเดียวอีกต่อไป.. โดยมีกลุ่มคนบ้า กลุ่มหนึ่งที่เชื่อว่าตัวเองทำได้ และทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับของสิ่งนั้น จนสร้างมูลค่า ผลิดอกออกผล จนกลายมาเป็น ลูกแอ๊ปเปิ้ล ที่สุกงอมกำลังดี ให้พวกเขาเกีบเกี่ยวเป็นตัวเงิน
แต่ในขณะที่ Apple เริ่มจะขยายสเกลจากบริษัทเล็กๆ ที่อยู่ในโรงรถ มาเป็นอาคารสำนักงานหรูหรา และต่อเนื่องไปถึงการนำบริษัทเข้าตลาดหุ้น.. ช่วงเวลาที่แอ๊ปเปิ้ลออกดอกผลจนเก็บกันไม่ทันเหล่านั้น กลุ่มคนบ้า ก็เริ่มเข้าสู่ภาวะแตกคอกันเอง เมื่อ จ๊อบส์ กลับกลายเป็นบุคคลที่ใส่ความบ้าลงไปในการทำงานยิ่งกว่าเดิม จนอาจลืมไปว่า เพื่อนที่สร้างบริษัทร่วมกันมา กำลังรู้สึกเหมือนว่า กำลังคุยกับใครอีกคนที่ไม่เคยรู้จักอีกต่อไป
ด้วยความทะเยอทะยานอย่างบ้าคลั่งของ จ๊อบส์ และผลประกอบการที่ดิ่งจะลงเหว มันกลายเป็นลูกศรอาบยาพิษ ที่ถูกยิงย้อนกลับมาปักกลางอกทันทีที่เขาถูกถอดถอนจากการเป็นเจ้าของบริษัท.. จ๊อบส์ ถูกทรยศหักหลังและไร้ซึ่งความเคารพยำเกรงจากคนอื่น แต่หารู้ไม่ว่า เส้นทางที่ผ่านมาถึงจุดนั้น เขาได้ทำอะไรบางสิ่งที่คือ การทรยศหักหลังคนอื่นแบบซึ่งๆหน้าไว้มาก่อนแล้ว
Jobs กลับกลายเป็นหนังที่ถูกสร้างขึ้นมาไม่ใช่ไว้เทิดทูนความดีงามที่ช่วยเปลี่ยนโลกของ จ๊อบส์ แต่คือหนังที่เล่าช่วงเวลาอันบอบช้ำ และการทำตัวร้ายกาจ ที่กลายเป็นบุคคลที่น่ารังเกียจเบอร์หนึ่ง.. หนังจะไม่มามัวเล่าว่า ด้วยแนวคิดอะไรของจ๊อบส์ ถึงก่อร่างบริษัทที่ยิ่งใหญ่อันดับต้นๆของโลกขึ้นมาได้ และทำไมเขาถึงไม่หยุดคิดที่จะเปลี่ยนสิ่งยากๆให้กลายเป็นเรื่องง่ายๆ ในทุกเมื่อเชื่อวัน.. แต่สิ่งที่ต้องการเน้นย้ำคือ บุคคลที่ยิ่งใหญ่ได้ บางครั้ง อดีตที่ผ่านมา เขาก็มีแผลฉกรรจ์ ซึ่งเกิดจากความผิดพลาดซึ่งอาจจะเป็นได้ทั้งบทเรียนล้ำค่า หรือสิ่งสำคัญ ที่ตามหลอกหลอนไปชั่วชีวิต

“Jobs”

Jobs เป็นผลงานของผู้กำกับที่ยังโนเนม “Joshua Michael Stern”ไม่มีใครรู้จักมาก่อนที่เขาจะได้ทำหนังของบุคคลที่ยิ่งใหญ่ท่านนี้ ..แต่ไม่ว่าด้วยแนวคิดใดถึงทำให้เขากล้าจะหยิบประวัติของ จ๊อบส์ มาตีแผ่ สุดท้ายแล้ว การตีแผ่เรื่องของ จ๊อบส์ ให้พีค คือ การสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคน อยากลุกขึ้นมาต่อสู้ หรือทำอะไรบางอย่างที่ยิ่งใหญ่(ในความคิดของคนแต่ละคน ที่ไม่เหมือนกัน) เพื่อจะเป็นหนึ่งในคนที่กล้าเปลี่ยน เพื่อสิ่งที่ดีกว่า
แต่ Jobs กลับไม่มีท่าทีจะเป็นหนังช่วยเปลี่ยนชีวิตผู้คนกระทั่งจะให้เรารู้สึกร่วมตาม ตัวละคร หรือสถานการณ์ใดๆ นอกจากเห็นเราเป็นบุคคลที่สาม เป็นคนนอกที่เข้ามารุกราน แอบดูชีวิตของ สตีฟจ๊อบส์ ในช่วงประเดี๋ยวประด๋าว แบบผ่านมา แล้วก็ผ่านไป
หนังทำได้แค่ หยิบ Timeline บางช่วงที่สำคัญๆในชีวิตของ จ๊อบส์ มากล่าวถึง เป็นประหนึ่ง Facebook ที่ให้ใครโพสต์ Timeline ได้แบบตามใจชอบ.. มันคือแค่ให้เราเห็นภาพโดยไม่ต้องมโน แต่ไม่ได้ขอให้เรานึกตามว่า ถ้าเราเป็น จ๊อบส์ ในนาทีนั้นๆ เราจะรู้สึกอย่างไรบ้าง
กระทั่งว่าจะมองนี่เป็นหนังที่เล่าประวัติของ Apple มันก็ยังเล่าแค่ในมุมมองเดียว ผ่านภาพที่ จ๊อบส์ เห็น หามีคนอื่นมาช่วยสงเคราะห์ให้.. และที่น่าผิดหวัง คือ หนังก็ไม่ได้ลงรายละเอียดอะไรเลยว่า ในแต่ละช่วงเวลาขึ้นๆ ลงๆ สิ่งที่ประคับประคองให้ Apple ยังคงอยู่ต่อไปได้ มันคืออะไรกันแน่ เพราะความบ้าดันทุรังสูงของ จ๊อบส์ หรือการร่วมด้วยช่วยกันทำงานของคนปลูกแอ๊ปเปิ้ลที่ทำให้บริษัทยังคงหายใจไหว
เอาเข้าจริง ถ้ามองหนังเรื่องนี้ แบบแยกเป็นฉากๆ แบ่งเป็นตอนๆ ก็จะรู้สึกได้ว่า ในฉากบางฉาก มันมีแรงขับเคลื่อน มันมีพลังงานที่ซ่อนเร้น ซึ่งทำให้เรารู้สึกว่า มันคือสิ่งที่ประกอบกันเป็นความสมบูรณ์แบบ ทำให้ฉากๆนั้นดูดี ดูเจ๋ง.. แต่ด้วยกายภาพของหนังที่ต่อเนื่องกันไปทั้งเรื่อง มันเต็มไปด้วยจังหวะทุลักทุเล โดยถูกก้าวกระโดดจากช่วงเวลาหนึ่งไปสู่อีกช่วงเวลาหนึ่ง แบบที่ไม่มีทางรู้ว่าที่หายไปนั้น มันคืออะไรกัน? เราจึงเหมือนคนดูที่ถูกทิ้งคว้างกลางจักรวาล ที่หาทางจะกลับสู่โลกได้ยากลำบาก
และแม้ว่าหนังจะได้การแสดงเป็น Jobs ที่ดีที่เนียนของ “Ashton Kutcher”มาช่วยผยุงเอาไว้ แต่การแสดงที่ดี ก็หาใช่จุดหมายปลายทางสำคัญของหนังเรื่องหนึ่งไม่ แต่มันควรจะเป็นการกำกับทิศทางระหว่างหนังกับคนดู ให้เรารู้ว่า เราต้องเดินไปเส้นทางไหน เราจะเข้าถึงเข้าใจจิตใจของตัวละครได้อย่างไร และเราจะรู้สึกมหัศจรรย์กับชีวิตของผู้ชายคนนี้ที่เคยเปลี่ยนโลกได้มากขนาดไหนกัน
Jobs จึงเป็นเพียงหนังอีกเรื่องที่เดินเข้ามาใน Timeline ขีวิตของเรา แต่หาใช่หนังที่จะถูกจัดเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่น่าประทับใจ และนี่ก็ไม่ใช่หนังที่จะเปลี่ยนโลกได้ เหมือนแบบอย่างที่ตัวตนของสตีฟจ๊อบส์ เคยทำไว้ในโลกความจริง

Like Me @ http://www.facebook.com/Onc3.UPoN.a.MaN
And Follow Me @ http://twitter.com/once_upon_a_man

OncEUPoN’-‘a MaN

ติดตามSanook! Women

ผู้หญิง สุขภาพ ผู้หญิง ผู้ชาย ความงาม ทรงผม แต่งตัว เสื้อผ้า แฟชั่น sexy ทุกๆ เรื่องที่คุณอยากรู้ ร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!